Case Paper Group 4-1 Nokia Finland

Part I: Summary of the case

ประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป เขตแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้จรดทะเลบอลติก ทางด้านใต้จรดอ่าวฟินแลนด์ ทางตะวันตกจรดอ่าวบอทเนีย ประเทศฟินแลนด์มีชายแดนติดกับประเทศสวีเดน นอร์เวย์ และรัสเซีย ฟินแลนด์เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสวีเดนเป็นเวลาหกศตวรรษจนกระทั่ง 1809, ต่อมาถูกรัสเซียยึดครองและเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย หลังการปฏิวัติ Bolshevik ในปี 1917 และการล่มสลายของราชวงศ์ Romanov ฟินแลนด์ได้ประกาศอิสรภาพในวันที่ 6 ธันวาคม 1917
ระดับความเจริญรุ่งเรืองของฟินแลนด์ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ยกเว้น ในกระบวนการผลิตเยื่อและกระดาษ และการต่อเรือ บริษัทในฟินแลนด์ไม่อยู่ในการจัดอันดับของธุรกิจระหว่างประเทศ
ปี 2001 ฟินแลนด์ได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดและมีการแข่งขันมากที่สุดในโลก เป็นที่รู้จักในด้านความมั่นคงทางการเงิน หนึ่งในบริษัทของฟินแลนด์ Nokia คือ ผู้นำและมีความสัมพันธ์ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เป็นผู้นำตลาดระดับโลกในด้านอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม

The Finnish Economy Prior to 1990

ในอดีตสิ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คือ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีธุรกิจที่สำคัญ สามกลุ่มใหญ่ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษและกระดาษไม้ ผลิตภัณฑ์โลหะ และวิศวกรรม เยื่อกระดาษและกระดาษเป็นสัดส่วน 40% ผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับส่งออก16%, และโลหะวิศวกรรม (รวมถึงการต่อเรือ) 23% นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศฟินแลนด์ในยุค 1970 และ 1980 เป็นไปตามรูปแบบของยุโรปตะวันตกและกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับความเสมอภาค โดยไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน ฟินแลนด์มีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่อายุ 7-16 ปี โรงเรียนทุกแห่งจะมีอาหารกลางวันบริการฟรี การเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายไม่บังคับ
การพัฒนาในยุค 1980 การเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐ ปี 1983 ก่อตั้ง National Technology Agency (Tekes) ถือเป็นการเริ่มต้นของการพัฒนาด้าน technology ของประเทศ

Emergence of the Finnish Telecommunications Cluster

ในประเทศฟินแลนด์เครือข่ายโทรศัพท์มิได้ถูกผูกขาดโดยรัฐบาล หลังจากการประการศอิสรถาพในปี 1917 ได้มีการจัดตั้ง public telecommunications operator (PTT) เพื่อดำเนินการและควบคุมกิจการด้านโทรคมนาคมของประเทศ
จุดเริ่มต้นการเกิดของอุตสาหกรรม radiophone และ โทรศัพท์มือถือในฟินแลนด์ เริ่มจากธุรกิจของสามบริษัท คือ
1917 Kaapelitehdas Suomen บริษัทผลิตสายเคเบิล ( Cable Works ) รวมกับบริษัท Nokia ในปี 1967
1925 Valtion Sähköpaja เป็นห้องปฏิบัติการวิทยุของกระทรวงกลาโหม ก่อตั้งเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาประเทศและ
การผลิตเทคโนโลยีด้านวิทยุ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Televa
1928 Salora ผู้ผลิตระดับภูมิภาคและวิทยุโทรทัศน์
1969 การประชุมความร่วมมือทางวิชาการการระหว่าง นอร์ดิก PTTs ในเดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นอร์เวย์ และสวีเดน ที่ริเริ่ม
โครงการ (นอร์ดิกมือถือ NMT) เครือข่ายอัตโนมัติ
1979 Nokia และ Salora ได้ร่วมทุนกัน ที่มีชื่อว่า Mobira (ต่อมา Nokia - Mobira) เพิ่อการตลาดและพัฒนาเทคโนโลยี
ด้านวิทยุในระบบ NMT ใหม่
1980 ปริมาณการผลิตของ Nokia ประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตจำหน่ายตลาดภายในประเทศ เป็นส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน
1981 เปิดตัวระบบอะนาล็อก NMT เป็นครั้งแรก มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายไปทั่วภูมิภาค ตลาดเริ่มที่จะดึงดูดผู้ประกอบการเอกชนและผู้ผลิตในฟินแลนด์ การขอใบอนุญาตเอกชนจะมีการปฏิเสธโดยควบคุมของ PTT การเกิดขึ้นของ NMT ทำให้กระบวนการการสร้างมาตรฐาน NMT ด้านโทรคมนาคม
1980s Mobira เป็นช่วงที่มีการขยายไปสู่ตลาดโลก

Finnish Economic Policy in the 1990s

ปี 1990 เริ่มมีวิกฤติรุนแรงที่สุดของศรษฐกิจฟินแลนด์ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำโดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดลงของการค้าขายแบบแลกเปลี่ยนกับสหภาพโซเวียต ทำให้ GDP ลดลง การว่างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลในช่วงปี ค.ศ. 1990 -1994 ได้ดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการลดค่าเงินมาร์กเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และตัดทอนรายจ่ายที่ไม่สำคัญลง การดำเนินมาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จส่งผลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงในนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เริ่มขึ้น ทำให้เกิด center of expertise และ cluster program ที่ส่งเริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อการสร้างงานและนวัตกรรมใหม่ๆ
ด้านการพัฒนาความร่วมมือ มีการเข้าร่วมในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ปี 1993 และ เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป หรือ European Union (EU) ในปี 1995
ในช่วงครึ่งหลังของปี 1990s, อัตราการเติบโตค่าเฉลี่ยของ GDP ฟินแลนด์อยู่ที่ประมาณ 5% มาจากเฉพาะของ Nokia คิดเกือบ 1% มีอัตราการว่างงานลดลง แต่ยังมากกว่า 10%
Finnish Telecommunications Policy in the 1990s
จากการเปิดเสรีทำให้มีการเปลี่ยนแปลงองค์กรของ PTT กลายเป็นบริษัทมหาชน มีการปรับปรุงการบริการ และการเตรียมเปิดบริการเครือข่ายในระบบ GSM ในปี 1998 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Sonera เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ใหม่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการสื่อ

Nokia in 2001

หลังจาก Nokia ได้ฝ่าวิกฤติทางการเงิน และมี CEO คนใหม่เข้ามาบริหารงานได้มีนโยบายที่มุ่งเน้นธุรกิจไปทางด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมอย่างเต็มตัว โดยได้ขายกิจการด้านยาง และ อิเล็คโทรนิคอื่นๆ หลังจากนั้น Nokia กลายเป็นเรื่องราวของบริษัทที่ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ ประเทศฟินแลนด์นั้นถือว่า “โทรศัพท์มือถือ” เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ประเทศฟินแลนด์ จัดเป็นหนึ่งในผู้นำด้านโทรศัพท์มือถือระดับโลก
Finland in 2001
ในขณะที่ประเทศฟินแลนด์ยังคงมีการจัดอันดับในฐานะการแข่งขันของประเทศชั้นนำในปี 2001 ประเทศได้เผชิญความท้าทาย อัตราการเจริญเติบโตโดยรวมได้ลดลงและตลาดส่งออกสำคัญปรากฏว่าลดลงมากกลุ่มการสื่อสารโทรคมนาคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการตกต่ำอย่างรุนแรงและ Nokia ได้เห็นจากรายได้และผลกำไรที่ลดลง ทำ ให้Nokiaและเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศฟินแลนด์ความกังวลเกี่ยวระดับของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับ ฟินแลนด์ยังต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะ ขณะที่ความต้องการใช้แรงงานที่มีทักษะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นซึ่งมหาวิทยาลัยบางแห่งได้เริ่มต้นโปรแกรมที่เหมาะสำหรับการเสนอขายต่างประเทศ

Part II: Analyze the case

Business Model

 Value proposition

Nokiaถือเป็นผู้ริเริ่มในเรื่องการสื่อสารโทรคมนาคมและอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ของโลก เนื่องจากNokiaได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ทันสมัย สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เหนือกว่าคู่แข่งเจ้าอื่น มีการทำ Research and development (R&D) ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่เสมอ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การเป็นผู้ริเริ่มสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ สำหรับการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เหมาะกับลูกค้าในหลายระดับ เช่นการให้บริการ Ovi ของNokia ซึ่งเป็นบริการรูปแบบหนึ่งซึ่งจะเชื่อมต่อระหว่างมือถือNokiaหรือเครื่องพีซีของคุณ กับบริการของ Ovi ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลด การอัพเดทข้อมูลต่างๆ การรับส่งเมล์ การใช้แผนที่ การแบ็คอัพข้อมูล เป็นต้น ยกตัวอย่างเพิ่มเติม เช่น บริการ Ovi Sync จะทำให้คุณไม่ต้องนั่งเอาสาย Sync ไปเชื่อมต่อเพื่อดาวน์โหลดข้อมูลหากันแล้ว เพียงแค่คุณกดอัพเดทบนเครื่องมือถือของคุณ ข้อมูล ทุกอย่างก็จะ Sync กันได้โดยอัตโนมัติ หรือไม่ว่าจะเป็นบริการ Share Online นอกจากนี้เทคโนโลยีการสนทนาอย่าง Push-to-Talk (PTT) กับโทรศัพท์มือถือก็มาจากNokiaอีกเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ของNokiaจึงสามารถประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถส่งมอบประโยชน์ได้ตามที่ลูกค้าต้องการจึงทำให้Nokiaประสบความสำเร็จในเกือบทุกประเทศทั่วโลก

 Revenue Model

ในปี 2001 Nokia ได้แบ่งธุรกิจออกเป็นสามกลุ่มธุรกิจ คือ Nokia mobile phone, Nokia Networks (GSM และ 3D generation mobile systems) และ Nokia Ventures โดยรายได้ของ Nokia นั้นแบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. Nokia mobile phone เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่ ในส่วนของการผลิตและพัฒนาโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สำหรับโทรศัพท์มือถือต่างๆ สำหรับทุกมาตรฐานและยังอยู่ในทุกๆตลาดมือถือของโลก โดยในส่วนนี้คิดเป็น72% ของรายได้ในปี 2000 และมีผลกำไรมากที่สุดในสามกลุ่มธุรกิจ ขายโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นถือเป็นรายได้หลักของNokiaนั่นเอง
2. Nokia Networks เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับในด้านการวางโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งในฟินแลนด์และในต่างประเทศด้วย คิดเป็น 25% ของรายได้ในปี2000 หรือเป็นรายได้อันดับที่สองของNokia
3.Nokia Ventures เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่ในการค้นหาช่องทางและโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับNokia ตั้งขึ้นในปี 1998 เพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่คิดเป็น 3% ของรายได้

 Market Opportunities

สำหรับโอกาสในการตลาดของธุรกิจประเภทโทรศัพท์มือถือยังมีอยู่ค่อนข้างมาก เพราะการสื่อสารในปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญและถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย สะดวก รวดเร็วและมีราคาไม่แพง นอกจากนี้ในปัจจุบันก็ได้มีการทำการตลาดโดยการโฆษณาผ่านมือถือ ไม่ว่าจะเป็น SMS MMS ในส่วนของตัวมือถือเองนั้นก็สามารถที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นได้ เช่น หน้าจอ 3D ในมือถือ และอีกหนึ่งโอกาสทางการตลาดของNokiaก็คือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ Hardware ไปเป็นการเน้นในเรื่องของ software ที่ถือว่าโอกาสในการเติบโตทางการตลาดสำหรับมือถือนั้นยังมีอีกมาก เพราะในปัจจุบันมีการใช้ Smartphone มากขึ้น และมีมือถือที่รองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆมากขึ้น โดยจากการวิจัยพบว่าในปัจจุบัน 83% ของคนใช้มือถือนั้น จะมีความต้องการใช้งานในส่วนของการฟังเพลงด้วย ดังนั้นการNokiaที่จะมุ่งเน้นไปในเรื่องของ software แอพพลิเคชั่นต่างๆมากขึ้นก็จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเองได้อีกไกล

 Competitive Environment

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ Competitive Environment ของ Nokia คือ 5 Forces Model มีดังนี้

o Rivalry Among Current Competitor (การแข่งภายในอุตสาหกรรม)
ภายในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนนั้นถือได้ว่ามีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะมีคู่แข่งหลายราย แต่ละรายมีขนาดใหญ่และบางรายก็เป็นผู้ที่มีพื้นฐานเดิมจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ได้เข้ามาแข่งขันด้วย ปัจจุบันมีคู่แข่งขันกันในระดับโลกอยู่ 5 รายใหญ่ๆ คือ Nokia , Samsung , LG , Sony-Ericson และ Research In Motion Limited (RIM) โดยในช่วงปี 2001 ผู้นำในด้านการแข่งขันนั้นได้แก่ Nokia , Motorola และ Sony-Ericson ซึ่งทั้ง 3 บริษัทต่างๆได้มีการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น การพัฒนาอุปกรณ์ ฟังก์ชันการใช้งาน รูปลักษณ์ของมือ เป็นต้น ถึงแม้ว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงแต่Nokiaก็ยังคงสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าบริษัท Sony-Ericson และ Motorola โดยNokiaได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเช่นเป็นผู้นำในการใช้ระบบดิจิตอลทำให้คูแข่งตั้งตัวไม่ทัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จึงทำให้เกิดความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันพอสมควร นอกจากนี้ ในปัจจุบันด้วยวัฒนธรรมการติดต่อสื่อสารของผู้คนไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อน ระบบวอยซ์(voice)กำลังเคลื่อนตัวสู่ยุคดาต้า(data) คนใช้มือถือไม่ได้เล่นกันแบบธรรมดา แต่ยังชอบแชท(chat) อัพเดทเฟซบุ๊ค(facebook) เล่นทวิตเตอร์(twister) หรือแม้แต่เล่นเกมส์(game)บนมือถือกันมากขึ้น จึงพบว่า ยอดขายสมาร์ทโฟน(Smartphone)เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเกิดผู้แข่งขันในตลาด Smart Phone เพิ่มอีกด้วย ได้แก่ Nokia , RIM Blackberry , Apple iphone และ HTC

o Bargaining Power of Supplier (อำนาจต่อรองต่อ Suppliers)
Nokiaนั้นถือว่ามีอำนาจในการต่อรองต่อกับ Suppliers สูง เพราะNokiaเป็นผู้ผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายไปทั่วโลก จำนวนการผลิตมีสูงดังนั้นปัจจัยที่ใช้ในการผลิตแต่ละรายจึงสูง จนมีอำนาจต่อรองกับผู้ขาย เพื่อให้ได้ปัจจัยในการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานตามที่ต้องการและต้นทุนอยู่ในระดับที่ต่ำ ดังนั้นสามารถเลือก Suppliers ที่ตนเองต้องการได้เพราะSuppliers ก็มีจำนวนมาก

o Bargaining Power of Customers (อำนาจต่อรองกับลูกค้า)
ในอดีตNokiaถือว่ามีอำนาจต่อรองกับลูกค้าค่อนข้างสูง เนื่องจากNokiaเป็นแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของNokia นอกจากนี้จำนวนผู้ผลิตในสมัยก่อนมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น จึงเป็นผลให้มีอำนาจการต่อรองกับลูกค้าที่สูงนั่นเอง แต่ในปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าและบริการที่มากขึ้นเกิดการแข่งขันกันมากขึ้นทำให้อำนาจการต่อรองกับลูกค้ามีน้อยลง เนื่องจากลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นจึงเป็นผลให้เกิดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์และสามารถเลือกที่สินค้าและบริการที่ตนเองพึงพอใจสูงสุดได้

o Threat of Substitute Product of Service (ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน)
ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทนของโทรศัพท์มือถือก็มีบ้าง แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ เช่น โทรศัพท์บ้าน หรือ VoIP ผ่านทางอินเตอร์เน็ต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีข้อจำกัดบางประการ จึงถือว่าไม่สามารถใช้ทดแทนโทรศัพท์มือถือซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิตของคนในปัจจุบันนั่นเอง

o Threat of New Entrance (ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่)
ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่มีน้อยเพราะเป็นธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก นอกจากนี้จะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีในการทำงานอีกด้วย ในการทำตลาดแข่งกับคู่แข่งรายเดิมจึงเป็นเรื่องยากเพราะคู่แข่งขันเดิมนั้นเป็นมีพื้นฐานทางด้านข้อมูลและประสบการณ์ที่ยาวนาน แบรนด์เป็นที่รู้จักคุ้นเคยอยู่แล้วในตลาดและยังมีสายป่านทางด้านเงินลงทุนที่มากกว่า ทำให้คู่แข่งรายใหม่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้

 Competitive Advantage

ความได้เปรียบด้านผลิตภัณฑ์

Nokia มีผลิตภัณฑ์หลากหลายเนื่องจากมีการทุ่มงบในส่วนของการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดมา จึงทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในด้าน คุณภาพ การใช้งานที่ง่ายไม่ซับซ้อน มีรูปแบบฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นของโทรศัพท์มือถือเพื่อความเหมาะสมกับผู้ใช้งานพร้อมทั้งราคาที่เหมาะสม ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน และก่อให้เกิดความจงรักภักดีต่อตราสินค้านั่นเอง

ความได้เปรียบด้านต้นทุน

Nokia มีการออกผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น มือถือและอุปกรณ์เสริมต่างๆขายไปทั่วโลกจำนวนมาก ซึ่งได้รับการตอบสนองจากลูกค้าเป็นอย่างดีถือว่าประสบความสำเร็จในทุกทวีปทั่วโลก ดังนั้นในการผลิตผลิตภัณฑ์ของNokiaจะผลิตเป็นจำนวนมากๆในแต่ละครั้งทำให้เกิด การประหยัดต่อขนาด (Economy of scale)ได้ Nokia นอกจากนี้เมื่อมีการผลิตครั้งละมากๆก็ก่อให้เกิดการประหยัดในเรื่องต้นทุนการดำเนินงาน เช่นต้นทุนในการสั่งซื้อ ต้นทุนในการ set up เครื่องจักร และ ต้นทุนแรงงาน เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของส่วนประกอบของโทรศัพท์อื่นๆที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน Nokiaจะใช้การ Outsource ในการผลิต ช่วยให้ Nokia ลดความเสี่ยงด้านการเงินด้วยการประหยัดและกระจายความเสี่ยงในด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และยังเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

ความได้เปรียบด้านการรับรู้แบรนด์ (Brand awareness)

Nokiaเปรียบเสมือนผู้บุกเบิกตลาดโทรศัพท์มือถือ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยคืนระบบดิจิตอลมาใช้ ในขณะที่คู่แข่งขัน ซึ่งในอดีตผู้นำคือบริษัท โมโตโรล่า ที่ยังเน้นเทคโนโลยีระบบอนาลอก ซึ่งเป็นระบบเก่ากว่าทำให้ช้าเกินไปในการตามคูแข่ง ทำให้ NOKIA สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแทนคนจึงรับรู้แบรนด์Nokiaมากกว่านั่นเอง

นอกจากนนี้ปัจจัยที่เป็นหัวใจหลักของการประสบความสำเร็จของบริษัทNokiaก็คือ รัฐบาลฟินแลนด์มีนโยบายให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการพยายามส่งเสริมภาคเอกชนมีการทำวิจัยและพัฒนาพร้อมไปกับผลงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ (Knowledge) ของภาคเอกชนให้สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ได้ ทำให้ประเทศฟินแลนด์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้าอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามประเทศอื่น ๆ ก็สามารถที่จะทำให้มีความได้เปรียบเช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์

 Market strategy สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของ Nokia ประกอบไปด้วย

1.Product ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายอย่างมาก สังเกตจากจำนวนรุ่นที่หลากหลายทำให้ครองส่วนแบ่งตลาดได้สูง Nokiaมีการนำหลักการcontinuous improvement มาใช้ตั้งแต่ ปี 1992 ทำให้บริษัทสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และพัฒนาได้ทันต่อยุคสมัย Nokiaมีความหลากหลายในด้านรูปลักษณ์ ผลิตภัณฑ์ โดยมีทั้งฝาพับ กล้องหน้า และอื่นๆ
2. Price มีการตั้งราคาหลากหลาย ตามลูกค้าที่หลากหลายและNokiaใช้กกลยุทธ์ตั้งราคา skimming price strategy
3.Place โดยปกติNokiaจะมี Nokiaแกลลอรี่ และมีการดีลผ่านดีลเลอร์
4.Promotion ในความเป็นจริงก็มีการทำ promotion ต่างกันในแต่ละประเทศซึ่งจะทำให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุดนั่นเอง

 Organization Development

Nokiaมีการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรขึ้นมาใหม่ในปี 1992 ซึ่งเป็นการวางค่านิยมพื้นฐานขององค์กร 4 ประการ หรือที่เรียกว่า Nokia Wayซึ่งประกอบด้วย
1.ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer satisfaction)
2.ความเคารพต่อสิทธิส่วนบุคคล (Respect for the individual)
3.การบรรลุเป้าหมาย (Achievement)
4.การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง(Continuous learning)
จึงทำให้วัฒนธรรมขององค์กรมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่โดยเฉพาะหลังจากปี 1996 เรื่อยมา มีการจัดตั้งองค์กรแบบใหม่ โดยให้พนักงานใหม่ทั้งหนุ่มสาวสามารถเสนอความคิดรู้ความคิดต่อทิศทางขององค์กร ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยวัฒนธรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างรวดเร็วจากปี 1996 ถึงปี 2003 มีพนักงานเพิ่มเติมจาก 7000คน เป็น 20000 คน นอกจากนี้ในภาคธุรกิจเทคโนโลยีนั้นความเร็วถึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งNokiaได้รับการยกย่องว่ามีการผลิตที่เร็วและมีประสิทธิภาพ

 Management Team

หลังจาก Nokia นั้นเผชิญกับวิกฤตการ์ณในปี 1980 ซึ่งทางบริษัทเองนั้นก็ได้พยายามรับมือกับการเติบโตและความหลากหลายต่างๆนานา ในปี 1992 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดย Jorma Olilla เข้ามารับตำแหน่ง CEO ซึ่งนาย Olilla และทีมงานก็ได้เริ่มการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้น เป็น 4 หลักการในการสร้างมูลค่าของ Nokia นั่นก็คือ “Nokia Way” ด้วยวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของ Nokia จากการบริหารบริษัทของ Jorma Olilla โดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่ ทำให้บริษัทกลับมามีกำไร และยั่งยืนได้ในปัจจุบันนั่นเอง

What are the strategies?

 Irresistible solution and vibrant ecosystems

Nokiaจะเริ่มผลิตมือถือจากความต้องการที่มาจากลูกค้าเป็นหลักและพยามปรับเปลี่ยนสิ่งใหม่ๆให้ลูกค้าได้พบกับประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอจากNokiaจากอดีตที่Nokiaขายแต่ตัวเครื่องปัจจุบันมีบริการหลังการขายไม่ว่าจะเป็นประกันตัวเครื่องหรือการดาว์นโหลดโปรแกรมต่างๆแต่ในอนาคตNokiaจะลดรอยต่อเหล่านี้ให้เหลือน้อยที่สุดเป็นการรวมอุปกรณ์กับบริการเข้าไว้ด้วยกัน(music ovi meego appต่างๆ)โดยรวมทั้งบริการของNokiaเอง ผู้ให้บริการรายอื่นๆและการบริการจากOperator

 Direct and Continuous consumer relationships

สินค้าจากNokiaนั้นจะมุ่งให้ลูกค้าทุกคนได้รับการบริการที่ดีสุด สื่อสารให้ลูกค้ารับร็ว่าเราให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นลำดับแรกและNokiaเป็นบริษัทที่มีการพัฒนารูปแบบสินค้าให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เนื่องจากเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในธุรกิจมือถือ ทำให้บริษัทต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นNokiaได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลายเช่น WAP, Symbian, meego, WiMAX, 3G เป็นต้นถึงแม้Nokiaอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าคู๋เก่งนักในเรื่องของระบบปฎิบัติการณ์ รวมถึงการออกแบบฟังก์ชันการทำงานให้ใช้งานได้ง่ายและรูปแบบที่โดนใจ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบมือถืออย่างมากในปัจจุบันสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คือNokiaได้สร้างความไว้วางใจในสินค้าไว้เป็นอย่างดีและเป็นตัวพื้นฐานในการเลือกตัดสินใจซื้ออุปกรณ์สื่อสารด้วย

 Best devices

Nokiaจะพัฒนาสามสิ่งนี้ไปพร้อมๆกันคือ ในส่วนของคอมพิวเตอร์ Smartphone และ มือถือทั่วไปซึjงโดยเฉลี่ยNokiaจะมีมือถือที่เข้ามาทำตลาดในไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 รุ่น และมีกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย เช่นเดียวกับกลยุทธ์การตลาดหลายแนวทาง ที่ระดมออกมาชนิดปิดประตูการโจมตีจากชาเลนเจอร์แบรนด์ทั้งหลายโดยสิ้นเชิง จะเห็นว่า Nokia มีการให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความสำเร็จดังก่าวเกิดจากการทำความร่วมมือกับ supplier ในการจัดซื้อสินค้าที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า กล่าวคือหาก ณ เวลานั้นสินค้าใดเป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมาก ก็จะสั่งซื้อสินค้าประเภทนั้นมาก ในจุดนี้ถือเป็นจุดแข็งของ Nokia ที่สามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

 Smart service
Nokia มีจุดเด่นในด้านความเข้าใจใน Lifestyle ที่แตกต่างกันของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากNokiaมี R&Dที่แข็งแรง จึงสามารถสร้างสินค้าที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยเน้นพิจารณาความต้องการของลูกค้าเป็นหลักทั้งรูปแบบ ดีไซน์ที่ตรงใจลูกค้า เห็นได้จาการที่Nokiaมีการวางตลาดมือถือใหม่ในแต่ละปีมีจำนวนรุ่นที่หลากหลายตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปถึงระดับ Hi-Endและมีหลายเซ็กเม้นท์เช่น โทรศัพท์สำหรับกลุ่มแฟชั่น กลุ่มที่ใช้เพื่อธุรกิจ เป็นต้น

 Cost Leadership

จากกที่กล่าวมาแล้วว่า Nokia มีการขยายฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ และยังมีการ outsource ในงานที่มีต้นทุนสูงหรืองานที่ไม่เพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ Nokia ยังมีอำนาจต่อรองกับ supplier ในการสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆ จึงสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก และการที่บริษัทมีกำลังการผลิตที่สูงยังสามารถสร้างความได้เปรียบจากการประหยัดจากขนาดด้วย อีกทั้งบริษัทมีบริการการให้คำปรึกษาในด้านต่างๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรศัพท์มากขึ้น เช่น เทคโนโลยี 3G ที่จะมีการใช้แพร่หลายในอนาคต ซึ่งการให้บริการนี้มีต้นทุนที่ต่ำแต่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้มาก

What is the Role of IT?

 ยุค 1G เป็นยุคแรกของการพัฒนาระบบโทรศัพท์แบบเซลลูลาร์ วิธีการมอดูเลตสัญญาณอะนาล็อกเข้าช่องทางการสื่อสารโดยใช้การแบ่งความถี่ออกมาเป็นช่องเล็ก ๆ คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆทั้งสิ้นซึ่งนั่นก็หมายความว่าสามารถใช้งานทางด้าน Voice ได้อย่างเดียว คือ โทรออก-รับสาย เท่านั้นไม่มีการรองรับการใช้งานด้าน Data ใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยวิธีการนี้ มีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนช่อง สัญญาณ และการใช้งานที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ ติดขัดเรื่องการขยายจำนวนเลขหมาย และการขยายแถบความถี่ โทรศัพท์เซลลูลาร์จึงยังมีขนาดใหญ่ ใช้กำลังงานไฟฟ้ามาก

 ยุค 2G จะ เปลี่ยนจากการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุแบบอะนาล็อกมาเป็นการเข้ารหัส Digital ส่งทางคลื่น Microwave เป็นยุคที่ใช้งานทางด้าน Data ได้ เพื่อการรับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน หรือที่เรียกว่า cell site และก่อให้เกิดระบบ GSM (Global System for Mobilization) ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Roamin

 ยุค 2.5G เป็นยุคที่พัฒนาต่อมาโดยการเข้ารหัสสัญญาณเสียง โดยบีบอัดสัญญาณเสียงในรูปแบบ digital การติดต่อจากสถานีลูก หรือตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีฐานใช้วิธีการสองแบบคือ
1. TDMA -Time Division Multiple Access คือการแบ่งช่องเวลาออกเป็นช่องเล็ก ๆ และแบ่งกันใช้ ทำให้ใช้ช่องสัญญาณความถี่วิทยุได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมาก
2. CDMA - Code Division Multiple Access เป็นการแบ่งการเข้าถึงตามการเข้ารหัส และการถอดรหัสโดยใส่แอดเดรสหมือน IP
อีกทั้งยุค 2.5G นี้ เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) ซึ่งตามหลักการแล้ว เทคโนโลยี GPRS นี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps เลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วความเร็วของ GPRS จะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น
สำหรับเทคโนโลยี 2.5G ที่มีใช้อยู่ตอนนี้ก็คือ

 ยุค 2.75G เป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) EDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G เป็นทางเลือกก่อนก้าวเข้าสู่ยุค 3G อย่างต่อเนื่อง และคุ้มค่า ความเร็วการส่งผ่านข้อมูลโดยประมาณของเทคโนโลยียุค 2.75G ความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดประมาณ 384 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps) และมีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ 80-100 กิโลบิตต่อวินาที (ความเร็วในการใช้งานจริงจะลดลงไปค่อนข้างมาก เนื่องจากระหว่างใช้งาน ระบบต้องแบ่งช่องสัญญาณบางส่วน ไปใช้งานทางด้านเสียงด้วย)

1. EDGE เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ TDMA (Time Division Multiple Access) เป็นระบบการแบ่งเวลากันใช้ในช่องสัญญาณเดียวกัน โดยเปรียบช่องสัญญาณให้เป็นเสมือนขนมชั้นที่ถูกวางอยู่ในแนวตั้ง เมื่อใดที่มีการใช้โทรศัพท์ เครื่องโทรศัพท์แต่ละเครื่องก็จะถูกจัดสรรเวลาให้ใช้ภายในช่องความถี่เดี่ยวกัน เทคโนโลยี EDGE เป็นการปรับปรุงคุณภาพความเร็วจากพื้นฐานของเทคโนโลยี GPRS จึงกำหนดคำนิยามให้ EDGE ว่า “การติดเทอร์โบให้กับ GPRS ”

 ยุค 3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยี ในปัจจุบันเข้าด้วยกันใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น ลักษณะการทำงานของ 3G ช่องสัญญาณความถี่,ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น สามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ, รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ การเสียค่าบริการ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย

 ยุค 4G ( Forth Generation )
เทคโนโลยี 4จี เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่สูงมาก สำหรับในยุค 4G นี้จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที

เพิ่มเติม
- WAP (Wireless Application Protocol)

บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ Nokia , Ericson , Motorola และ phone.com ได้ร่วมกันประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี Wap นี้ขึ้นมา ซึ่ง WAP นี้หมายถึง มาตรฐานการสื่อสารที่ทำให้อุปกรณ์การสื่อสารไร้สายสามารถค้นหาและแสดงข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ บนอุปกรณ์สื่อสาร ไร้สาย เช่น โทรศัพท์มือถือ เพจเจอร์ และคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือปาล์ม ได้

- Bluetooth

Nokia ได้ร่วมกับ Sony Ericson , Microsoft ,IBM , และ Intel ในการพัฒนา Bluetooth มาตรฐานการสื่อสารไร้สายในระยะทางสั้นๆ ทำงานโดยใช้ระบบ Frequency Hopping Spread System (FHSS) ส่งข้อมูลแบบแพคเก็ตผ่านช่องสัญญาณความถี่ที่ 2.45 GHz การรับส่งข้อมูลในระบบ Bluetooth จะสามารถทำงานได้ในระยะทางใกล้ ๆ เฉลี่ยไม่เกิน 30 เมตร โดยมีความเร็วในการรับ - ส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1 Mbps เทคโนโลยี Bluetooth ช่วยให้การรับ - ส่งข้อมูลและเสียงระหว่างโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ ซึ่งคู่แข่งสำคัญของ Bluetooth ก็คือ WiFi ซึ่งย่อมาจาก Wireless Fidelity เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ใช้หลักการทำงานไร้สาย โดยใช้จุดเชื่อมต่อสัญญาณ hotspots ติดตั้งตามจุดต่างๆทำให้สามารถนำ Notebook ที่มี wireless Lan สามารถไปใช้ได้ทุกที่ที่ติดตั้งจุดเชื่อมต่อสัญญาณ hotspots ซึ่ง WiFi นี้จะมีต้นทุนและประสิทธิภาพที่ดีกว่า Bluetooth นั่นเอง

What are the Stakeholder?

 รัฐบาลฟินแลนด์
รัฐบาลฟินแลนด์มีส่วนสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยี และมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลกอย่างNokia ได้ การยอมที่จะมุ่งพัฒนาด้าน R&D รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเข้มข้น แทนที่จะมุ่งอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่เดิม ถือเป็นการมองไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของฟินแลนด์ โดยรัฐบาลฟินแลนด์ได้มีการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากการตัดสินใจของรัฐบาลฟินแลนด์ในตอนนั้นก็ทำให้ฟินแลนด์ในปัจจุบันสามารถก้าวเป็นประเทศชั้นนำด้านการแข่งขันได้ รวมถึงเป็นรากฐานให้บริษัท Nokia สามารถก้าวสู่ผู้นำด้าน telecommunication อีกด้วย

 ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย
ประเทศเพื่อนบ้านในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Telecommunication ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เช่น Ericsson ของสวีเดน Nokia ของฟินแลนด์ก็ต่างเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้ เมื่อNokia สามารถก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกได้ ก็ย่อมจะทำให้ประเทศแถบนี้ได้อานิสงส์ไปด้วย ทั้งด้านความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาคการส่งเสริมกันและกัน รวมถึงการเข้ามาของแหล่งเงินทุนนอกภูมิภาคอีกด้วย นอกจากนี้ในแถบประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยังมีบริษัทที่เป็น Supplier ที่ทำการส่งชิ้นส่วนต่างๆที่ใช้ในการผลิตโทรศัพท์มือถือของNokiaอีกด้วย

 ลูกค้า
ลูกค้าถือว่าเป็นส่วนสำคัญของ Nokia เพราะ Nokia สามารถสร้าง Brand Royalty ให้กับลูกค้าได้เนื่องจากการที่พัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งเสมอ ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะใช้บริการของ Nokia และจากการที่มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมากทำให้จึงทำให้เป็นผลย้อนกลับให้ บริษัทเกิดความแข็งแกร่งขึ้น จากการได้รับ Feedback ต่างๆเพื่อพัฒนาต่อไปอย่างไม่รู้จบ

 ประชาชนชาวฟินแลนด์
เนื่องจากประชาชนชาวฟินแลนด์สามารถตอบสนองต่อนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ของฟินแลนด์ประสบความสำเร็จ จนเป็นผลให้ ประเทศเกิดความแข็งแกร่งและต่อยอดเทคโนโลยีกลับมา บริการประชาชนชาวฟินแลนด์ได้อีกเช่น การมีระบบสาธารณูปโภคด้านอินเทอร์เนตที่สามารถใช้ฟรีได้ทั่วประเทศ

 พันธมิตรทางธุรกิจ
Nokiaมีกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขัน โดยเข้าไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มที่มีความชำนาญในด้านนั้นๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจร่วมกันอย่าง Win-Win Situation โดยตัวอย่างพันธมิตรของบริษัท ได้แก่

3GPP: The Third Generation Partnership Project (3GPP)
Nokia ได้สร้างพันธมิตร โดยการร่วมจัดตั้งกลุ่ม The Third Generation Partnership Project (3GPP) Nokia กลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในด้านการ providing higher data rates for packet access โดยใช้เทคโนโลยี WCDMA radio ส่งผลให้บริษัทเป็นผู้นำ ในด้านการริเริ่มและพัฒนา IP Multimedia Subsystem (IMS) standards ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมี communication core network platform ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคตและช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
WWRF: The Wireless World Research Forum
Nokia ได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรที่สำคัญ คือ WWRF: The Wireless World Research Forum โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ กำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เกี่ยวกับด้าน wireless field และเพื่อ ประชาสัมพันธ์แนวโน้มของ mobile and wireless system technologies ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น
Bluetooth SIG
Nokia ได้ร่วมมือกับทาง Bluetooth SIG เพื่อพัฒนาระบบ short-range wireless specification ในเครื่องมือสื่อสาร ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในจุดนี้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มความสามารถในการตอบสนองลูกค้าได้อีกด้วย

 Mr. Jorma Olilla (CEO)
ในช่วงที่Nokiaได้ประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงปลายยุค 80 แต่เมื่อ Jorma Olillaได้เข้ามาเป็น CEO ในปี 1992 เขาได้ทำการแบ่งส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจสื่อสารของNokiaออกมาเพื่อโฟกัสสำหรับการแก้ไขปัญหา และยังทำการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาในบริษัทNokia คือ 1 ความพึงพอใจของลูกค้า 2 เคารพซึ่งกันและกัน 3 ความสำเร็จ 4 การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็น 4 คุณค่าพื้นฐานของNokia วัฒนธรรมนี้เป็นจุดแข็งที่ส่งไปถึงเมื่อบริษัทเริ่มขยายกิจการไปยังนอกประเทศด้วยเช่นกัน จนกลายไปเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงประเทศฟินแลนด์อีกด้วย

 Mr. Frank Nuovo
ในต้นยุค 90 Nokiaมีส่วนแบ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาดโลกเพียง 12% จนกระทั่ง Frank Nuovo ได้ดีไซน์โทรศัพท์รุ่น 2100 ซึ่งมีหน้าจอที่ใหญ่ และเมนูที่เลื่อนตามจอภาพ ซึ่งประสบความสำเร็จมากจนกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม และสามารถทำยอดขายได้ถึง 20 ล้านเครื่องจากเป้าที่ตั้งไว้เพียง 4 แสนเครื่องเท่านั้น นอกจากนี้ยังทำให้Nokiaเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสินค้าเทคโนโลยี ไปเป็นสินค้าแฟชั่นและของใช้ทั่วไปอีกด้วย จนทำให้จากบัดนั้นเป็นต้นมาNokiaได้กลายมาเป็นผู้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่จนถึงปัจจุบัน

What seem to be the issues?

หากจะถามว่ากิจการใดจากยุโรปที่ประสบความสำเร็จสูง ที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คงต้องมีชื่อ Nokia เจ้าแห่งธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายที่โดดเด่นที่สุด จากฟินแลนด์แดนแห่งธารน้ำแข็งและความหนาวเย็นนี้อย่างแน่นอน โดยความสำเร็จของ Nokia นั้น ถึงกับได้รับการขนานนามให้เป็นต้นแบบของธุรกิจในแถบสแกนดินีเวียและภาคพื้นยุโรปเลยทีเดียว เนื่องจากสามารถสร้างอุตสาหกรรมและความมั่งคั่งต่อเนื่องยาวนานกว้างขวาง รวมถึงพัฒนาคลัสเตอร์ธุรกิจไฮเทคที่เกี่ยวข้องในฟินแลนด์และสต็อกโฮลม์อีกด้วย ทำให้กิจการเพื่อนบ้านอีกราย คือ อีริคสัน แห่ง สวีเดน พยายามผลักดันตนเองเข้าสู่การแข่งขันในธุรกิจนี้อย่างจริงจังเช่นกันทำไมฟินแลนด์ที่เป็นประเทศเล็กๆซึ่งมีแต่ทรัพยากรทางธรรมชาติ จึงสามารถประสบความสำเร็จ ได้ในระดับโลก และสามารถผลักดันให้ Nokia เป็นบริษัทที่มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมมTelecommunication ภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมที่มีความสาคัญอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของฟินแลนด์ คือ อุตสาหกรรมป่าไม้และกระดาษ โดยรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายผลผลิตในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ โลหะและวิศวกรรม รัฐบาลในช่วงปี ค.ศ. 1990-1994 ได้ดาเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการลดค่าเงิน และตัดทอนรายจ่ายที่ไม่สาคัญลง การดาเนินมาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จ โดยเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวในปี ค.ศ. 1993 จนถึงปัจจุบัน หลังจากที่ติดลบในช่วงปี ค.ศ. 1990-1992 ถึงแม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจของฟินแลนด์จะเริ่มฟื้นตัวโดยมีการส่งออกเป็นปัจจัยผลักดัน แต่ก็ยังมีปัญหาสาคัญที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ คือ การว่างงานของประชากรในวัยทำงาน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้มีบทบาทสาคัญต่อเศรษฐกิจฟินแลนด์ ตัวอย่างบริษัทของฟินแลนด์ที่ประสบความสาเร็จ คือ บริษัท Nokia (Nokia) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้ปรับตัวจากการผลิตกระดาษเป็นสินค้าหลัก มาเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง คือ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์โทรคมนาคมอื่น ๆ ในด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศซึ่งมีความสาคัญมากตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฟินแลนด์มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก และต่อมาเมื่อมีการจัดตั้ง EFTA (European Free Trade Association) ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าเสรี ฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1961 ทั้งนี้ เหตุผลสาคัญประการหนึ่งน่าจะมาจากการที่สมาชิกสาคัญของกลุ่ม คือ อังกฤษเป็นคู่ค้าสาคัญของฟินแลนด์ การเข้าร่วม EFTA ช่วยให้อุตสาหกรรมของฟินแลนด์ปรับตัวเข้าสู่ระบบการแข่งขันระหว่างประเทศได้ดีขึ้น เมื่อบทบาทของ EFTA เริ่มลดลง เพราะสมาชิกของกลุ่มเห็นประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Eueopean Union - EU) แต่ สิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์ก้าวไปประสบความสำเร็จได้ในระดับโลก มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ นโยบายของรัฐบาลที่มีผลต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายทางด้านการศึกษา การวิจัยและการพัฒนา (Research and Development -R&D) ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้ฟินแลนด์มีบุคลากรที่มีองค์ความรู้และมีความสามารถในระดับสูงเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของนวัตกรรม รวมถึงนโยบายต่างๆของภาครัฐบาลเช่น การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมให้กับเอกชนที่คอยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของธุรกิจ หรือนโยบายทางการค้า ประกอบกับปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ความต้องการด้านการติดต่อสื่อสารเนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ การมีวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศเนื่องจากคลัสเตอร์ต่างๆที่เป็นรายได้หลักของฟินแลนด์เดิมพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักจึงมองเห็นโอกาสในการเติบโตของคลัสเตอร์ Telecommunication ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการส่งเสริมทำให้คลัสเตอร์ Telecommunication ประสบความสำเร็จและสามารถผลักดันให้บริษัท Nokiaซึ่งเป็นบริษัทTelecommunicationหลักของประเทศ ก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกได้ โดยเราสามารถอธิบายด้วยทฤษฏีต่างๆ ดังนี้

 Diamond Model

Diamond Model คือ กรอบแนวคิด หรือ ตัวแบบสำหรับการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของเครือข่ายวิสาหกิจ หรือ คลัสเตอร์ โดยเป็นการพิจารณาและประเมินสภาวการณ์ปัจจุบันของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่สำคัญ 4 ด้านที่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของบริษัทที่อยู่ในในเครือข่ายวิสาหกิจ อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเครือข่ายวิสาหกิจนั้นๆโดยรวมในท้ายที่สุด ว่าสภาวการณ์เหล่านั้นมีลักษณะที่จะเป็นการเอื้อหรือจะเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงหรือพัฒนาผลิตภาพของธุรกิจในเครือข่ายวิสาหกิจนั้นๆหรือไม่ อย่างไร และมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงการวิเคราะห์บทบาทของภาครัฐที่จะมีผลต่อปัจจัยแวดล้อมต่างๆทั้ง 4 ด้านนั้นด้วย ซึ้งโมเดลเป็นตัวแบบการพิจารณาและประเมินสภาวการณ์ของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่สำคัญ 4 ด้านที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรม Telecommunication ของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งโมเดลนี้สามารถใช้อธิบายความสามารถทางการแข่งขันของคลัสเตอร์โทรคมนาคมในประเทศฟินแลนด์ได้ดังนี้
เงื่อนไขด้านปัจจัยการผลิต (Input Factor Conditions) ได้แก่ ปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แหล่งเงินทุน ฯลฯ ที่จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท เงื่อนไขปัจจัยด้านการผลิต (Input Factor Condition) คือปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรม เราสามารถวิเคราะห์เป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
ด้านการศึกษา ในอดีตรัฐบาลฟินแลนด์ได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับการศึกษากับการวิจัยและพัฒนากิจกรรมด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการริเริ่มปฏิรูปนโยบายอุตสาหกรรมหลักของฟินแลนด์ โดยจะเน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรมต่างๆเพื่อสร้างการแข่งขันให้กับภูมิภาคโดยสามารถอธิบายได้จากการประเมิณสิ่งต่างเหล่านี้
1. โครงสร้างเกี่ยวกับการจัดการบริหารระดับกระทรวงสาธารณรัฐฟินแลนด์ได้รวมงานด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์เข้าไว้ในกระทรวงเดียวกัน โดยงานทั้งสองด้านประสบผลสาเร็จอย่างสูง อยู่ในกลุ่มระดับชั้นนำของโลก
2. สถาบันการศึกษาทุกระดับตั้งแต่โรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันโปลีเทคนิค และมหาวิทยาลัย จัดการศึกษาและการฝึกอบรมทั้งในระบบและการศึกษาต่อเนื่องทาให้ประชาชน ครู และข้าราชการได้รับการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพโดยทั่งถึง
3. การจัดส่วนการศึกษาต่อระหว่างสายสามัญและสายวิชาชีพเฉลี่ยให้ได้ 50 ต่อ 50 โดยผู้สาเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม (การศึกษาภาคบังคับตั้งแต่อายุ 7ถึง16 ปี) จะเลือกเรียนสายอาชีพ และสายสามัญศึกษา (Gymnasium) เท่า ๆ กัน หลังจากนั้นผู้เรียนสายอาชีพจะทำงานหรือศึกษาต่อในสถาบันโปลีเทคนิคส่วนสายสามัญจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
4. การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลโดยออกค่าใช้จ่าย 55%รัฐบาลจ่ายให้ 45% การจัดการการศึกษาของสาธารณรัฐฟินแลนด์เป็นตัวอย่างการจัดการการศึกษาที่มีการกระจายอำนาจสู่ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจของคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างแท้จริง ฟินแลนด์มีการศึกษาที่เป็นบริการสาธารณะและระบบมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย การศึกษาสำหรับเด็กอายุ 7-16 ปีจะเป็นภาคบังคับ และนักเรียนส่วนใหญ่จะยังคงศึกษาเพิ่มเติมต่ออีก 3-4 ปี การใช้จ่ายสาธารณะสำหรับการศึกษาเทียบกับ GDP นั้นมีระดับเหนือกว่าประเทศในยุโรปอื่นๆ โดยกว่า 60% ของประชากรในประเทศจบมัธยมศึกษาหรือสูงกว่า
5. สาธารณฟินแลนด์ถือว่าการศึกษาเป็นความรับผิดชอบของรัฐจึงใช้งบประมาณเท่ากับ 6.40% ของGDP โดยเอกชนจัดการศึกษาน้อยคิดแล้วเพียง 3% ของจานวนนักเรียนทั้งหมด
6. ระบบการฝึกหัดครูและพัฒนาครู ครูของสาธารณรัฐฟินแลนด์มี 2 ประเภท คือครูประจาชั้นและครูประจาวิชา โดยทั้งสองประเภทต้องสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท และฟินแลนด์ก็มีหลักสูตรในการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง จากการที่ฟินแลนด์ได้มีรากฐานการศึกษาที่ดี และการที่โฟกัสในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจึงส่งผลให้เกิดโรงเรียนสายวิชาชีพ(Polytechnic) เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีในประเทศ จึงเรียกได้ว่านโยบายการศึกษาเป็นทรัพยากรสำคัญที่ขับเคลื่อนฟินแลนด์มาสู่ผู้นำด้านวัตกรรมต่างๆรวมถึงด้าน Telecommunicationในปัจจุบัน
เงื่อนไขด้านอุปสงค์ (Demand Conditions) ได้แก่ ทัศนคิและรสนิยมของผู้บริโภค ระดับความพิถีพิถันและความเรียกร้องต้องการของผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการของบริษัท ลักษณะและโครงสร้างการแบ่งส่วนการตลาดสำหรับสินค้าและบริการของบริษัท ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละส่วนการตลาดเป็นที่คาดเดาได้ในระดับใด ฯลฯ
เงื่อนไขด้านอุปสงค์ (Demand Conditions) ในอดีต ภูมิอากาศของฟินแลนด์ที่ไม่ค่อยดี รวมถึงการตั้งถิ่นที่อยู่ที่กระจัดกระจาย จึงทำให้เกิดความต้องการในการติดต่อสื่อสารให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น จึงเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เนื่องจากฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีทำให้คนมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่สูงอีกทั้งความเจริญในด้านข่าวสารทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย เป็นผลให้เกิดความคาดหวังในตัวบริการหรือสินค้ามาก จึงเป็นผลให้บริษัทต่างๆจำเป็นต้องส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทำให้บริษัทหรืออุตสาหกรรมเกิดการแข่งขันในด้านคุณภาพ เพราะจะได้รับแรงกดดันจากผู้บริโภคทั้งด้านราคาและการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง หากมองในระดับภูมิภาค ในประเทศกลุ่ม Nordics มีการแข่งขันกันในด้าน Telecommunication อย่างสูง เช่น Ericsson ของ Sweden จึงทำให้คนในภูมิภาคนี้เกิดการเปรียบเทียบสินค้าและบริการของแต่ละบริษัท จึงทำให้เกิดความคาดหวังในสินค้าบริการในอีกระดับขั้น
บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจ (Strategy and Rivalry Context) ได้แก่ ลักษณะและบรรยากาศของการแข่งขันทางธุรกิจ กลไกการตลาด ฯลฯ ที่จะมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท
เงื่อนไขด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ (Context for Firm Strategy and Rivalry) ประเทศฟินแลนด์มีนโยบายการแข่งขันที่อิสระ และไม่ทำการผูกขาดโดยรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Telecommunication ซึ่งเคยถูกผูกขาดจากรัฐเป็นระยะเวลานาน หลังจากรัฐบาลมีนโยบาย ทั้งด้านการ เปิด FDI เป็นสมาชิก EU เข้าร่วมเขตเศรษฐกิจยุโรป(European Economic Area : EEA) และการสนับสนุนด้าน R&D รวมถึงด้านการศึกษาของรัฐบาล ทำให้เกิดการเข้ามาลงทุนของต่างชาติเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้เกิดการแข่งขันและอุตสาหกรรมขยายตัว ทำให้การเติบโตของ Nokia ในฟินแลนด์นั้น ส่วนนึงมาจากปัจจัยภายนอกตัวบริษัท โดยที่ Nokia ถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำของฟินแลนด์ จึงทำให้เกิดการสนับสนุนกันเป็นวงจร เมื่อเกิดความต้องการแรงงานมากขึ้น ทางฟินแลนด์จึงต้องพยายามจะจัดหาแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัว เมื่อมีแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากๆก็จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมต่างๆก่อให้เกิดการขยายตัว และก็จะดึงดูดนักลงทุนต่างๆเข้ามามากขึ้น จึงเรียกได้ว่า กลยุทธ์ธุรกิจของ Nokia นั้นอ้างอิงกับ ปัจจัยส่งเสริมภายนอกเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกัน (Related and Supporting Industries) ได้แก่ การมีอยู่ของกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันในสายของห่วงโซ่อุปทานมีความครบถ้วนมากน้อยเพียงใด และ มีระดับของความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างกันเพียงใด เช่น แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้ระหว่างกัน วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์/ตลาดร่วมกัน ฯลฯ และเนื่องจากฟินแลนด์เคยเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกมาแต่ช้านาน เพราะเคยเป็นประเทศที่แพ้สงครามจึงต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและเป็นฐานการผลิตให้แก่โซเวียต จึงทำให้มีประสบการณ์ด้านการค้าและการส่งออก ฟินแลนด์มีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างบริษัทเอกชน รัฐบาลและธนาคาร จึงทำให้แต่ละส่วนมีการสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ
เงื่อนไขอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกัน (Related and Supporting) รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยการลงทุนด้าน R&D รวมถึงการสนับสนุนให้บริษัทเอกชนใช้จ่ายเงินด้าน R&D มากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้มีองค์ความรู้ใหม่ๆทำให้เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้น จากนโยบายของรัฐบาลว่า “ การกระทำใดๆควรจะส่งผลถึงการแข่งขันในระดับนานาชาติ ” ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาจากมุมมองเพิ่มเติม โดยเรียกว่า โมเดลการรวมกลุ่ม(The cluster model) ซึ่งจะมีการร่วมมือกันระหว่างภาคสาธารณะ การวิจัยส่วนบุคคล รวมถึงบริษัทต่างๆด้วย จึงทำให้ฟินแลนด์เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้สะสมไปเรื่อยๆและทำให้เทคโนโลยีสามารถก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่ Nokia มีการขยายพันธมิตรในระดับโลก ด้วยการเป็นพันธมิตรกับธุรกิจบริษัทต่างๆเช่น Tandy Corporation อีกทั้งมีการควบรวมกับบริษัทอย่างต่อเนื่องเช่นบริษัท Salora ,Suomen, Kaapelitehdas ,Telefennoหรือแม้กระทั่ง Televa
การพัฒนาประเทศในระดับ Innovation-Driven Economy ประเทศฟินแลนด์มีการพัฒนาประเทศในระดับ Innovation-Driven Economy เพราะมีการพิจารณาว่าจะโฟกัสไปในคลัสเตอร์ Telecommunication และพัฒนาให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านนี้มากที่สุด แหล่งที่มาของความสามารถในการแข่งขันมากจาก 2 แหล่ง คือ
1. Inherited Prosperity คือความสามารถในการแข่งขันจากทรัพยากรที่ประเทศนั้น ๆ มีอยู่ ก็คือทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งหมายถึงคลัสเตอร์เยื่อไม้และกระดาษ และ ผลิตภัณฑ์จากไม้ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถหมดลงไปในสักวันหนึ่ง รวมถึงไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากนัก
2. Created Prosperity เป็นความสามารถในการแข่งขันที่ประเทศสามารถสร้างขึ้นมา มาจากการสร้างคุณค่าให้กับตัวสินค้า เช่น การที่ฟินแลนด์วางรากฐานด้านการศึกษารวมถึงด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อ Support คลัสเตอร์โทรคมนาคม เป็นการสร้างคุณค่าในอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นการสร้างความรู้ ความชำนาญให้แก่คนซึ่งสามารถอยู่ได้อย่างคงทนถาวร
What are the Problems alternatives and Solution?
Problem 1: Finnish Economic crisis
1. การล่มสลายของสหภาพโซเวียตส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฟินแลนด์
2. ในช่วงปี ค.ศ. 1990 - 1992 เศรษฐกิจของฟินแลนด์อยู่ในช่วงขาลง โดยในปี 1991 GDP ลดลง 6.2% ปี 1992 ลดลงอีก 3.3% การส่งออกลดลง 13%
3. แม้เศรษฐกิจเริ่มขยายตัวในปี ค.ศ. 1993 โดยมีการส่งออกเป็นปัจจัยผลักดัน แต่ก็ยังมีปัญหาสำคัญที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ คือ ปัญหาการว่างงานของประชากรในวัยทำงาน

Alternatives and Solutions
1. ในช่วงปี ค.ศ. 1990-1994 ได้ดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการลดค่าเงิน และตัดทอนรายจ่ายที่ไม่สำคัญลง ซึ่งการดำเนินมาตรการดังกล่าวนั้นประสบผลสำเร็จ
2. มีการส่งเสริมมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ริเริ่มการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศ โดยแบ่งเป็นสองด้าน ได้แก่ The Center of Expertise Program และ The Cluster Program
ส่งผลให้การผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฟินแลนด์ บริษัทของฟินแลนด์ที่ประสบความสำเร็จ คือ บริษัท Nokia (Nokia) เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง คือ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์โทรคมนาคม
Tradeoff
ข้อดี การเข้าสู่ตลาดคมนาคม เป็นการสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตเพราะเป็นการสร้างความรู้ความชำนาญให้แก่คน ซึ่งไม่มีวันหมดไป
ข้อเสีย เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ทำให้ขาดความชำนาญ และต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูงจึงต้องพัฒนาด้านการศึกษาควบคู่ไปด้วย
Problem 2: Shortages of skilled labors
ผลพวงจากการส่งเสริมมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะและการศึกษาสูง ทั้งงานด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
Alternatives and Solutions
1. รัฐบาลได้ส่งเสริมโดยการขยายความสามารถด้านผลิตนักศึกษาระดับการศึกษาขั้นสูง ในระหว่างปี 1993-1998 รัฐบาลมีนโยบายขยายการเปิดรับนักศึกษาในระดับอุคมเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว
2. นำเข้าแรงงานต่างชาติที่มีทักษะด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
3. ให้ทุนแก่นักเรียนต่างชาติให้เข้ามาศึกษาในฟินแลนด์ เนื่องจากในฟินแลนด์มีมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับด้าน IT โดยเฉพาะกว่า 12 แห่ง

Tradeoff
ข้อดี การพัฒนาด้านทรัพยากรบุคคลด้านการศึกษาทำให้เกิดความยั่งยืนของความรู้ด้านเทคโนโลยีในอนาคต และบุคลากรเป็นบุคคลในชาติเอง
ข้อเสีย การพัฒนาต้องใช้ระยะเวลานานกว่าบุคลากรจะสำเร็จขณะที่การนำเข้าแรงงานต่างชาติจะสามารถทำได้
ทันที
Problem 3: Nokia Financial Crisis ในช่วงปี 1988-1992
จากการที่ Nokia เริ่มสร้างการดำเนินงานระหว่างประเทศโดยได้รวมเอาบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ หลายๆ ได้แก่บริษัท Luxor (ของสวีเดน) และ Standard Elektrik Lorenz (ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของเยอรมันของผู้ผลิตโทรทัศน์ และ อิเล็กทรอนิกส์ Nokia ยังได้ซื้อธุรกิจคอมพิวเตอร์และธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของอีริคสัน, ระบบสารสนเทศ การเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ทำให้ Nokia กลายเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดของผู้บริโภคในภูมิภาคนอร์ดิก แต่หลังจากการเข้าซื้อกิจการและการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้ Nokia วิ่งเข้าสู่วิกฤติการเงิน หลังการตายของ Kairamo (CEO) ในปี 1988
Alternatives and Solutions
1. เหตุการณ์ในครั้งนั้น นาย Jorma Olilla CEO คนใหม่ของ Nokia ได้พยายามที่จะแก้วิกฤตของบริษัท Nokia โดยการควบคุมค่าใช้จ่ายการจ้างงานของ โดยการปลดพนักงาน และประสบกับการขาดทุนอย่างหนัก ทำให้เจ้าของบริษัท Nokia ได้ตัดสินใจขายบริษัทให้กับ Ericsson จากนั้นในปี 1993 เงินทุนจากบริษัทเอกชนจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้ไหลเข้ามา
2. ปรับโครงสร้างองค์กรในเรื่องห่วงโซ่อุปทานในการผลิตรวมถึงการทำสัญญา, นอกจากนี้Nokiaยังเริ่มสัญญาเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์บางตัวและการวิจัยและพัฒนา บางส่วนของพันธมิตรNokiaและผู้รับเหมาภายนอกเริ่มเปิดดำเนินการระหว่างประเทศรวมทั้งการส่งออกและการผลิตในต่างประเทศไม่เพียงแต่Nokiaในต่างประเทศก็ยังรวมถึงลูกค้ารายอื่นๆที่เกี่ยวกับNokiaด้วย กิจกรรมด้านการเอาท์ซอร์สของ Nokia เกิดความกังวลของประชาชนว่าการดำเนินการผลิตจะเปลี่ยนไปยังประเทศที่มีราคาต่ำในเขตภาคตะวันออกยุโรปและเอเชีย
Tradeoff
ข้อดี การตัดค่าใช้จ่าย และปลดพนักงานสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน
ข้อเสีย ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานมากขึ้น เป็นการตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ย่ำแย่ลงไปอีก
Problem 4: วิกฤติการณ์ด้านการแข่งขันของตลาดมือถือ
1. การแข่งขันของตลาด Smartphone ในปัจจุบัน การพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับ Smartphone การจัดอันดับระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนยอดนิยมในตลาดโลกด้วย โดยระบบซิมเบียน (Symbian) ของNokiaเป็น Operation System เดียวที่สามารถนำหน้าแอนดรอยด์ (Android) ของกูเกิล ขณะที่ไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิลสามารถครองอันดับ 3 ตามมาด้วยแบล็กเบอรี่ (BlackBerry) ของริม และอันดับ 5 คือวินโดวส์โมบายล์ (Windows Mobile) ของไมโครซอฟท์
2. การบริหารงานที่ล้มเหลว ยอดขายตก สถานการณ์ของ Nokia นับตั้งแต่ปี 2007 นับวันยิ่งถดถอยลง จนเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านยอดขายและความศรัทธาในนวัตกรรมอย่างมาก เพราะคู่แข่งทั้งหลายต่างใช้ศักยภาพที่มีสร้างจุดเด่น โดยเฉพาะเมื่อ iPhone จากค่าย Apple เปิดตัวตั้งแต่ปี 2550 ได้เขย่าเก้าอี้นาย Olli-Pekka Kallasvuo CEO ของ Nokia และที่น่าเป็นห่วง คือ ส่วนแบ่งตลาดในวันนี้ลดลงจาก 36.7% เหลือเพียง 28.2 %
Alternatives and Solutions
1. Nokia ได้เข้าซื้อบริษัทวิเคราะห์การตลาดโทรศัพท์มือถืออย่าง Motally ซึ่งแสดงให้เห็นว่าNokiaนั้น อยากใช้ประโยชน์ทางข้อมูล จากวิเคราะห์การตลาดโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่จะสามารถออกแบบและปรับปรุงมือถือของตนเอง ให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงสุด
2. การปลด CEO Mr.Olli-Pekka Kallasvuo ในเดือนกันยายน ปี 2010 โดย Mr.Stephen Elop จาก Microsoft กำลังจะมาเป็นผู้บริหาร Nokia คนใหม่
Tradeoff
ข้อดี การเข้าซื้อบริษัทวิเคราะห์การตลาดโทรศัพท์มือถือจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการ
วางแผน
ข้อเสีย การปลดผู้บริหารก็ยังคงมีความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจไม่ดีขึ้น เพราะไม่สามารถรับประกันได้ 100 % ถึง
ความสำเร็จ

What are the lessons learned from the case?
จากการที่ได้ศึกษาถึงประเทศฟินแลนด์ และบริษัท Nokia ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้ประสบความสำเร็จระดับโลกนั้น พบว่าองค์ประกอบที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นมีหลายข้อด้วยกัน และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันจากหลายๆ ฝ่าย ซึ่งสำหรับประเทศฟินแลนด์ มีผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศเป็นอย่างมาก เพราะหนึ่งในนโยบายที่สำคัญก็คือ ต้องการสร้างกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่าการทำธุรกิจที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้รัฐบาลได้มีการกำหนดกลยุทธ์และนโยบายเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับชาติไว้อย่างชัดเจน และได้กำนดเป็นนโยบายการปฏิบัติในแต่ละด้านไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านอุตสาหกรรม นโยบายด้านเทคโนโลยี นโยบายด้านการศึกษา และนโยบายด้านการเงิน ออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งประเทศฟินแลนด์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา และการทำ R&D เป็นอย่างมาก จึงได้ทุ่มงบประมาณส่วนใหญ่เพื่อการพัฒนาทั้ง 2 ด้านนี้เป็นหลัก และประเทศฟินแลนด์ได้มีการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นตอน อีกทั้งยังให้ความร่วมมือ และสนับสนุนให้เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้ได้มากที่สุด
บริษัท Nokia ก็เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นก็เป็นผลมาจากการผลักดันของรัฐบาล และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นสำคัญ ซึ่งผู้บริหารของ Nokia ได้มุ่งเน้นทำธุรกิจด้าน Telecommunication เป็นหลัก ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และมีความต้องการสินค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการตัดธุรกิจส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้ทุกฝ่าย และงบประมาณทั้งหลายพุ่งความสำคัญไปในด้านการสร้างนวัตกรรมด้านโทรคมนาคมใหม่ๆ ตลอดเวลา มีการสะสมองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งทักษาความชำนาญด้านการค้าเรื่อยมาตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ประกอบกับการที่บุคคลากรส่วนใหญ่ของ Nokia มีคุณภาพ มีทักษะและความชำนาญด้านเทคโนโลยีสูง ทำให้บริษัท Nokia เติบโตอย่างรวดเร็ว และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนกลายเป็นบริษัทที่สร้างตำนานให้กับประเทศฟินแลนด์