Part I: Summary of the case
Facebook’s Platforms
Mark Zuckerberg เป็นผู้ก่อตั้ง Facebookในปี 1959 อีกทั้งเป็น CEO ของบริษัทอีกด้วย ภายใน 4 ปี Facebook มีสมาชิก 175 ล้านคน โดยมากกว่า 70% เป็นผู้ใช้จากทั่วทุกมุมโลก และมีเพียง 30% ที่เป็นผู้ใช้จากสหรัฐอเมริกา ทำให้ Facebook เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดโดยเฉพาะในหมู่ของผู้ใช้ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ การที่ Facebook ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะ Facebook แตกต่างจาก Social network อื่นๆคือ มีการใช้ระบบสมาชิกเพื่อควบคุมบุคคลภายนอกเข้ามาดูข้อมูลส่วนตัวได้ และการที่สมาชิกสามารถควบคุมการทำ content ต่างๆได้ด้วยตนเอง ผู้ใช้สามารถอัพเดทสถานะส่วนตัว และรูปภาพต่างๆได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสามารถลิ้งก์ไปยังเว็บต่างๆได้ Facebook จึงกลายเป็นเว็บไซต์แบ่งปันรูปภาพที่ใหญ่ที่สุด โดยมีสถิติว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์เพียงเดือนเดียวมีผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นจำนวน30 ล้านคน อัพโหลดรูปภาพ 850 ล้านรูปและ share content 240 ล้านหัวข้อ ทำให้ในเดือนตุลาคม ปี 2007 บริษัท Microsoft ได้ลงทุนเป็นจำนวนเงิน 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Facebook แม้ Facebook จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่กลับไม่ได้สร้างรายได้ให้แก่บริษัทมากนัก
ทำให้ Facebook ได้สร้าง Banner Advertising ขึ้นแต่ก็ยังสร้างรายได้ที่น้อยอยู่ ทำให้ Facebook ได้มีการปรับเปลี่ยนการสร้างรายได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
1. มีการบริการด้าน Ecommerce ให้ผู้ใช้สามารถส่ง Feedback ผ่าน Facebook Beacon Program
2. บริษัทยังมี Facebook Platform ให้ผู้พัฒนาsoftware (third-party developer) สามารถเข้ามาสร้าง Applications ใน Facebook ได้
3. Search deal กับ Microsoft Case Study: Facebook’s Platforms
จากการสำรวจพบว่าใน 1ล้านโฆษณาที่ปรากฎจะมีผู้ที่ใช้ Facebook กด click โฆษณาเพียง 400 ครั้ง เมื่อเปรีบยเทียบกับ Google ที่มีจำนวนกด click มากถึง 20,000 ครั้งหรือน้อยกว่าถึง 50 เท่า ทำให้ Zuckerberg พัฒนาการสร้างรายได้ใหม่ คือต้องการให้มีการโฆษณามากขึ้นอย่างยั่งยืนโดย การเข้าไปช่วยเหลือบริษัทต่างๆ เพื่อพัฒนา On-line Application ที่สามารถทำงานร่วมกับ Facebookได้ ซึ่งเป็น Platform รุ่นที่สองที่ออกมาในปลายปี 2008 โดยจะอนุญาตให้สมาชิก Facebook เชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นไปพร้อมกับการใช้งาน Facebook ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ฟังชั่นต่างๆในเว็บไซต์เหล่านี้ไปพร้อมกัน เช่น
1. CNN ใช้เพื่อแพร่ข่าวสดไปพร้อมกับการสนทนาโต้ตอบ “เพื่อน” ในขณะที่โครงการอาสาสมัคร
2. Starbucks ใช้เพื่อกระจายข่าวสารของทางโครงการ
A Brief History of Social Networking Sites
ในช่วงกลางปี 2007 On-line Social network ได้กลายเป็นที่นิยมของโลกอินเตอร์เน็ตที่มีผู้ใช้ถึง 115 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น 64% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมดของอเมริกา ซึ่งจริงๆแล้ว Social network นั้นเกิดขึ้นในปลายยุค 1990 โดยเป็นการบริการเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้าง profile ส่วนตัว ที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ใช้อื่น สามารถเข้าดู profile และเชื่อมต่อกับผู้ใช้อื่นรวมทั้งติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวได้อีกด้วย
เป็นเว็บไซต์ที่เป็น social network ซึ่งมีฟังก์ชั่นดังที่กล่าวข้างต้น เช่น มี profile ส่วนตัวให้ผู้ใช้ สามารถส่งข้อความด่วน มีรายชื่อเพื่อนส่วนตัว นวัตกรรมของ Social network เป็นการผสมผสนระหว่างผู้ใช้ การติดต่อสื่อสารออนไลน์และ สภาพสังคมสมัยใหม่
เป็น Social network ที่ก่อตั้งในปี 1997 มีสมาชิก 3 ล้านคนที่ลงทะเบียน แต่ผู้ใช้ไม่พอใจเพราะมีเพื่อนที่เป็นสมาชิกน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นความสนใจได้ อีกทั้งไม่มีกิจกรรมใดๆให้ทำมากนัก หลังจากตอบรับคำขอเป็นเพื่อน ท้ายสุดทำให้ SixDegrees ปิดเว็บไซต์ลงในปี 2000
ได้เปิดให้บริการในปี 2002 ผู้ก่อตั้งคือ Jonathan Abrams โดยมีเป้าหมายให้ Friendster เป็น “ช่องทางในการพบปะเพื่อนใหม่ออนไลน์ผ่านเพื่อนของคุณ” เป็นเว็บไซต์ที่สร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยขยายบริการที่มากกว่า SixDegrees ด้วยเพิ่มรายละเอียด profile มากขึ้น อีกทั้งมีการแชร์รูปภาพและส่งข้อความได้ แต่เป้าหมายหลักของ Friendster คือ ใช้เป็นช่องทางในการหาคู่ แต่ผู้ใช้ยังคงใช้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการพบปะเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน ในกลางปี 2004 มีผู้ใช้ Friendster ถึง 7 ล้านคน และมีการลงทุนเพิ่มจาก Kleiner Perkin และ Benchmark อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้นทำให้ เว็บไซต์เริ่มช้าซึ่งใช้เวลามากกว่า 40 วินาที ในการดาวน์โหลด เมื่อ Friendster ไม่พัฒนารูปแบบและ
ฟังชั่นใหม่ๆ จึงทำให้ผู้ใช้ย้ายไปสู่เว็บไซต์อื่น
เป็นเว็บไซต์ที่ก่อตั้งในปี 2003 โดย Chris DeWolfe และ Tom Anderson เนื่องจากพวกเขา
มองเห็นปัญหาของ Friendster หลังจาก MySpace สร้างขึ้นก็มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งกลายเป็นผู้นำตลาดในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่ผู้ใช้ MySpace สามารถสร้าง profile และเชื่อมต่อกับเพื่อนได้ แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมของการเป็นสังคมอย่างแท้จริง MySpace เปิดให้สมาชิกสามารถมองเห็น profile ของทุกคน และให้สมาชิกสามารถปรับเปลี่ยน profile ของตนเองได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถแสดงบุคลิกลักษณะส่วนตัวและสร้างความสัมพันธ์ออนไลน์ใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีช่องทางในการโปรโมตสินค้าจึงกลายเป็นทางเลือกของเครือข่ายทางสังคมแทนเครือข่ายสังคมรูปแบบเก่า เช่น กลุ่มแฟนเพลง กลุ่มแม่บ้าน เป็นต้น โดย MySpace จะกำหนดอายุขั้นต่ำของสมาชิกที่ 13 ปี ซึ่งแตกต่างกับ Friendster ที่กำหนดอายุขั้นต่ำของสมาชิกที่ 18 ปี ทำให้ MySpace เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นที่มีเวลาว่าง และต้องการมีส่วนร่วมกับสังคม เพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง บริษัทจึงขยายฟังก์ชั่นใหม่ๆอย่างรวดเร็ว เช่น เพิ่ม Blog มี message board และมี widget อีกทั้ง MySpace ยังสามารถจะไม่ให้ผู้ใช้อื่นรู้ว่าเราติดต่อกับใครบ้าง ซึ่งเป็นข้อจำกัดของ Frienster ด้วยเหตุนี้ทำให้ MySpace ได้รับความนิยมอย่างมาก จนในเดือนกรกฎาคม ปี 2005 Rupert Murdoch ซื้อ MySpace ไปในราคา 580 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วในเดือนสิงหาคม ปี 2006 Google ตกลงเซ็นสัญญาซื้อโฆษณา 3 ปีใน MySpace เป็นมูลค่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ สุดท้ายในเดือนกันยายน ปี 2006 มีผู้ใช้ MySpace ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 56 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 32% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา
เว็บไซต์ social network ส่วนใหญ่ก่อตั้งขึ้นระหว่างปี 2003 กับ ปี 2005 รวมทั้งการก่อตั้งบริษัทอินเตอร์เน็ต เช่น Google, Yahoo และ MSN โดยที่ LinkedIn ได้กลายเป็นผู้นำเครือข่ายเฉพาะด้านซึ่งมีเว็บไซต์ที่รวมกลุ่มสังคมเฉพาะกลุ่ม หรือกลุ่มจริยธรรมต่างๆ เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงสุนัข กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มโบสถ์คริสเตียน และกลุ่มเฉพาะคนมีชื่อเสียง และคนมีฐานะเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้ากล่าวถึง social network ทั่วไป MySpace ก็เป็นที่นิยมมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา
Facebook’s Early Year
เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004 Mark Zuckerberg ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ Harvard Universityและเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน ได้ร่วมกันออกแบบ Facebook เวอร์ชั่นแรกเพื่อเป็นตัวเลือกในการแสดงทะเบียนรายชื่อของนักศึกษา Harvard Facebook มีลักษณะคล้ายกับเว็บไซต์ Social Network ทั่วไปแต่รวดเร็วและเชื่อมต่อได้ง่าย โดยที่ผู้เล่นสามารถแสดง profile เพื่อติดต่อกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม Facebook แตกต่างจากเว็บไซต์ Social Network ส่วนใหญ่ที่จะจำกัดเฉพาะสมาชิกที่ใช้อีเมล “.edu” เท่านั้น ทำให้ Facebook ต้องการแก้ไขในจุดนี้โดยจะมุ่งเน้นความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง “คนเราล้วนมีเพื่อน คนรู้จัก และพันธมิตรทางธุรกิจอยู่แล้ว ดังนั้นแทนที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ เแต่เราควรนำทางพวกเขาแทนดีกว่า” Facebook ได้จำกัดการมองเห็น profile ไว้แค่สมาชิกที่อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันเท่านั้น อย่างเช่น นักศึกษา Harvard สามารถดู profile ของนักศึกษา Harvard ด้วยกันเท่านั้น ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไว้ใจได้ในการที่จะแบ่งปันข้อมูลกันเอง
“คนเรามีข้อมูลที่ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเข้าถึง ถ้าคุณให้พวกเขามีส่วนในการควบคุมได้ว่า ข้อมูลไหนที่ต้องการแบ่งปันหรือใครที่พวกเขาต้องแบ่งปันด้วย พวกเขาจะแบ่งปันข้อมูลมากขึ้นอย่างแน่นอน อย่างเช่น 1 ใน 3 ของผู้ใช้ Facebook จะเปิดเผยเบอร์โทรศัพท์มือถือบนเว็บไซต์ด้วย” ภายในหนึ่งเดือนหลังจากเปิดเว็บไซต์ 3 ใน 4 ของนักศึกษาHarvard ได้ทำการลงทะเบียน
ไม่นานหลังจากนั้น Facebook แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านการเชิญชวนออนไลน์และการบอกปากต่อปาก โดยในเดือนมิถุนายน
ปี 2004 Facebook ขยายเครือข่ายไปเกือบ 30 วิทยาลัยและมีจำนวนผู้ใช้ถึง 150,000 คน ซึ่งในตอนนั้นเอง Zuckerberg ได้ออกจาก Harvard และย้ายไปยัง California เพื่อทุ่มเวลาให้กับ Facebook อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นเว็บไซต์ได้กระจายเครือข่ายไปกว่า 800 วิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา มีนักศึกษาในวิทยาลัยเกือบ 85% ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก และ 60% ของนักศึกษาจะเข้าเว็บไซต์ทุกวัน Facebook สามารถรับมือกับสมาชิกที่มากขนาดนี้ได้ เนื่องจากทุกวิทยาลัยมีการให้ server และเพราะ Facebook ได้จำกัดความสามรถบางอย่าง เช่น การดู profile โดยการเจาะจงวิทยาลัย ในปี 2005 Facebook เพิ่มรูปแบบในการแบ่งปันรูปภาพ และขยายไปยังระดับมัธยมศึกษา การพัฒนานี้ทำให้บริษัทมีผู้ใช้ 5.5 ล้านคนในสิ้นปี 2005 สภาพทางการเงินของ Facebook เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว Zuckerberg ทำรายได้ 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ จาก Angel investorและ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งPay-Pal ในเดือนพฤษภาคมปี 2005 Facebook ได้รับเงินลงทุนเพิ่มจาก Accel Partners 12.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในขณะนั้น Facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 11เดือนต่อมาบริษัทได้รับเงินลงทุนเพิ่มอีก 27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก Greylock Partners, Meritech Capital Partners, Accel และThiel โดยมีมูลค่าจากการประเมิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในระหว่างฤดูร้อนปี 2006 Zuckerberg ได้ปฎิเสธ Yahoo ที่ขอซื้อ Facebook ด้วยเงิน 1พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบอกคณะกรรมการบริหารว่า Facebook สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นด้วยตัวของ Facebook เอง และหลังจากนั้น บริษัท Facebook ได้เซ็นข้อตกลงเป็นเวลา 3 ปีกับบริษัท Microsoft เพื่อจะโฆษณาเป็นเว็บไซต์ของ Facebook ในสหรัฐอเมริกาโดยมีการประเมินมูลค่าประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์
Facebook ประสบความสำเร็จได้จากการพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับสภาพสังคม เช่น ในเดือนกันยายนปี2006 Facebook แนะนำ News Feed ซึ่งก็คือ กระดานข่าวบน Facebook Homepage ที่แสดงกิจกรรมล่าสุดของเพื่อนคนหนึ่ง กิจกรรมนี้จะรวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเปลี่ยน”Status” ลงรูปภาพ หรือการเพิ่มเป็นเพื่อน
แม้ว่า Facebook ได้รับการตอบรับที่ดี แต่กลับล้มเหลวในกลุ่มผู้ใช้บางกลุ่มที่คิดว่า News Feed และ Mini-Feed เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล กลุ่มดังกล่าวเรียกว่า “นักศึกษาผู้ต่อต้าน Facebook News Feed” มีสมาชิก 284,000 คน บางคนเรียกกลุ่มนี้ว่า
“ A day without Facebook” โดยให้เหตุผลที่ต่อต้านว่า “ก่อนหน้านี้เราสามารถป้องกันข้อมูลของเราได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถป้องกันได้ เพราะข้อมูลได้กลายเป็นของสาธารณะไปแล้ว” สามวันต่อมา facbook ได้ออกมาอธิบายถึงการควบคุมความเป็นส่วนตัว สำหรับ feed โดยมีการกล่าวขอโทษต่อสาธารณะว่า “ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากความประมาททำให้เมื่อเปิดการให้บริการ Feed และ Mini-Feed ใหม่แล้ว Facebook จะจัดการกับข้อมูลส่วนตัวให้รัดกุมเฉพาะสังคมของคุณเท่านั้น แทนที่จะอธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติใหม่นี้หรือพยายามทำให้คุณสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง” เนื่องจาก Zuckerberg ออกมาแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีปฎิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรง ทำให้สี่เดือนหลังจากที่มีการปล่อย Feed ออกมาใหม่ จำนวนนาทีเฉลี่ยต่อผู้เข้าชมของ Facebook เพิ่มขึ้นเกือบ 30% ในเดือนกันยายน ปี 2006 Facebook มีการเปิดให้ลงทะเบียนในสถานที่ทำงาน ไม่นานหลังจากนั้นก็อนุญาตให้ทุกคนเข้าใช้ได้ โดยผู้ใช้สามารถควบคุมได้ว่าต้องการให้ใครเห็น Profile ของตนเอง 8 เดือนหลังจากนั้น Facebook มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อเดือน ประมาณ 26.7 ล้านคนในเดือนพฤษภาคม ปี 2007 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า Facebook มีจำนวนผู้ใช้ในช่วงอายุ 25-34 ปีเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จำนวนผู้ใช้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ Facebook ก็ยังมีผู้เล่นใหม่เพียง 40% ของผู้เยี่ยมชมใน MySpace เท่านั้น
Facebook Platform
ในปี 2007 Facebook ได้กลายเป็นเว็บไซต์ที่มีการแบ่งปันรูปทางอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดและมีรูปแบบการให้บริการต่างๆจำนวนมาก เช่น การส่งข้อความ การสร้างกลุ่ม การประชาสัมพันธ์เหตุการณ์ การแบ่งปันวีดีโอ และการสร้าง blog ผู้บริหารของบริษัทเชื่อว่าเราสามารถที่จะเพิ่มศักยภาพของ Facebook ได้ด้วยการออก application ใหม่ๆออกมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมมากขึ้น Zuckerberg ต้องการทำให้ Facebook กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถสร้างความสนุกในการใช้ application ต่างๆ ได้ ในเดือนพฤษภาคม 2007 บริษัทได้เปิดตัว Facebook Platform ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือสำหรับให้ผู้พัฒนาsoftware (third-party developer) สร้าง application ต่างๆได้
Facebook Platform มี 3 องค์ประกอบ คือ
1. Facebook application programming interface (API) เป็นโปรแกรมที่ทำให้ระบบ Facebook กับข้อมูลสามารถทำงานร่วมกัน
2. Facebook query language (FQL) Facebook ได้พัฒนา query language ที่อนุญาติให้ Applications สามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของ Facebook โดยตรง
3. Facebook markup language (FBML) Facebook ได้พัฒนา HTML ให้เข้ากับ applications ของ Facebook ซึ่งง่ายในการดูแลและเข้าถึงเว็บไซต์ API และ query language ทำให้ application เข้าถึงข้อมูลใน profile ของผู้ใช้ทั้งกิจกรรม และความสัมพันธ์ของผู้ใช้ ส่วน markup language ให้ผู้พัฒนาสร้าง application ในการดูแลและเข้าถึงเว็บไซต์ Platform Tool ไม่เพียงแค่เพิ่มความท้าทายของผู้พัฒนาsoftwareเท่านั้น application ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และกระจายสู่จุดต่างๆ รวมถึง profile ของผู้ใช้ News Feed, Mini-Feed และ Notifications นอกจากนี้Facebook ยังอนุญาตให้ผู้พัฒนา application สามารถแบ่งรายได้จากการโฆษณาผ่าน applications ได้ ตัวอย่างการพัฒนา application ที่ประสบความสำเร็จ เช่น iLike เป็นเวบไซต์ในการแชร์เพลงมีผู้ใช้ประมาณ 3.5 ล้านรายและสามารถเพิ่มผู้ใช้ใหม่อีก 5 ล้านรายหลังจากการเปิดตัวใน Facebook ได้ 60 วัน และมีผู้ใช้มากกว่า 11 ล้านคนในสิ้นปี 2007 ผู้พัฒนารายอื่น เช่น Slide หรือ RockYou ได้ประสบความสำเร็จในด้านการใช้ facebook applications ของพวกเขา โดยปลายปี 2007 ผู้ใช้บริการ facebook ได้ลง slide applications ประมาณ 84 ล้านครั้ง และลง RockYou applications ประมาณ 75 ล้านครั้ง หลังจากนั้นไม่นาน application ใน Facebook ก็เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยหลังจากออก Facebook Platform ได้ 3 เดือนก็มี application เกิดขึ้นมากกว่า 3,000 applications เดือนมกราคม ปี 2008 จำนวน applications มีมากถึง 13,000 applications และมีผู้สร้าง applications ใน Facebook มากถึงประมาณ 100,000 ราย ต่อมา applications ใหม่ๆได้เริ่มมีกระตุ้นโดยนักพัฒนา applications หลังจากนั้น 3 เดือน ก็มี applications เกิดขึ้นมากกว่า 3,000 applications ในเดือนมกราคมปี 2008 มีจำนวน applications มากกว่า 13,000 applications และมีผู้สร้าง applications ใน Facebook มากถึงประมาณ 100,000 ราย ถึงแม้ว่า การสร้าง applications จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มีเพียง applications เล็กน้อยเท่านั้นที่มีการใช้งาน applications จำนวนมากเหล่านี้ถูกพัฒนาก่อนที่ platform จะถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรก applications เหล่านี้ถูกพัฒนาภายใต้โปรแกรมพิเศษที่อนุญาตแก่เฉพาะผู้สร้างเท่านั้นจะสามารถใช้ platform ได้ ซึ่ง applications ส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์ และเสียเวลาที่จะเข้าไปใช้งาน อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่คุ้มกัน เช่น Scrabulous มีรายได้เพียงพอแค่สำหรับจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตเท่านั้น การเติบโตของapplications ช่วยให้ facebook เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น ในเดือนสิงหาคม ปี 2007 หนึ่งในสามของการเข้าเล่น Facebook เป็นการเข้ามาเพื่อใช้applications ต่างๆใน Facebook และการใช้ดังกล่าวก็ทำให้เวลาการใช้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 18% ของเวลาการใช้งานในเว็บไซต์ทั้งหมด โดย 64% ของสมาชิก Facebook ใช้ applications ทำสไลด์รูปภาพ ส่งข้อความด่วน แลกเปลี่ยน movie choices เป็นต้น แม้ว่าผู้ใช้ Facebook จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สิ้นปี 2007 ผู้ใช้ Facebook มีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ MySpace ที่มีถึง 100 ล้านคน และ 20% ของผู้ใช้ MySpace มี Facebook แต่ 64% ของผู้ใช้ Facebook มี MySpace และยิ่งไปกว่านั้นผู้เล่น จะใช้เวลาในเล่น MySpace มากกว่า Facebook จากการที่ Facebook มีการเติบโตมากพอทำให้ บริษัท Microsoft เข้าซื้อหุ้น 1.6% หรือ 240 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนตุลาคมปี 2007 มีการประเมินมูลค่าของบริษัทประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงมาจากการคาดการณ์รายได้ 150 ล้านเหรียญสหรัฐในปีดังกล่าว ซึ่งส่วนมากมาจากข้อตกลงโฆษณาในปี 2006 การเข้าถือหุ้นของ บริษัท Microsoft เป็นการขยายตลาดไปสู่นานาชาติ
Google’s Opensocial Platform
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Facebook ควบคู่ไปกับ application platform ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Google ซึ่งได้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตมากมายรวมถึง การค้นหาข้อมูล อีเมล์ ปฏิทิน การส่งข้อความ แบ่งปันข้อมูลแบบออนไลน์ และโฆษณาต่อผู้ใช้กว่า 10 ล้านคน ในปี 2004 Google ได้ออกเว็บไซต์ social network ของตัวเอง ชื่อ Orkut ซึ่งได้เผชิญกับปัญหาทางเทคนิคเช่นเดียวกับเว็บไซต์ Friendster ซึ่งไม่สามารถเจาะตลาดของอเมริกาได้ แม้ว่าจะมีตลาดที่ใหญ่มากในบราซิลและอินเดีย แต่จากการที่ให้บริการทางเว็บไซต์มากมาย ผลที่ตามมาก็คือ Google ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลมากมายจากการค้นหาข้อมูล รายชื่อผู้ติดต่อทางอีเมลล์ ปฏิทิน ซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์ของการค้นหาข้อมูล แต่ไม่สามารถที่จะใช้เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลระหว่างเพื่อนได้ “บริษัทและแบรนด์ที่มีอยู่ได้ทำสัญญาในการเก็บรักษาข้อมูล web browsing และการค้นหาข้อมูลที่เป็นความลับทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเป็น open platform ซึ่งจะสามารถอนุญาตให้สามารถดูสิ่งที่เพื่อนหรือคนอื่นๆกำลังทำ”
ผู้ที่สังเกตได้เชื่อว่า Facebook ได้เป็นอุปสรรคที่สำคัญของ Google ใน 3 ประการ คือ
- ประการแรก คือ Facebook ได้ป้องกัน search engine ของ Google จากการเข้าถึงประวัติของผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นการจำกัดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลของ Google ในขณะที่ผู้ใช้ Facebook ได้ทำกิจกรรมออนไลน์ภายใน faceook การสร้างข้อจำกัดนี้กลายเป็นแรงกดดันและทำให้ Google สูญเสียผลประโยชน์จาก search advertising platform (Google AdWords) Om Malik “ผู้สร้างblog ได้เขียนว่า มันเป็นปัญหาที่น่ากลัวสำหรับบริษัทที่ต้องพึ่งพาการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด” ผลกระทบนี้มันจะมีมากขึ้นถ้า Zuckerberge เลือกที่จะทำข้อตกลงกับ Facebook มากขึ้นทั้งการโฆษณาและการพัฒนา advertising platform ซึ่งจะทำให้การโฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ประการที่สอง ผู้สังเกตได้กังวลว่า Facebook สามารถใช้ข้อมูลทางสังคมต่างๆเพื่อที่จะสร้าง search engine ที่มีศักยภาพมากกว่า Marissa Mayer (VP-Search Product และ User Experience ของ Google) กล่าวถึงความสำคัญของข้อมูลทางสังคมในการ search “ฉันคิดว่าวิธีเดียวที่จะพัฒนา search ได้ ก็คือการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวมากขึ้นและ เข้าใจถึงสภาพสังคมที่เป็นอยู่ของคนๆนั้น ว่ามีเพื่อนเป็นใคร กำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน มันเป็นเรื่องยากที่ search engine จะปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้ได้”
- ประการสุดท้าย นักวิเคราะห์ทางด้านการสื่อสารได้เชื่อว่า Facebook platform สามารถเป็น “platform ที่รวม application และการบริการที่
คุณเชื่อว่า ดีที่สุดในอินเตอร์เน็ตและ ให้คุณเข้าถึงเครือข่ายทางสังคมอย่างครอบคลุมด้วยควมรวดเร็วในระดับสูงสุด” สิ่งเหล่านี้ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของ Google ในด้าน application ภายในรวมถึง Gmail Docs ปฏิทิน และ Google platform ในเดือนกันยายน ปี 2007 Google ได้สร้าง on-line social network platform ชื่อว่า OpenSocial ที่ออกแบบมาเพื่อแข่งกับ Facebook โดยตรงซึ่งสามารถให้ third-party application ใช้บนเว็บไซต์เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้และทำหน้าที่ภายใต้ผู้ใช้เว็บไซต์ ไม่เหมือนกับ Facebook platform ที่ใช้ภาษาของตัวเอง OpenSocial ใช้ภาษามาตรฐานที่เป็นที่คุ้นเคย เช่น XML HTML และ Javascript ซึ่งมันง่ายกว่าสำหรับนักพัฒนาที่จะสร้าง applications คู่แข่งหลักของ Facebook เช่น MySpace LinkedIn Hi5 Slide และ RockYou ก็ได้ใช้ platform นี้ เช่นกัน สมาชิกของ OpenSocial มีมากกว่า 5 เท่าของ Facebook ในประเทศอเมริกาเนื่องจาก OpenSocial สามารถเข้าถึง applications ที่ผู้ใช้พึงพอใจได้รวดเร็ว ทำให้ OpenSocial สามารถแย่ง
ส่วนแบ่งการตลาดได้มากกว่า Facebook
นักวิจารณ์ได้กล่าวว่า OpenSocial ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบ Facebook ได้เพราะ Platform ของ OpenSocial ไม่ได้อณุญาตให้แบ่งปันข้อมูลกับ social networks อื่นๆ ดังนั้นการให้เพียงแต่ applications ที่ดีมันเป็นเพียงแค่การดึงดูดใจแต่ไม่ได้สร้างความได้เปรียบที่แท้จริง ถ้าปราศจากการแบ่งปันข้อมูล OpenSocial ไม่สามารถแข่งขันกับ Facebook “OpenSocial คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้พัฒนา แต่ผู้ใช้ยังคงอยู่กับ Facebook” นอกจากนี้ OpenSocial ยังขาดวิธีการที่จะเผยแพร่ applications ซึ่งสามารถเผยแพร่ผ่านทาง News Feed , Mini-Feed , Notisfications , Invitations เท่านั้น “มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ว่าผู้พัฒนาจะสามารถสร้าง application ได้ดีแค่ไหน แต่เขาจะสามารถเผยแพร่มันได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน”
Facebook Ads
ในเดือนพฤศจิการยน ปี2007 Facebook ได้ออกการรับโฆษณาเป็นครั้งแรกชื่อ Facebook Ads เป้าหมายในตอนเริ่มแรกนั้นคือเพื่อทำการโฆษณาผ่านผู้ใช้ โดยกล่าวว่า “การโฆษณาจะเพียงข้อความสั้นๆที่ส่งจากบริษัท นอกจากนี้มันจะเป็นการแบ่งปันข้อมูลระหว่างเพื่อน ดังนั้นเราจะใช้สังคมเป็นตัวสร้างระบบโฆษณาใหม่ๆขึ้นมา” Facebook Ads ประกอบไปด้วย Facebook Pages และ Social Ads
Facebook Pages จะอนุญาติให้กลุ่มธุรกิจ แบรนด์สินค้า ศิลปิน และ ประชาชนทั่วไป เป็นผู้สร้าง Facebook Pages ขึ้นมาได้ฟรีโดยลักษณะจะคล้ายกับหน้าประวัติของผู้ใช้งานใน Facebook “หน้าหลักจะรวมประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ทุกๆคนบน Facebook ในหน้านี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ” ผู้โฆษณาสามารถลงโฆษณาในหน้าเหล่านี้ผ่าน Social Ads โดยจะสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาของพวกเขาผ่านการใช้ keywords เช่น เพศ อายุ ที่อยู่ ประวัติ Social Ads จะมีความสัมพันธ์กับ Faccebook Ads ในแบบเพื่อน News Feeds Facebook Ads จะมี feature คือ Facebook Beacon ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้ที่ลงโฆษณาสามารถลงข่าวเกี่ยวกับการกระทำใดๆของผู้ใช้ในเว็บไซต์ของผู้โฆษณาภายนอก เพื่อให้เพื่อนของผู้ใช้บน Facebook ได้เห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้ Facebook ซื้อสินค้าผ่าน eBay หรือเช่าหนังจาก Blockbuster Online เพื่อนของพวกเขาจะสามารถเห็นผ่าน News Feeds ของพวกเขา ทีมงาน Facebook ให้เหตุผลว่า หากผู้ใช้ Facebook เต็มใจที่จะโฆษณาความสัมพันธ์ของพวกเขากับเพื่อนๆ ก็เปรียบเสมือนพวกเขาเต็มใจที่จะโฆษณาความสัมพันธ์ของพวกเขากับสินค้าด้วย แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานกลับรู้สึกถูกละเมิดสิทธิ์ นอกจากนี้ผู้ลงโฆษณา รวมทั้ง Coca-Cola และ Overstock.com ได้ถอนตัวจากโปรแกรม Beacon อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ Facebook จะมีการปรับปรุงการตั้งค่าระบบสิทธิส่วนบุคคลใน Beacon เพื่อที่จะทำให้โปรแกรม opt-in มากกว่าที่จะ opt-on ซึ่ง Zuckerberg ได้กล่าวว่า “ผมไม่รู้สึกภูมิใจกับการรับมือกับสถานการณ์นี้เลย และผมรู้ว่าเราทำได้ดีกว่านี้” อย่างไรก็ตามการทำเช่นนี้ทำให้สื่อได้กลับมามองที่ Facebook Fortune’s Quittner เขียนว่า “ความกดดันที่เลวร้ายนี้ได้แผ่ขยายมาถึงสื่อหลักๆด้วย ไม่มีใครที่จะเขียนเกี่ยวกับ Facebook ได้เหมือนเช่นเมื่อก่อน ความกดดันเหล่านี้มันเป็นสาเหตุให้ผู้โฆษณาถอนตัว” แต่อย่างไรก็ตามความวุ่นวายของ Beacon จบลงอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้รายใหม่ก็มีการสมัครในอัตรา 5 ล้านคนต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้รายเก่าก็ยังคงใช้เว็บไซต์อยู่ต่อไป และรายได้ก็ยังคงมีมากเรื่อยๆ
Facebook Connect
ภายในปี 2008 Facebook เริ่มที่จะแปลเว็บไซต์เป็นภาษาต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 80 ล้านคน ในเดือนนั้น Facebook ประกาศถึง platform รุ่นที่สองที่ชื่อว่า Facebook Connect ซึ่ง platform นี้ได้ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงthird-party sitesและนำผู้ใช้เข้าสู่โครงข่ายสังคมออนไลน์ และเพิ่มเติมรูปแบบใหม่ๆให้แก่ผู้ใช้งาน Zuckerberg ได้เปิดเผยถึงแรงจูงใจเบื้องหลังของ Facebook Connection ว่า จะมีผู้สร้าง Social application หลากหลายมากขึ้น แทนที่จะมีเฉพาะกลุ่มเครือข่ายที่ใหญ่ๆที่สร้าง application จำนวนเล็กน้อย พวกเรากำลังจะเห็นมากขึ้น และเป็น application ที่มีความหลากหลาย สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับพวกเราและ platform อื่นๆ คือให้คนทั่วไปสามารถสร้าง application ของตัวเองได้และสองคือเป็นการกระจายอำนาจของเว็บไซต์ Facebook Connection ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประการให้แก่ third-party sites อย่างแรก เมื่อผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ Facebook เป็นครั้งแรก บ่อยครั้งที่พวกเขาจะต้องเลือกชื่อในการสมัครและpassword และต้องการยืนยันบัญชีก่อนใช้ แต่ด้วย Facebook Connect ผู้ใช้สามารถประหยัดเวลาโดยการคลิกที่ปุ่ม “Connection to Facebook” ข้อมูลของพวกเขาก็จะถูกดึงจากประวัติ Facebook ที่ใช้สร้างบัญชีนั้น อย่างที่สอง ทุกครั้งที่เข้าใช้งานผู้ใช้จะสามารถติดดต่อกับ Facebook เพื่อน ในเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ Facebook ได้ และสุดท้ายข้อมูลกิจกรรมของผู้ใช้ในthird-party sitesสามารถส่งมาที่ Facebook ให้เพื่อนของเขาหรือเธอได้เห็น third-party sitesที่ใช้ Facebook Connect ในการรับข้อมูลที่สำคัญจำนวนมากของผู้ใช้เมื่อใช้งาน Facebook ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล วันเกิด บ้านเกิด และหมายเลข id ของ Facebook สำหรับคู่สามีภรรยา มันยังสามารถระบุถึงความสนใจของสมาชิกว่าต้องการมีความสัมพันธ์แบบไหน เครือข่าย มิตรภาพ หาแฟน มีความสัมพันธ์ นอกจากนี้มันยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ในช่อง “about me” Facebook ยังได้ให้ third-party sitesในการเข้าถึงข้อมูลรายชื่อของเพื่อนของผู้ใช้ ผู้ใช้ Facebook สามารถเลือกที่จะเปิดเผยข้อมูลโดยการตั้งค่าสิทธิส่วนบุคคล จากการเปิดเผยข้อมูลบน Facebook บริษัทได้มีการดำเนินการอย่างช้าๆ platform ได้ถูกแสดงครั้งแรกที่งานสัมมนาผู้พัฒนา Facebook กรกฎาคม ปี 2008 พร้อมกับ Digg และ Citysearch ที่แสดงถึงการใช้ Connect integration plans และได้มี partner อีก 25 ราย รวมถึง CBs , Disney , Stumbleupon และ Twitter แม้ว่าจะมีเพียงแค่หนึ่งใน partner ที่จะต้องการบรรลุผลจริงๆ ในไม่ช้าผู้ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็ได้เปิดเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งจะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับ Facebook Connection และ Facebook ก็ให้การยอมรับ แม้ว่า Facebook จะยอมรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่แต่บริษัทเองก็ไม่มีเวลาพอที่จะเช็คทุกๆเว็บว่ามีการป้องกันในเรื่องสิทธิของผู้ใช้ได้ดีหรือไม่ ซึ่งการที่ต้องพิจารณาปัญหาเรื่องสิทธิของผู้ใช้นี้ก็เป็นผลมาจาก Beacon และจำนวนข้อมูลที่ถูกส่งผ่าน Connect platform Facebook ได้ระมัดระวังเป็นพิเศษว่าจะไม่ถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลมาใช้ในทางที่ผิด สิ้นเดือนตุลาคม ปี 2008 Facebook มีผู้ใช้งาน 125 ล้านคน และมีเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงกันถึง100 เว็บไซต์
Compettitive Reaction
การพัฒนาของ Facebook Connect platform สองคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง MySpace และ Google ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ในเดือนพฤษภาคม ปี 2008 MySpace ก็ได้ประกาศถึง platform ที่ชื่อว่า Data Availability ซึ่งได้ตั้งชื่อใหม่เป็น MySpace ID เช่นเดียวกับ Facebook Connect MySpace ID ให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูลได้ง่ายขึ้นและสามารถเชื่อมประวัติกับเว็บไซต์อื่นๆ รวมถึง partner เช่น Yahoo , Twitter , Photobucket อย่างไรก็ตามการประกาศออกมานี้ก็ไม่ได้เริ่มลงมืออย่างรวดเร็ว ในเดือนมีนาคม ปี 2009 MySpace ยังคงไม่สามารถใช้ MySpace ID ได้อย่างสมบูรณ์ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2008 Google ได้ประกาศ platform ของตัวเองที่ชื่อว่า Friend Connect ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ OpenSocial Friend Connectได้ให้เว็บไซต์สามารถเพิ่ม code จาก Google เพื่อที่จะเพิ่มลูกเล่นพิเศษแก่ผู้ใช้ของพวกเขา เช่นเดียวกับ Facebook Connect Friend Connect ของ Google ให้ผู้ใช้สามารถสร้างบัญชีผู้ใช้บนเว็บไซต์อื่นๆโดยใช้ Google login เมื่อมีการเชื่อมต่อแล้วเว็บไซต์ก็จะแสดงให้เห็นถึงรายชื่อผู้ใช้คนอื่นๆที่เข้าร่วมกับ Friend Connect ผู้ใช้สามารถคลิกเพื่อไปดูประวัติของผู้ใช้คนอื่นๆ ซึ่งจะเห็นว่าเขาพูดอะไร รูปภาพของเขา หรือสิ่งที่พวกเขาโพสใน Google แต่อย่างไรก็ตาม Friend Connect ได้ปกปิดความจริงที่ว่า Google ไม่ได้มีเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ในอเมริกา ดังนั้น Friend Connect ไม่สามารถมีฐานข้อมูลที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของ application ในเว็บไซต์อื่นๆ ถึงแม้ว่า Friend Connect จะเสนอทางเลือกในการทำกิจกรรมอื่นๆเว็บไซต์หนึ่งสู่เว็บไซต์อื่นๆ แต่ Friend Connect ไม่มีศูนย์กลางของ Social network ที่จะแบ่งปันข้อมูลไปยังเพื่อนของผู้ใช้ Friend Connect คนอื่น ทั้งๆที่มีข้อจำกัดเหล่านี้แต่ Facebook ก็ได้พิจารณาว่า Friend Connect เป็นคู่แข่งที่สำคัญ Friend Connect ได้ลองใช้ beta ในเดือนธันวาคม ปี 2008 ภายในหนึ่งชั่วโมง Facebook ก็ได้ประกาศใช้ Facebook Connect โดย Zuckerberg ได้กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ partner ของพวกเราได้เริ่มเปิดใช้นั้น มันไม่ได้ครอบคลุมเว็บไซต์ทั้งหมดที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นถ้าคุณต้องการที่จะเห็นการเติบโตได้ใช้เว็บไซต์ ผู้พัฒนาและการบริการที่คุณชอบ บอกพวกเขาว่าคุณต้องการอะไร” ด้วยการช่วยเหลือของคุณ พวกเราจะสามารถแบ่งปันข้อมูลได้มากขึ้นกับเว็บไซต์เหล่านั้น
Part II: Analyze the case
Business Model
Value proposition
การที่ Facebook ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะ Facebook แตกต่างจาก Social network อื่นๆคือ มีการใช้ระบบสมาชิกเพื่อควบคุมบุคคล
ภายนอกเข้ามาดูข้อมูลส่วนตัวได้ อย่างเช่น นักศึกษา Harvard สามารถดู profile ของนักศึกษา Harvard ด้วยกันเท่านั้น ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไว้ใจได้ในการที่จะแบ่งปันข้อมูลกันเอง สามารถเลือกว่าข้อมูลไหนที่ต้องการแบ่งปันหรือใครที่พวกเขาต้องแบ่งปันด้วย และการที่สมาชิกสามารถควบคุมการทำ content ต่างๆได้ด้วยตนเอง ผู้ใช้สามารถอัพเดทสถานะส่วนตัว และรูปภาพต่างๆได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสามารถลิ้งก์ไปยังเว็บต่างๆได้ โดยFacebook ได้กลายเป็นเว็บไซต์แบ่งปันรูปภาพที่ใหญ่ที่สุดด้วย สิ่งนี้สร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้ Social Network จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจึงเลือก Facebook
Revenue model
การสร้างรายได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
1. การให้บริการโฆษณา facebook ให้บริการโฆษณา มีให้เลือกสองรูปแบบคือ ชำระค่าโฆษณาเมื่อมีคนคลิ๊ก และ ชำระค่าโฆษณาเมื่อมีคนเห็น โดยทั้งสองรูปแบบสามารถเลือกได้ว่าจะชำระแบบใด ข้อดีของโฆษณาใน facebook คือสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนว่าต้องการให้โฆษณาของตนนั้นแสดงกับกลุ่มใด หรือ มีความชื่นชอบสิ่งใด เพราะผู้ใช้งาน facebook โดยมากจะกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป ทำให้โปรแกรมของ facebok สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น คิดเป็น 55% ของรายได้ทั้งหมด
2. Virtual goods Facebook ได้ทำการขายสินค้าเสมือนจริง โดยผู้ใช้งาน facebook สามารถเลือกซื้อรูปของขวัญแล้วส่งให้กับเพื่อนๆ ในวันเกิด โดยของขวัญจะไม่สามารถนำไปแลกเป็นเงินหรือสิ่งใดได้ แต่เป็นการแสดงคุณค่าทางจิตใจเท่านั้น คิดเป็น 15% ของรายได้ทั้งหมด และมี
Virtual money Facebook Credits หรือสกุลเงินเสมือนของเว็บเฟสบุ๊ค ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากเฟสบุ๊คจับมือ Zong ระบบจ่ายเงินผ่านมือถือ เพื่อให้ผู้ใช้เว็บซื้อสินค้าออนไลน์ต่างๆ ผ่านระบบของตนนอกเหนือจากการจ่ายผ่านบัตรเครดิตทั่วไป โดยจะตัดเงินผ่านบิลโทรศัพท์มือถือทันที ใช้ระบบ one-time-password ผ่านระบบ SMS ซึ่งสกุลเงินนี้สามารถนำไปซื้อไอเทมในเกมส์ต่างๆที่เปิดให้บริการบน faceebok ได้อีกด้วย โดยผู้ให้บริการเกมส์จะถูกหักค่าบริการของ Facebook credits เป็นจำนวน 30% ของยอดรายได้
3. Search deal กับ Microsoft Case Study: Facebook’s Platforms คิดเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมด
Market Opportunities
สำหรับโอกาสในการตลาดของธุรกิจประเภท Social networks ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก Social networks ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย สะดวก รวดเร็วและเสมือนกันว่าผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆในการสมัครหรือเป็นสมาชิกและเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ทำให้ Facebook ยังสามารถขยายฐานผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาโดยควรคำนึงถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ Facebook สามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในแอพพลิเคชันในมือถือและสมาร์ทโฟนได้ทำให้เพิ่มช่องทางการใช้งานมากขึ้น Facebook อาจจะเน้นไปในเรื่องของการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆเนื่องจากสังคมในปัจจุบันชอบความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งถ้าใครที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคนี้ได้เชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเองได้อีกไกล
Competitive Environment
1.Rivalry Among Current Competitor (การแข่งภายในอุตสาหกรรม)
การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมนี้ถือว่ารุนแรงพอสมควรเพราะว่าผู้เล่นแต่ละรายต่างพยายามงัดกลยุทธ์ต่างๆมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ platform ที่ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน ให้ผู้ใช้งานสามารถออกแบบหน้า profile ของตัวเองได้ หรือเป็นเรื่องของข้อมูลส่วนตัวที่สามารถเลือกเปิดเผยให้กับบ้างกลุ่มคน นอกจากนี้ก็ยังมีในส่วนของแอพพลิเคชั่นต่างๆที่น่าสนใจในเว็บไซต์ของตัวเอง พร้อมกันนี้ยังเปิดเป็นสมือนช่องทางการตลาดให้สร้างแฟนเพจในการโฆษณาบริษัทหรือธุรกิจของตนเองได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ที่จะอยู่ได้ในธุรกิจนี้นอกจากจะต้องมีความเชี่ยวชาญในด้าน เทคโนโลยีแล้ว ยังต้องมีเงินลงทุนที่มากเพื่อใช้ในด้านการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สูงอย่าง.Applications อีกด้วย
2.Bargaining Power of Supplier (อำนาจต่อรองต่อ Suppliers)
เรามอง supplier ของ Facebook คือเจ้าของแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพราะนอกจากผู้ใช้จะมาเพื่อพบปะกลุ่มเพื่อนใน Facebook แล้วยังแอพพลิเคชั่นเป็นสิ่งจูงใจให้คนเข้ามาใช้ Facebook มากขึ้น แต่ทางเรามองว่า Supplier ของ Facebook หรือก็คือเจ้าของแอพลิเคชั่นต่างๆนั้นมีอำนาจต่อรองต่ำ เนื่องจากตัว Facebook มี Network effect ซึ่งก็หมายถึงมีผู้ใช้มหาศาล ถ้าเจ้าของแอพลิเคชั่นจะไปใช้ social network อื่นก็ไม่สามารถหาผู้ใช้ได้มากเท่า Facebook อาจเปรียบเปรยได้ว่า Facebook ก็เหมือนก๋วยเตี๋ยว แอพพลิเคชั่นต่างๆก็เหมือนเครื่องปรุง ขาดเครื่องปรุงก็อิ่มเหมือนกัน แต่มันเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
3.Bargaining Power of Customers (อำนาจต่อรองกับลูกค้า)
ลูกค้าถือว่ามีอำนาจในการต่อรองที่สูงเนื่องจากต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้ social network อื่นๆถือว่าต่ำมากจนเสมือนไม่มีต้นทุนที่เป็น
ตัวเงินอย่างชัดเจน ดังนั้นลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปใช้ platformอื่นได้ง่ายๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆนั่นเอง
4.Threat of New Entrance (ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่)
ภัยคุกคามจากคู่แข่งขันรายใหม่นั้นมีค่อนข้างมาก เนื่องจากค่าเซิฟเวอร์และ ค่าโปรแกรมต่างๆไม่ได้มีราคาที่แพงมาก แต่การใช้ social network หนึ่งๆ จะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการเขียนโปรแกรมด้วย นอกจากนี้สิ่งที่ยากกว่าก็คือการโปรโมตเพื่อให้เกิด network effect นั้นยากกว่า เพราะกว่าจะเกิดกระแสและดังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนั้นจะต้องใช้เวลาในการมีจำนวนสมาชิกมากๆเป็นเวลานานอยู่พอสมควร ดังนั้นเราจึงมองว่าการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่นั้นไม่ยากแต่ยากในการทำอย่างไรให้สามารถประสบความสำเร็จได้นั่นเอง
5. Threat of Substitute Product or Service (ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน)
ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทนนั้นถือว่าน้อย เช่น Blog Webboard แต่ทั้งสองอย่างก็มีคุณสมบัติที่เทียบเท่ากับการใช้งานของ social network ไม่ได้ ดังนั้นเชื่อว่ายากมากที่จะมีสินค้าทดแทนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาแข่งขันได้
SWOT Analysis
Strength
- มีจำนวน Applications มาก เนื่องจาก Facebook มี Facebook Platform ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถเข้ามาสร้าง Application ในและ
นอก Facebook ได้ ทำให้ผู้ใช้ใช้เวลากับ Facebook ได้มากกว่า Social Media อื่นๆ
- Facebook สามารถใช้ข้อมูลจากผู้ใช้ที่มีปริมาณมากเพื่อสร้าง Search Engine ที่ดีกว่า
- Facebook อนุญาตให้สมาชิก Facebook เชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นไปพร้อมกับการใช้งาน Facebook ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ฟังชั่นต่างๆใน
เว็บไซต์เหล่านี้ไปพร้อมกัน และพูดคุยกับเพื่อนแบบ realtime ได้
- Facebook สามารถจับตลาดที่เป็นธุรกิจได้มากกว่า Social network อื่นๆ เนื่องจากมี Facebook Pages และ Facebook Ads รองรับ โดยการ
สร้าง Facebook Pages ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
- ผู้ใช้สามารถอัพโหลดรูปภาพในโปรไฟล์ตนเองได้จำนวนมาก
Weakness
- เป็นการละเมิดสิทธิบุคคลในการนำข้อมูลส่วนตัวให้ผู้อื่นได้รับรู้
- Applications ที่ผู้ใช้นิยมมีเพียงไม่มาก แต่กลับต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สูง
Opportunities
- จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ทำให้ Facebook ยังสามารถขยายฐานผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา
- Facebook สามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในแอพพลิเคชันในมือถือและสมาร์ทโฟนได้
- Facebook สามารถเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้อย่างชัดเจนและคำนึงถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมในแต่ละ
ประเทศ
Threats
- เนื่องจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในอนาคตอาจมีจำนวน Social media มากขึ้นทำให้ Facebook อาจเสีย
ส่วนแบ่งทางการตลาดได้
- ถึงจะมีระบบรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แต่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก็ยังคงปรากฏอยู่
Main competitor : twistter , Hi5, Renren
Competitive Advantage
1.Network effect เนื่องจากมีผู้ใช้เกินกว่้า 500 ล้านคนจึงส่งผลให้ facebook มีความได้เปรียบในการแข่งขันเพราะการที่มีผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อ
Social Network อื่นเกิดขึ้นแต่กลุ่มเพื่อนยังใช้ facebook อยู่ก็ยากที่จะเปลี่ยนใจไปใช้อันอื่น สังเกตได้จากการที่แต่เดิมในประเทศไทยมี Hi5
เข้ามาก่อน แต่ทำไม Facebook ถึงได้นิยมกว่าในปัจจุบัน เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ เพื่อนเราเล่นนั่นเอง
2.Simple is the best การใช้ facebook เข้าถึงง่ายและสะดวกสบายตาไม่ต้องมีการเขียนโค้ดให้ยุ่งยาก ทำให้ serverไม่ล่ม
3.Facebook เร็วกว่าเนื่องจาก Social Network นั้นความรวดเร็วป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง Facebook สามารถโลดหน้าได้เร็วกว่า เข้าถึงได้เร็วกว่าจึงถือ
เป็น competitive advantage ที่สำคัญประการหนึ่ง
4.คนเรามีข้อมูลที่ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเข้าถึง ถ้าคุณให้พวกเขามีส่วนในการควบคุมได้ว่า ข้อมูลไหนที่ต้องการแบ่งปันหรือใครที่พวกเขาต้อง
แบ่งปันด้วย
5.การมี facebook Platform เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเพราะทำให้มี application เกิดขึ้นมาอีกมากมายและทำให้ผู้ใช้ใช้
เวลาไปกับเรานานขึ้น 18%
Market strategy
- Product ผลิตภัณของ Facebook คือ Social Network ที่มีการเข้าถึงง่าย สบายตา เล่นง่าย มีแอพลิเคชั่นที่หลากหลาย สามารถเข้าถึงได้รวดเร็ว
- Price ราคาในการเข้าถึง Social Network ของ Facebook นั้น ไม่มีค่าบริการรวมถึงการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆก็ฟรี หรือผู้ใช้บริการอาจใช้เงินจริงในการซื้อสินค้าจาก app ต่างๆก็ได้ แล้วรายได้ของ Facebook มาจากไหน ส่วนสำคัญมาจากค่าโคดสะนา เนื่องจากผู้ใช้บริการจำนวนมาก Facebook จึงสามารถคิดค่าบริการได้มหาศาล
- Place การเข้าถึง Facebook สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการของเขาได้ทุกที่ขอเพียงแค่มี Internet
- Promotion การให้บริการฟรี และมีแอพที่หลากหลายคือโปรโมชั่นที่สำคัญของ Facebook
Organization development
Face book เริ่มจากแนวคิดที่ว่าเป็นเครือข่ายสำหรับศิษย์เก่า Harvardโดยมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แฮ็กเกอร์จากฮาร์วาร์ด ค้นพบปัญหาว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ดไม่มีระบบหนังสือรุ่นทางออนไลน์ เขาจึงนำไอเดียไปเสนอเพื่อขอจัดทำ แต่กลับถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่มีนโยบายให้นักศึกษาเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว เขาจึงสวมวิญญาณแฮ็กเกอร์เจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประวัตินักศึกษาของฮาร์วาร์ด ดึงรูปนักศึกษาและประวัติส่วนตัวจากฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยมาใส่ในเว็บไซต์ Facemash ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดีมีนักศึกษาเข้ามาโหวตถึง 450 คน สร้างสถิติคลิกชม 22,000 ครั้ง จึงได้พัฒนากลายเป็น Facebook ในเวลาถัดมา ซึ่งในตอนแรก Facebook ก็ให้บริการเพียงนักศึกษาของHarvardต่อมาได้พัฒนาไปยังพื้นที่ของมหาวิทยาลัยในแถบ Boston (Boston College, Boston University, MIT, Standford) ซึ่งต่อมาก็แพร่กระจายไปในทุกมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน Ivy League ภายใน 2 เดือน ในปีถัดมานักศึกษาส่วนใหญ่ในอเมริกาและแคนาดาพร้อมกับemail addressที่เป็นเมล .edu สามารถเข้าร่วมได้ ในตอนแรกมีเครือข่ายแยกต่างหากสำหรับ US High School จนกระทั่ง ปี 2006 ที่email address ใดก็ใช้สมัครได้ และในปัจจุบัน Facebook มีผู้ใช้แล้วกว่า 500 ล้านคนกับมูลค่าทางการตลาดกว่า 25,000ล้านเหรียญสหรัฐ
Management Team
Mark Zuckerberg
Founder & Chief Executive Officer
Mark Zuckerberg เป็นซีอีโอของ Facebook ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2004 Facebook เป็นสาธารณูปโภคทางสังคมที่ช่วยให้ผู้คนติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพกับเพื่อนครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน มาร์คเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการตั้งค่าทิศทางโดยรวมและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของบริษัท นำการออกแบบในการให้บริการของ Facebook และการพัฒนาของ
เทคโนโลยีหลักของโครงสร้างพื้นฐานและ Mark เข้าร่วมHarvard University และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ศึกษาก่อนที่จะย้าย บริษัท ไปยังพาโลอัลโต, แคลิฟอร์เนีย
Christopher Cox (VP of Product)
คริสค็อกซ์เป็นผู้อำนวยการของผลิตภัณฑ์ที่ Facebook, ซึ่งเขามีหน้าที่ในการจัดกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการกำกับดูแลของ Facebook ฟังก์ชั่นการจัดการผลิตภัณฑ์และการออกแบบ คริสได้เข้าร่วม Facebook ในปี 2005 เป็นซอฟท์แวร์วิศวกรและเป็นเครื่องมือในการดำเนินการรุ่นแรกของ Facebook
David Ebersman (Chief Financial Officer)
เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Facebook ที่เขานำเงินทุนและทีมงานสิ่งอำนวยความสะดวก
David Fischer (VP of Advertising and Global Operations)
David Fischer เป็นรองประธานฝ่ายโฆษณาและการดำเนินงานทั่วโลกที่ Facebookและดูแลการขายการตลาดการโฆษณาและการดำเนินงานของลูกค้าทั่วโลก
Goler Lori (VP of Human Resources and Recruiting)
Lori Goler เป็นรองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลและการสรรหาและเป็นผู้รับผิดชอบต่อทุกด้านของกลยุทธ์คนของ Facebook รวมทั้งการเจริญเติบโตพัฒนาและรักษาทีม FacebookLori Facebook
Jonathan Heiliger (VP of Technical Operations)
เป็นรองประธานฝ่ายปฏิบัติการทางเทคนิคที่ Facebook,ที่เขาดูแลโครงสร้างพื้นฐานภายใน และระบบเทคโนโลยีระดับโลก
Chamath Palihapitiya (VP of Growth, Mobile and International)
Chamath Palihapitiya เป็นรองประธานฝ่ายการเจริญเติบโตผู้ใช้มือถือและระหว่างประเทศที่Facebook
Dan Rose (VP of Partnerships and Platform Marketing)
เป็นรองประธานฝ่ายการร่วมมือและการตลาดที่ Facebook Platform ผู้รับผิดชอบในการพัฒนาธุรกิจของ Facebook
Sheryl Sandberg (Chief Operating Officer)
Sheryl Sandberg เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการที่ Facebook เธอดูแลการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ฯ รวมถึงการขายการตลาดการพัฒนาธุรกิจของทรัพยากรมนุษย์การกำหนดนโยบายสาธารณะและการสื่อสาร รองประธานฝ่ายการสื่อสารทั่วโลก, การตลาดและนโยบายสาธารณะ
Elliot Schrage (VP of Global Communications, Marketing and Public Policy)
Elliot Schrage เป็นรองประธานฝ่ายการสื่อสารทั่วโลกของการตลาดและนโยบายสาธารณะซึ่งเขาเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาและการประสานงานข้อความสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และพันธมิตรทางธุรกิจขององค์กร ดูแลกลยุทธ์บริษัท
Mike Schroepfer (VP of Engineering)
Mike Schroepfer เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมที่ Facebook
Ted Ullyot (VP and General Counsel)
เป็นรองประธานและที่ปรึกษาทั่วไปที่ Facebook ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าทีมกฎหมายของ บริษัท ฯ
What are the Strategies
1. อาศัยหลักของ “Word of Mouth” ตั้งแต่เริ่มต้นในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด นักศึกษาก็ให้ความนิยมเป็นอย่างดี บอกต่อกันเรื่อย ทำให้เครือข่ายกว้างขึ้น ต่อมามีการเปิด
2. มีการพัฒนาและupdate Application ทำให้เกิด platform ใหม่ ให้น่าสนใจ และมีความสดใหม่ ซึ่งเป็นการเปิดให้กับ user ได้มีโอกาสเข้ามาใช้ ลักษณะคล้าย Google's Android case
3. มีการพัฒนาร่วมกันกับค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆ เพื่อความเหมาะสมเวลาใช้งาน internet บนมือถือ ได้แก่ Samsung, blackberry และ iPhone 4. ใช้ลักษณะ ของ win – win ทั้งคู่ คือทั้งผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการเอง
What is the role of IT?
web1.0
คือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราเปิดเพื่อค้นหาข้อมูลในการทำรายงานส่งอาจารย์นั่นเอง ในทฤษฎีของการสื่อสารถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว ( one-way cmomunication ) เพราะไม่มีการตอบรับจากผู้ที่ได้รับข้อมูล
web2.0
เป็นคำที่ถูกนิยามขึ้นโดยบริษัททที่ทำเกี่ยวกับ Media ของอเมริกาที่มีชื่อว่า " O'Reilly Media " ในปีค.ศ.2004 ซึ่ง " web2.0 " นี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ เกี่ยวกับการใช้งาน " internet " ที่มีการก้าวเข้ามาสู่ยุคที่ 2 ที่มีพื้นฐานการให้บริการเป็นหลัก และมีรูปแบบการใช้งาน " internet " ที่เปลี่ยนไปหรือกล่าวได้ว่าเป็นสังคม " network " ที่ผู้ใช้ " internet " มีส่วนรวมในการสร้างมันขึ้นมาซึ่งเป็นการสะท้อนความต้องภายในของผู้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่ง " web2.0 " มีคุณลักษณะ" web2.0 application " และ " web2.0 website " ซึ่งจะต้องมีสิ่งหลักๆ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
1. " network as platform " คือจะต้องให้บริการหรือสามารถใช้งานผ่านทาง " web browser " ได้
2. ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูลบน " website " นั้น สามารถดำเนินการใดๆ ก็ได้กับข้อมูลนั้น
3. โครงสร้างของการมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระนั้นจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้เพิ่มคุณค่าให้กับ " website " หรือ " application " นั้น กล่าวคือ การมีส่วนร่วมและความเป็นอิสระจะทำให้มีการใช้งานมาก ทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าน่าสนใจ
4. ใช้ ajax ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความฉลาดมีการโต้ตอบกับผู้ใช้และมี interfaceที่ง่ายในการใช้งาน
ความแตกต่างระหว่าง Web 1.0 และ Web 2.0
ข้อ 1 Web1.0 แก้ไขอัพเดตข้อมูลต่างๆในหน้าเว็บได้เฉพาะ Webmaster หรือคนดูแลเว็บไซต์เท่านั้น
แต่ Web2.0 สามารถสื่อสารตอบโต้ได้ทั้งผู้สร้างเว็บและผู้ใช้เว็บ ดังเช่น Blog หรือการโพสต์กระทู้ต่างๆ
ข้อ 2 Web 1.0 สร้างเรตติ้งแบบปากต่อปากได้ยาก เนื่องจากสื่อสารทางเดียวแต่ Web 2.0 สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบปากต่อปากได้
ดังไฟ ลามทุ่ง จากการแนะนำผ่าน Blog ส่วนตัว คุณอาจตัดสินใจซื้อครีมชนิดนั้นมาใช้เพราะคนที่ใช้แล้วดีมาเขียนบอกใน Blog หรือเลิก
ซื้อขนมปังยี่ห้อนั้นไปตลอดชีวิต เมื่อมีคนถ่ายภาพราขึ้นแฮมจากร้านนั้นมาลงให้ดู ซึ่งเป็นสิ่งที่ Web 1.0 ไม่อาจทำได้
ข้อ 3 Web 1.0 ให้ข้อมูลความรู้แบบตายตัว การเปลี่ยนแปลงแก้ไขขึ้นอยู่กับ Webmaster
แต่ Web 2.0 สามารถต่อยอดข้อมูลต่างๆออกไปได้ไม่จำกัด และข้อมูลจะถูกตรวจสอบคัดกรองอยู่ตลอด ตัวอย่างเช่น Wikipedia ที่ใครก็
สามารถเขียนในสิ่งที่ตนรู้ลงไปได้
Web 2.0 ยังก่อให้เกิดการตลาดแบบใหม่ สร้างงาน สร้างธุรกิจเงินล้านบนอินเตอร์เน็ต ก่อให้เกิดนักธุรกิจในโลกออนไลน์มากมาย
ยกตัวอย่างเช่น
WebBoard คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในลักษณะเป็น กระดานสนทนา เป็นกระดานแจ้งข่าวสาร ข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยใช้รูปแบบการแสดงผล HTML ที่นิยมใช้ใน World Wide Web.. WebBoard เปิดโอกาสให้ user (ผู้ใช้) creat เรื่องราวต่างๆ สามารถตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อประกาศข่าวสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ง่าย โดยมีผู้ provide พื้นที่ให้ดังนั้นจึงเกิด community ขึ้น ซึ่งจะมีความแตกต่างจาก GuestBook ตรงที่ WebBoard จะสามารถแยก หัวข้อต่างๆ ออกเป็นกระทู้ๆ มีความโต้ตอบกันในการสนทนา ในหัวข้อเดียวกันมากกว่า กล่าวได้ว่า WebBoard คือพัฒนาการในรูปแบบใหม่ ของระบบการสนทนาใน BBS (Bulletin Board System) ที่เคยได้รับความนิยม ก่อนที่ระบบเครือข่าย Internet จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น WebBoard ที่พบเห็นกัน มีอยู่หลายรูปแบบ ในสมัยก่อน google ยัง search ไม่เก่งเท่าไหร่ดังนั้นการมีเว็บบอร์ดก็เหมือนกับการเอาข้อมูลจากคนที่สนใจทางเดียวกันมารวมกัน ทำให้เกิด cluster ขึ้น ( เปรียบได้กับตลาดนัด ) จึงช่วยให้คนที่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นเรื่อง computer music มาที่เว็บบอร์ดได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของการใช้ Webboard
* เป็นช่องทางในการติดต่อ ประกาศข่าวสาร ข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้
* ทำให้เกิดสังคม ในการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ระหว่างกลุ่มผู้เยี่ยมชม
* ผู้พัฒนาโฮมเพจ สามารถใช้เป็นช่องทางในการ ประกาศข่าวใหม่ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นได้
* ง่ายในการใช้งาน แม้จะเป็นผู้เริ่มต้น เมื่อเทียบกับการใช้ Mailing list หรือ News Group
Blog บล็อก
เริ่มเรียกว่า Blog จริงจังจะเริ่มที่ปี 1998 เมื่อคนชื่อ Jonathan Dube จาก Charlotte Observer ได้เขียนเรื่อง chronicling Hurricane Bonnie บล็อก เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก ( weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน นอกจากนี้บล็อกที่ถูกเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือจะเรียกว่าไดอารีออนไลน์ ซึ่งไดอารีออนไลน์นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้บล็อกในปัจจุบัน นอกจากนี้ตามบริษัทเอกชนหลายแห่งได้มีการจัดทำบล็อกของทางบริษัทขึ้น เพื่อเสนอแนวความเห็นใหม่ใหักับลูกค้า โดยมีการเขียนบล็อกออกมาในลักษณะเดียวกับข่าวสั้น และได้รับการตอบรับจากทางลูกค้าที่แสดงความเห็นตอบกลับเข้าไป เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์
ความนิยม บล็อกได้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบันในวงการสื่อมวลชนในหลายประเทศ เนื่องจากระบบแก้ไขที่เรียบง่าย และสามารถตีพิมพ์เรื่องราวได้โดยไม่ต้องใช้ความรู้ในการเขียนเว็บไซต์ โดยนอกเหนือจากที่ผู้เขียนข่าวส่งผลงานให้กับทางสื่อแล้ว ยังได้มาเขียนข่าวในอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูล หรือแนวความคิด โดยการเขียนบล็อกสามารถเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนได้รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า สื่อในด้านอื่น ข่าวที่นิยมในการเขียนบล็อกต่อสื่อมวลชน ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะเรื่องซุบซิบวงการดารา ข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้นจากความนิยมที่มากขึ้น ทำให้หลายเว็บไซต์เปิดให้มีส่วนการใช้งานบล็อกเพิ่มขึ้นมาในเว็บของตนเอง เพื่อเรียกให้มีการเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน
การใช้งานบล็อก ผู้ใช้งานบล็อกจะแก้ไขและบริหารบล็อกผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์เหมือนการใช้งานและอ่านเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีรูปแบบบริหารบล็อกที่แตกต่างกัน เช่นบางระบบที่มีบรรณาธิการของบล็อก ผู้เขียนหลายคนจะส่งเรื่องเข้าทางบล็อก และจะต้องรอให้บรรณาธิการอนุมัติให้บล็อกเผยแพร่ก่อน บล็อกถึงจะแสดงผลในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากบล็อกส่วนตัวที่จะให้แสดงผลได้ทันที
Social Network
การที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง ตัวอย่างของเว็บประเภทที่เป็น Social Network เช่น Digg.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เรียกได้ว่าเป็น Social Bookmark ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่ง และเหมาะมาก ที่จะนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยในเว็บไซต์ Digg นี้ ผู้คนจะช่วยกันแนะนำ url ที่น่าสนใจเข้ามาในเว็บ และผู้อ่านก็จะมาช่วยกันให้คะแนน url หรือข่าวนั้น ๆ เป็นต้น ในแง่ของการอธิบายถึงปรากฎการณ์ของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ยังมีการอธิบายผ่านคำว่า Social network service หรือ SNS เป็นการเน้นไปที่การสร้างชุมชนออนไลน์ซึ่งผู้คนสามารถที่จะแลกเปลี่ยน แบ่งปันตามผลประโยชน์ กิจกรรม หรือความสนใจเฉพาะเรื่อง ซึ่งอาศัยระบบพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ทำให้มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้คนโดยแต่ละเว็บนั้นอาจมีการให้บริการที่ต่างกัน เช่น email กระดานข่าว และในยุคหลังๆมานี้ เป็นการแบ่งปันพื้นที่ให้สมาชิกเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันและแบ่งปันข้อมูลระหว่างโดยผู้คนสามารถสร้างเว็บเพจของตนเองโดยอาศัยระบบซอฟท์แวร์ที่เจ้าของเว็บให้บริการ ในขณะเดียวกัน Howard Rheingold ได้เขียนคำจำกัดความของคำว่า virtual Community ในหนังสือ virtual communy ว่าหมายถึง การสื่อสาร และ ระบบข้อมูล ของบรรดาเครือข่ายสังคม ซึ่งแบ่งปันในผลประโยชน์ร่วมกัน ความคิด ชิ้นงาน หรือ ผลลัพธ์บางประการที่มีการโต้ตอบกันผ่านสังคมเสมือนจริง ซึ่งไม่ถูกผูกพันโดยเวลา พรมแดน เขตแดนของหน่วยงาน และในทุกๆที่ที่บุคคลสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านระบบออนไลน์ (คัดลอกจาก Virtual community)
What are the stakeholder?
Management Team
Mark Zuckerberg
Founder & Chief Executive Officer
Mark Zuckerberg เป็นซีอีโอของ Facebook ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2004 Facebook เป็นสาธารณูปโภคทางสังคมที่ช่วยให้ผู้คนติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพกับเพื่อนครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน มาร์คเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการตั้งค่าทิศทางโดยรวมและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของบริษัท นำการออกแบบในการให้บริการของ Facebook และการพัฒนาของ
เทคโนโลยีหลักของโครงสร้างพื้นฐานและ Mark เข้าร่วมHarvard University และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ศึกษาก่อนที่
จะย้าย บริษัท ไปยังพาโลอัลโต, แคลิฟอร์เนีย
Christopher Cox (VP of Product)
คริสค็อกซ์เป็นผู้อำนวยการของผลิตภัณฑ์ที่ Facebook, ซึ่งเขามีหน้าที่ในการจัดกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการกำกับดูแลของ Facebook ฟังก์ชั่นการจัดการผลิตภัณฑ์และการออกแบบ คริสได้เข้าร่วม Facebook ในปี 2005 เป็นซอฟท์แวร์วิศวกรและเป็นเครื่องมือในการดำเนินการรุ่นแรกของ Facebook
David Ebersman (Chief Financial Officer)
เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Facebook ที่เขานำเงินทุนและทีมงานสิ่งอำนวยความสะดวก
Facebook User
Facebook จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาด Network effect เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้า Facebook เพราะมาจาก Network effect และNetwork effect จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี Facebook User กว่า 500 ล้านคน คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินไปนักว่า ที่ Facebook อยู่ได้ก็เพราะ Facebook Userทั้ง500 ล้านคน ดังนั้นFacebook User จึงเป็น Steak holder ที่สำคัญที่สุด ของ Facebook
Application Developer
Facebook จะกลายเป็นเพียงสถานที่แลกเปลี่ยนความเห็น เป็นเพียงแหล่งสนทนาระหว่างเพื่อนเก่าเท่านั้น ถ้าขาด application ต่างๆ ในปัจจุบัน เหมือนถ้าจะเปรียบFacebook เป็น นิด้า Applicationต่างๆ ก็เหมือนคณะ MBA แม้ขาดไปนิด้าก็อยู่ได้แต่อยู่ได้อย่างขาดตัวชูโรง Application Developer จึงป็นส่วนสำคัญในการทำให้ Facebook เป็นที่นิยมเป็นส่วนได้ส่วนเสียสำคัญขององค์กร
Other Website
Website อื่นๆถือเป็นผุ้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญของ Facebook อีกประการหนึ่ง สังเกตได้จาก web site ต่างๆในปัจจุบันหลายๆ website ต่างมีการให้แบ่งปันลง Facebook ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพิ่มความน่าสนใจให้แก่ Facebook อีกประการหนึ่ง
What is seem to be the issue?
การเปรียบเทียบความนิยมและรูปแบบการใช้งานของFacebook กับ Twitter
Shareสมาชิก Facebook และ Twitter ทั่วโลกนั้นต่างกันประมาณ 5-6 เท่า โดยจะเห็นจากภาพ Infographic ของ digitalsurgeons ที่นำมาฝากกันนี้ เป็นตัวเลขจำนวนสมาชิกของ Facebook ที่ 500 ล้านสมาชิก และ Twitter ที่ 106 ล้านสมาชิก ภาพที่นำมานี้ ยังแสดงความต่างของข้อมูลผู้ใช้งานของทั้งสอง Social Network นี้ ว่ามี Profile ที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากเพศหญิงและเพศชายนั้นมีเปอร์เซ็นต์ที่ใกล้เคียง และมีเพศหญิงที่ใช้งานมากในทั้งสอง Sites แต่หากดูดีๆ จะเห็นว่ามีความต่างในช่วงอายุของกลุ่ม 18 - 25 ที่นิยม Facebook มากกว่าTwitter และกลุ่มอายุ 35 – 44 ปี ที่นิยม Twitter มากกว่า Facebook หรืออีกนัยหนึ่งคือเด็กจะไม่ค่อยนิยม Twitter แต่คนมีอายุจะนิยม Twitter มากกว่า หรือ Twitter มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แก่กว่านั่นเอง หากมองกันที่การใช้งานของทั้งสอง Social Network จะเห็นว่าสมาชิกของ Facebook จะเข้าใช้งาน Facebook บ่อยว่า Twitter คือเกือบครึ่งของสมาชิก Facebook 41% จะเข้าใช้งาน Facebook ทุกวัน สำหรับ Twitter จะมีเพียง 27% เท่านั้น แต่สำหรับการเข้าใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือนั้น สมาชิกของ Twitter (37%) จะนิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่า Facebook (30%) เมื่อดูถึงการเข้าถึงแบรนด์สินค้า 40% ของสมาชิก Facebook จะยินดีติดตามแบรนด์มากกว่า Twitter ซึ่งมีเพียง 25% ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแบรนด์สินค้าเองก็นิยมสร้าง Fan Page ผ่าน Facebook มากกว่ามี Twitter Profile แต่โอกาสที่จะซื้อหรือใช้บริการกับแบรนด์สินค้านั้น สมาชิ Twitter (67%) ดูจะมีโอกาสซื้อและใช้บริการมากกว่า Facebook (51%) และถึงจะมีความต่างกัน แต่ก็ถือว่ามากด้วยกันทั้งคู่ สำหรับความถี่ในการอัพเดทสถานะ (update status) สมาชิกของ Twitter ดูจะ Active มากกว่า เพราะมีถึง 52% ของสมาชิก Twitter ที่จะอัพเดทสถานะของตนเองทุกวัน ส่วน Facebook มีเพียง 12% อันนี้ก็ไม่แปลกมากเนื่องจาก Facebook มีอะไรให้ทำมากกว่าการอัพเดทสถานะของสมาชิก ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ สมาชิกผู้ใช้ที่ไม่ได้อยู่ในอเมริกานั้นมีจำนวนเท่าไหร่ Facebook มีถึง 70% (สมาชิกคนไทย ณ วันที่ 25 ธ.ค. 53 อยู่ที่ 6.7 ล้านคน) ที่เป็นสมาชิกจากประเทศอื่น และ Twitter มี 60% (ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับสมาชิกคนไทย ปัจจุบันคาดการณ์การไว้ที่ 5 แสนคน) เปรียบเทียบข้อมูลผู้ใช้งาน Facebook vs. Twitter ของปี 2010
Facebook VS Twitter คนไทยถูกใจอันไหนมากกว่ากัน
โดยรวมแล้วส่วนมากจะมีความคิเห็นที่ว่า Facebookมีไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆและupdate ข้อมูลข่าวสารที่เป็นส่วนตนซะส่วนใหญ่ทางด้านTwitter นั้นจะเน้นข้อความสั้นข่าวสารที่มีสาระและเลือกที่ Followบุคคลสำคัญๆต่างๆโดยมากกว่าครึ่งที่ตอบว่าชอบ Facebook มากกว่า แถมบางคนยังเป็น Fan
Club ของ Facebook ด้วย รองลงมาคือชอบทั้งสองอย่าง แต่ก็มี comments ที่น่าสนใจหลาย comments ด้วยกัน เช่น ชอบ Twitter เนื่องจากมีสาระและติดตามข่าวสารได้ ส่วน Facebook นั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ มากกว่า มีหลายคนพอสมควรที่ชอบทั้งคู่ และใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ดัง commnet แต่มันก็ขึ้นอยู่กับการใช่งานในรูปแบบส่วนบุคคลของแต่ละคน ณ เวลานี้กล่าวได้ว่า Facebook และ Twitter คือ Social Media ที่ถูกจับตาและถูกพูดถึงมากที่สุดในหมู่นักการตลาด ด้วยเหตุที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่หัน มาให้ความสำคัญในการศึกษาและใช้ประโยชน์จาก สื่อใหม่สองตัวนี้อย่างจริงจัง รวมถึงขนาดกลางและเล็ก (SME) ทั้งนี้ความสำคัญของ Facebook และ Twitter ในการสื่อสารการตลาดบนสังคมออนไลน์ที่เรียกว่า Social Media Marketing ถือเป็นเครื่องมือเหมาะสำหรับธุรกิจ SME ที่มีเม็ดเงินในการทำการตลาดไม่มากเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยให้ธุรกิจส่ง Message ทางการตลาดตรงถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยงบประมาณอันน้อยนิดเนื่องจากมี Demographic ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเตรียมไว้ให้แล้ว แม้ Facebook และ Twitter เป็น Social Media เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในคุณสมบัติและความเหมาะสมในการใช้เพื่อสื่อสารการตลาด ทั้งสองนั้นค่อยช่วยเหลือทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้ว ก็ต้องรู้จักใช้ Facebook และ Twitter ให้เป็น ให้สมดุล โดย Facebook เปรียบเหมือนเสาหลัก ในขณะที่ Twitterนั้นทำหน้าที่สอดแทรกเพิ่มเติม เนื่องจากใน Facebook นั้นมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ค่อนข้างมากและครบ ในขณะที่ Twitter เน้นการสื่อสารแบบทันทีทันใด (marketing time Real)โดยใช้การสื่อสารผ่านตัวอักษรเป็นหลัก แม้จะสามารถใส่รูปได้ก็ตามทีแต่เน้นการสื่อสารข้อความต่อข้อความมากกว่า ซึ่งในFacebook มีฟังก์ชั่นหลักๆ มากมายหลากหลายที่เอื้อต่อการใช้งานเชิงธุรกิจ โดยตัวaccount ของ Facebook ผู้ประกอบการสามารถใส่ข้อมูลได้ ตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทแบบคร่าวๆ ไว้ในหน้า ‘Info’ ส่วนข้อมูล ปัจจุบันที่เคลื่อนไหวทุกวัน หรือข้อมูลที่อยากจะสื่อสารกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายทุกวันอาทิ ข้อมูลสินค้าใหม่ หรือข้อมูลโปรโมชั่น ให้ใส่ไว้ในหน้า “Wall’ นอกจากนี้ยังสามารถอัพเดทกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตในฟังก์ชั่น ‘Event’ และส่งเทียบเชิญออนไลน์ไปให้กลุ่มเป้าหมายได้ผ่านฟังก์ชั่น ‘Invite’ ซึ่งตัวฟังก์ชั่นนี้จะช่วยให้ผู้เชิญพอที่จะคาดการณ์ผลตอบรับได้ เพราะตัวฟังก์ชันจะมีฟีเจอร์ให้ผู้ที่ถูกเชิญตอบกลับง่ายๆ ว่า ตกลง (‘Confirm’) อาจจะ (‘Maybe’) หรือไม่ไป (‘No’) ซึ่งอย่างน้อยก็พอช่วยให้ผู้เชิญนั้นพอจะรู้ Feedback ส่วนกิจกรรม ที่ผ่านมาแล้ว สามารถนำภาพมาโพสต์ไว้ในหน้า Wall ได้ โดยสามารถสร้างเป็นอัลบั้มภาพหรือทำเป็นวีดีโอคลิปที่ความยาวไม่เกิน 20 นาที หรือทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์หลักของบริษัทก็ได้ ซึ่งข้อดีของการใส่รูปนั้น หากเราใส่รูปกิจกรรมที่มีรูปของลูกค้าอยู่ในนั้นก็จะก่อให้เกิดการ “Tag’ คือการเข้ามาใส่ชื่อของคนในภาพซึ่งอาจทำโดยใครสักคนที่ รู้จักคนในภาพนั้นๆ และตัวระบบจะทำการส่งอัพเดทให้กับกลุ่มเพื่อนของคนที่ถูก ‘Tag’ เองโดยอัตโนมัติ โดยที่คนที่ถูก ‘Tag’ ไม่ได้เป็นคนทำการ ‘Tag’ และไม่ได้เป็นทั้งคนส่งอัพเดทให้กับกลุ่มเพื่อนในเครือข่าย ภาพนั้นหรือข้อความที่ติดไปกับภาพนั้นจะถูกกระจายแบบไวรัสได้อย่างง่ายดาย และทันทีและนี่คือตัวอย่างหนึ่งของอานุภาพของ Social Media อย่าง Facebook นอกจากแอคเคาน์หลักแล้วผู้ประกอบการยังสามารถเปิดเป็น Fan Page ได้ ซึ่งความแตกต่างของ Fan Page กับแอคเคาน์หลักก็คือ ถ้าเปิดใช้งานในแอคเคาน์หลักนั้นการที่จะเพิ่ม “เพื่อน” (หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในเข้ามาในเครือข่ายสังคมของเรา เราจะต้องออกไป “เชิญ” (ส่ง ‘Request’) และรอการตอบรับว่าอยากจะเป็นเพื่อนกลับมา ในทางกลับกัน หากคนบน Facebook อยากจะเป็นเพื่อนกับ “เรา” เขาจะต้องทำอย่างเดียวกัน แต่ในขณะที่ Face Page นั้น เป็นฟังก์ชั่นที่ให้เราสามารถสร้างหน้าคล้ายๆ หน้าแอคเคาน์หลักของ Facebook ซึ่งหากเราต้องการเพิ่มสมาชิกเราก็สามารถส่งเทียบเชิญ become a fan of xxxx ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ Facebook ได้โดยรอเขาตอบรับกลับมา ในขณะที่หากคนบน Facebook เขาอยากจะมาเป็นสมาชิกของ Fan Page เราเขาก็สามารถเป็นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการตอบรับจากเรา ซึ่งตรงจุดนี้จะต่างจากการเปิดเป็นแอคเคาน์หลัก ซึ่งทำให้การดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการทางตลาดของเราบนโลกFacebookนั้นสะดวกและง่ายกว่า นอกจากนี้ในฟังก์ชั่นของ Fan Page ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเชิงธุรกิจโดยเฉพาะ เพราะตอนสมัครครั้งแรกนั้น Facebook จะถามว่าคุณคือคนที่ได้รับอนุญาตจากองค์กรของคุณเพื่อมาเปิดและเป็นเจ้าของ Fan Page ขององค์กรคุณหรือไม่) อาทิ สถิติการเข้าชมหน้า Fan Page ของคุณ ซึ่งจะนำเสนอเป็นเชิงตัวเลขและกราฟ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความเคลื่อนไหวของ Fan Page ของคุณ โดยจะบอกจำนวนสมาชิกล่าสุด จำนวนผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำรายกัน (Unique Visitor) รวมถึงจำนวนหน้าที่ถูกเข้าไปเยี่ยมชม (Page View) ซึ่งฟังก์ชั่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นบริการฟรี แต่หากผู้ประกอบการจะต้องการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานมากกว่านี้ อาทิ หากต้องการเพิ่มสมาชิกจำนวนมากๆ ก็อาจจะใช้บริการ Advertising ซึ่ง Facebook จะช่วยทำหน้าที่โฆษณาหน้า Fan Page ที่ซื้อ Ad ไปยังกลุ่มลูกคนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก (และมากกว่า 1 ล้านคนในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของ Facebook) โดยคิดค่าบริการโฆษณาสองรูปแบบหลัก ๆ คือคิดแบบเหมา กับคิดเป็น
เปอร์เซ็นต์ต่อรายสมาชิก
ส่วน Twitter นั้น เป็นการสื่อสารข้อความสั้น หรือ Short Message ที่ถูกจำกัดอยู่ที่ 140 ตัวอักษรและเน้นการสื่อสารแบบทันทีทันใด(Real Time Communication) เป็นอีกสื่อหนึ่งที่ถูกนักการตลาดหยิบมาใช้ควบคู่กับ Facebook เพื่อทำให้การสื่อสารการตลาดนั้นสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น โดยคุณสมบัติของ Twitter และกลุ่มคนใน Twitter จะแตกต่างจากกลุ่มคนใน Facebook บ้าง เพราะการเข้าเป็นสมาชิกของ Twitter นั้นง่ายกว่า คนในสังคม Twitter สามารถเข้ามาติดตาม (มาเป็น Follower) ของคุณเมื่อไรก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตคุณก่อนและเขาสามารถ “เลิก” ตาม (Unfollow) เมื่อใดก็ได้เช่นกันสำหรับข้อความทางการตลาดที่จะสื่อสารใน Twitter นั้นจะต้อง “เนียน” มากกว่าใน Facebook เพราะในสังคมของ Twitter นั้น คนจะไม่นิยมและไม่ยินดีรับข้อมูล Hard Sale เพราะธรรมชาติของคนที่เล่น Twitter จะใช้เพื่อสื่อสารเป็นหลัก ดังนั้นในสังคมของ Twitter จะมีความเป็นเพื่อนพ้องกันสูง ฉะนั้นข้อความที่จะสื่อสารจะต้องเป็นมีความเป็นเพื่อนและเป็นข้อความที่เป็น ประโยชน์หรือเป็นที่สนใจเท่านั้น หากเป็นข้อความทางการตลาดตรงๆ แข็งๆ อาทิ โปรโมชั่นสินค้า มักจะไม่ได้รับการต้อนรับจากสังคมตรงนี้เท่าที่ควร และส่วนใหญ่มักจะถูกต่อต้านด้วยซ้ำไป ทั้งนี้รูปแบบการสื่อสารบนโลกของ Social Media อย่าง Twitter นั้นจะต้องอิงอยู่บนรูปแบบของความสัมพันธ์ฉันท์ “เพื่อน” มากกว่าในฐานะ “ผู้ขายกับผู้ซื้อ” และข้อมูลที่จะได้รับการต้อน รับจากสังคมตรงนี้จะต้องเป็นข้อมูลที่ทำให้เขาสามารถมีส่วนร่วมและเป็นส่วน หนึ่งได้ ดังนั้นการสื่อสารกับคนใน Twitter จะต้องทำผ่านบทสนทนาที่เป็นกันเอง โดยข้อความที่สื่อสาร นั้นโดยมากจะเป็นการพูดคุยฉันท์เพื่อน แต่ก็แฝงด้วยข้อความทางการตลาดบ้างเล็กน้อยแบบเนียนๆ และแทรกการตลาดแบบตรงๆ ได้บ้างในบางจังหวะ ประหนึ่งว่า “เพื่อนเอาโปรโมชั่น เอาอะไรดีดีมาบอกเพื่อน” แบบนี้ถึงจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นองค์กรธุรกิจที่ต้องการปักธงใน Twitter จะต้องใช้เวลาและจะต้องมีลงทุนเรื่องคนเพื่อให้มาดูแลรับผิดชอบกับช่องทาง การสื่อสารนี้โดยเฉพาะ เพราะแอคเคาน์ที่เปิดในนามองค์กรธุรกิจนั้นเป็นเสมือนตัวตนจริงบนสังคมออนไลน์ ซึ่งหากจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น “แอคเคาน์” จะต้องมีความถี่ในการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมอย่างสม่ำเสมอ เพราะความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนมิได้สร้างขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ข้อดีมาก ประการสำคัญของ Social Network Marketing คือใช้เงินลงทุนน้อยแต่ต้องใช้สมองมาก เพราะฉะนั้น ข้อจำกัดเรื่องเงินทุนของ SME จะหมดไป อย่างไรก็ดี การจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องเป็นการตลาดแบบผสมผสานระหว่างสื่อเก่ากับ สื่อใหม่ (Integrated Marketing) ซึ่งศาสตร์และศิลป์ในการผสมสัด ส่วนของสื่อการตลาดทั้งเก่าและใหม่เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองใช้จริง เพื่อให้เข้าใจถึงอานุภาพและประโยชน์ที่จะได้รับหากรู้จักใช้ Social Network Marketing ให้เป็นนั่นเอง
What are the problem & alternative & tradeoff & solution?
1. Problem : เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวใน facebook สามารถเข้าได้ทั้งบุคคลที่เรารู้จักและไม่รู้จักจนเกิดการนำ ข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในการโจรกรรม หลอกลวง จนเกิด อันตรายแก่ผู้ใช้งาน facebook ได้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ทางแก้ : การเข้าถึงขอ้มูลส่วนบุคคลของ Facebook เจ้าของFacebook นั้นๆเป็นผู้ตั้งค่าความปลอดภัย ตั้งค่าการเข้าถึง ดังนั้นสิ่งที่ Facebook ควรทำ คือต้องให้มีการตั้งค่าสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ตั้งแต่สมัคร Facebookอย่างเป็นขั้นตอนและชี้ผลกระทบ นอกจากนี้ยังต้องอธิบาย การตั้งค่าแต่ละอย่างโดยละเอียด เพราะผู้ใช้จำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่า facebook ของตนตั้งค่าสิทธิส่วนบุคคลไว้เช่นไร
Tradeoffs :
ข้อดี ผู้บริโภคทราบถึงวิธีการตั้งค่าสิทธิส่วนบุคคล ทราบว่าค่าสิทธิส่วนบุคคลของตัวเองตั้งไว้เช่นไร
ข้อเสีย ผู้บริโภคจะรู้สึกว่ายุ่งยากขึ้น และเสียเวลาในการปฏิบัติตามแต่ละขั้นตอน
2.Problem : ผู้ใช้งานจำนวนมากมีปัญหาในการเสพติด Facebook โดยทุ่มเวลาให้กับโลกเสมือนมากกว่าโลกความเป็นจริงมากเกินไป จนเกิดการตัดขาดจากโลกผ่านนอก
ทางแก้ : เราจะมีการทำเพื่อสังคมโดยมีการตรวจดูว่ามีผู้อยู่กับ facebook ของตนนานแค่ไหนแล้วโดยจะมีการตรวจเช็ค ว่ามีผู้ใช้รายใดอยุ่กับ Facebook เกิน 12 ชั่วโมง เมื่อถึง 12 เราจะมีการเตือนบนแถบสีฟ้าของ Facebook จะเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วบอกว่าคุณอยู่กับ Facebook มา 12 ชั่วโมงแล้ว
Tradeoffs :
ข้อดี เป็นการทำเพื่อสังคมป้องกันผู้ใช้เกิดอันตราย ซ้ำยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ว่าเราไม่ได้สนเพียงแค่ผลกำไร
ข้อเสีย ผู้ใช้อาจรู้สึกว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากการที่เราไปทราบว่าเขาใช้เวลากับ facebook นานแค่ไหน และอาจก่อให้เกิดความรำคาญ จนเลิกเล่น Facebook ไปใช้อย่างอื่นได้
3. Problem :การสร้างกลุ่ม fan page หรือ group ที่ผิดกฏหมายหรือหมิ่นเหม่ต่อสังคม เช่น มั่นใจคนไทยเกิน1ล้านคนเกลียดแพรวา เป็นต้น
ทางแก้ :ทางแก้ของเราจะทำโดยมีการอณุญาติให้จัดกลุ่ม หรือ Fanpage กันไปก่อนโดยอิสระเหมือนปกติแต่ถ้ามีการร้องเรียนถึง Fanpage นั้นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกของ Fanpage จะมีการตรวจสอบถึงความเหมาะสม และถ้ามีการร้องเรียนถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกของfanpage จะทำการปิดเพจนั้นโดยทันที
Tradeoffs :
ข้อดี เป็นการป้องกันกลุ่มนอกกฏหมาย หรือ การล่าแม่มดยุคอารยะ
ข้อเสีย อาจทำให้เสียผุ้ใช้จากการไม่พอใจในการสั่งปิด หรือผู้ใช้อาจมองว่าเราละเมิดได้
What are lessons learned from case?
Network effect คือสิ่งสำคัญ
จากกรณีศึกษาพบว่าคุณค่าสำคัญที่ทำให้ Facebook มีมูลค่ามหาศาลคือ Network effect เนื่องจากมีผู้ใช้จำนวนมหาศาลส่งผลให้ Facebook มีอำนาจต่อรองสูง และมีมูลค่าตลาดถึง 25,000 ล้านเหรียญ
จะทำอะไรต้อง User Friendly
จากกรณีศึกษาพบว่าFacebook เป็นอะไรที่ user friendly Facebook ใช้ง่ายไม่ต้องมีการเขียน code หรืออะไรสามารถเข้าถึง website ได้รวดเร็วเชื่อมต่อได้ง่าย มีการตั้งค่าสิทธิส่วนบุคคล ว่าเราจะเผยแพร่อะไร ไม่เผยแพร่อะไรให้สาธารณะชนทราบ และจากการที่ผู้บริโภคมีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคลได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีการแบ่งปันกันมากขึ้น
ความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญ
สืบเนื่องจาก User Friendly การที่ผู้บริโภคยอมแบ่งปันข้อมูลต่างๆใน Facebook สิ่งสำคัญคือเขาเชื่อถือ Facebook จากการที่ผู้บริโภคมีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคล จึงทำให้ Facebook มีความน่าเชื่อถือโดย1 ใน 3 ของผู้ใช้ Facebook จะเปิดเผยเบอร์โทรศัพท์มือถือบนเว็บไซต์ด้วย
Continuous improvement
การจะทำอะไรต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Facebook เมื่อออกรูปแบบแรกมา โดยให้เมล .edu ก่อน ก็ได้พัฒนารูปแบบต่อมาเรื่อยๆให้ใช้เมลอื่นนอกจาก .eduได้ มีการสร้าง New Feeds ในปี 2006 กล่าวคือ Facebook ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา จึงสามารถกุมใจผุ้บริโภคได้ทั่วโลก
ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์
จะเห็นได้ว่า Mark เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ เริ่มจากเขาเห็นว่า Harvard ไม่มีหนังสือรุ่นออนไลน์ เขาจึงได้พัฒนาต่อมาเมื่อเห็นโอกาสก็ทำเป็น Facebook เมื่อYahoo มาขอซื้อ พันล้าน เขาก็มองเห็นว่า มูลค่าต้องสูงกว่านั้น เมื่อNew feeds ออกมามีผู้ต่อต้าน เขาก็รีบแก้ปัยหาก่อนบานปลาย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า วิสัยทัศน์ของผู้นำคือตัวชี้เป็นตายองค์กร
What might have you done differently as the focal manager in the case?
1.มีการกรองapplication กล่าวคือมีการให้ผู้พัฒนา application มาทดลองให้ผู้บริโภคใช้ applicationของเขา ผ่าน Facebook เป็นเวลา 1 เดือน โดยให้ส่วนแบ่งของรายได้ตามปกติ แล้วทำการประเมิณโดยถ้าเกิด ความนิยมอยู่ใน 10 อันดับสุดท้าย applicationนั้นก็จะต้องถูกถอนออกจาก Facebook การกระทำเช่นนี้เป็นการป้องกัน application ที่ด้อยคุณภาพและส่งเสริมให้นักพัฒนาapplication ทั้งหลาย มีความตื่นตัวไม่หยุดนิ่ง
2.มีการจัด Work shop ให้เหล่า นักพัฒนา application กล่าวคือมี applicationจำนวนมากที่ไม่ประสบความสำเร็จเราจึงมีการจัด work shop เป็นระยะๆเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เหล่านักพัฒนา application แนะนำถึงความต้องการของตลาด application แบบไหนเป็นที่นิยม นอกจากขีดความสามารถของเขาจะสูงขึ้น ยังจะสามารถสร้าง application ที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้สูงขึ้นด้วย
How do you Evaluate the case?
เดือนพฤษภาคม 2007 บริษัทได้เปิดตัว Facebook Platform ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือสำหรับสร้าง application ต่างๆโดยมี 3 องค์ประกอบคือ
1.application programming interface (API)
2.query language และ
3.markup language
เมื่อมีการสร้าง Facebook Platform ส่งผลให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยหลังจากออก Facebook Platform ได้ 3 เดือนก็มี application เกิดขึ้นมากกว่า 3,000 application เดือนมกราคม 2008 จำนวน application มีมากถึง 13,000 application และมีผู้สร้าง application ใน Facebook มากถึงประมาณ 100,000 ราย ซึ่งการเติบโตของapplications ช่วยให้ facebook เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น
ในเดือนสิงหาคม ปี 2007 หนึ่งในสามของการเข้าเล่น Facebook เป็นการเข้ามาเพื่อใช้applications ต่างๆใน Facebook และการใช้ดังกล่าวก็ทำให้เวลาการใช้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 18% ของเวลาการใช้งานในเว็บไซต์ทั้งหมด ซึ่งการที่ Facebook พัฒนา Platform ทางกลุ่มมองว่าเป็นการสร้าง Value added ให้แก่ Facebook เพราะ Platform ทำให้เกิด application ขึ้นจำนวนมาก ทำให้ผู้ใช้ Facebook ใช้เวลาอยู่กับเรานานขึ้น มีTopic ที่จะแชร์กับเพื่อน มีกิจกรรมที่จะทำร่วมกับเพื่อนใน Facebook มากขึ้น การพัฒนา Platform ของ Facebook จึงเป็นการสร้าง competitive advantage ที่สำคัญประการหนึ่ง
แต่ทางกลุ่มยังมีข้อสังเกตุบางงประการ เกี่ยวกับการพัฒนา Platform ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ Facebook ควรนำไปหาหนทางแก้ไข
- ประการแรก applicationแม้สร้าง Value add ให้ Facebook แต่ตัว applicationเองไม่ได้เป็นที่นิยมทุก application ซึ่ง บางapplication ก็ขาดทุนซึ่งในกรณีนี้อาจสร้างปัญหาให้ Facebook ในภายหลัง
- ประการที่สอง มีapplication ประเภท phishing เกิดขึ้นใน Facebook ซึ่งน่าจะกลายเป็นปัญหาภายหลังได้ ซึ่ง Facebookต้องระวังให้ดี
Update Information
1.เปลี่ยนเองได้เลยกับ Facebook Profile แบบใหม่
เห็นมีหลายคนที่ Profile Facebook ยังเป็นแบบเก่า และอยากจะเปลี่ยนเป็นของใหม่เพือสามารถสร้างสรรค์ Profile เก๋ๆ สามารถทำได้เว็บนี้ www.fbcrop.com ซึ่งจะได้เห็นหน้าตาเว็บดังภาพแรกด้านล่างนี้ ถ้าใครยังที่ยังมี Profile แบบเดิม ให้คลิกที่ ‘Get the New Profile here’ ด้านบาตามที่ลูกศรชี้ไว้ Facebook Profile ของคุณก็จะกลายเป็นแบบใหม่ในทันที
และหากต้องการเพิ่มลูกเล่นให้กับหน้า Profile ก็โปรดสังเกตทางด้านขวามือ ซึ่งมีวิธีการให้คุณเรียบร้อยแล้ว เพียง browse ภาพที่ต้องการจากเครื่องคอมพิวเตอร์ คลิกที่ ‘Submit’ และปรับแต่งภาพทางด้านซ้ายมือได้ตามต้องการ
ภาพกล่องสีเหลี่ยมบางๆ ที่เห็นนี้ เป็นการวางตำแหน่งของภาพที่ต้องการให้ปรากฏบน Profile ซึ่งสามารถยืดหดได้ตามต้องการ เมื่อตำแหน่งโอเคแล้ว ก็คลิก ‘Proceed to Step 3′ เจ้าโปรแกรม fbcrop ก็จะตัดภาพให้ในแบบที่เสร็จเรียบร้อยให้คุณอัพโหลดขึ้นใช้เป็น Facebook Profile ของคุณได้เลย
2.Facebook Phone สมาร์ทโฟนเจ๋งๆ จาก Facebook !!!
ในงาน Mobile World Congress 2011 ระหว่างวันที่ 14-17 กพ
ที่บาเซโลนา สเปน เราอาจจะได้เห็น Facebook smart phone เป็นครั้งแรก รายงานจากเว็บไซต์ Pocket Now อ้างว่า สมาร์ทโฟน INQ Cloud Touch จริงๆ แล้วมันก็คือ Facebook Phone นั่นเอง ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ข้อมูลรับรองการทดสอบการทำงานของ Bluetooth ของ INQ Cloud Touch ได้เผยแพร่ออกมาบนเน็ต โดยส่วนหนึ่งของข้อความที่อธิบายคุณสมบัติการทำงานเบื้องต้นระบุว่า INQ Cloud Touch เป็นสมาร์ทโฟน Android ที่มาพร้อมกับระบบการใช้งานเมสเสจที่เร็วกว่า และฉลาดกว่า โดยมันได้รับการออกแบบให้สอดรับกับรูปแบบการสื่อสารของผู้ใช้ได้อย่างกลมกลืนที่สุด และมีเอ็นจิ้นของ Facebook เป็นแกนหลักอยู่ภายใน คุณสมบัติการทำงานที่หน้าโฮมจะมีหลายตำแหน่งที่เข้าถึงฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ บน Facebook ในขณะที่ส่วนแสดงผลต่างๆ ของ Widget จะสามารถอัพเดตสถานะ อัลบั้ม วิดีโอ และภาพถ่ายดิจิตอล" ข้อความที่หลุดออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า INQ กำลังซุ่มพัฒนา Facebook Phone (INQ Cloud Touch) แถมยังมีพิรุธที่ชัดเจนตรงที่พยายามลบข้อความที่เกียวกับคำอธิบายตัวผลิตภัณฑ์ออกไปภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่ง Mark Zuckerberg คงไม่ค่อยอยากให้ข่าวเกี่ยวกับ Facebook Phone เผยแพร่ออกไปในขณะนี้ อย่างไรก็ดี ตามรายงานข่าวอ้างว่า INQ Cloud Touch จะสามารถวางตลาดในยุโรปได้ในอีก 2 - 3 เดือนข้างหน้า แม้ Zuckerberg จะได้เคยบอกว่า ไม่มีแผนการที่จะออก Facebook Phone แต่บางทีหลังจากนั้นอาจเปลี่ยนใจ โดยเฉพาะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เราอาจได้เห็น Zuckerberg ถือ Facebook Phone แบบเดียวกับที่เคยเห็น Steve Jobs ถือ iPhone ก็ได้
3. Facebook Messages โฉมใหม่ ไม่ใช่แค่อีเมล
จากข่าวลือว่า Facebook จะเปิดบริการอีเมลของตัวเอง ในการแถลงข่าวเมื่อคืนนี้ผิดจากที่คาดการณ์กันอยู่บ้าง เพราะ Facebook ไม่ได้เปิดตัวอีเมล แต่ "ยกเครื่อง" ระบบ Facebook Messages แทน
ระบบ Facebook Messages ตัวใหม่จะทำหน้าที่เป็น "ศูนย์กลาง" ของการสื่อสาร 4 ประเภท ได้แก่ ข้อความภายใน Facebook, อีเมล, แชท และ SMS (Mark Zuckerberg บอกว่าในอนาคตอาจเพิ่ม VoIP แต่ตอนนี้เอาเฉพาะการสื่อสารแบบข้อความก่อน)
การสื่อสารแต่ละแบบมีลักษณะดังนี้
• ข้อความภายใน ไม่ต่างจากระบบปัจจุบัน เป็นการส่งข้อความกันระหว่างเพื่อนใน Facebook
• Facebook Chat อันนี้จะคล้ายๆ กับ Google Talk ครับ คือตอนแชทก็แชทกันไปผ่านหน้าแชท แต่ Facebook จะเก็บ log เอาไว้ในหน้า Messages ให้ด้วย และถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออฟไลน์อยู่ ข้อความจะแสดงในหน้า Messages ให้แทน
• SMS ผมเข้าใจว่าใช้ได้เฉพาะในอเมริกา สำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถส่งข้อความหาเพื่อนๆ โดยส่งไปที่เบอร์ 32665 (FBOOK) แล้วระบุชื่อเพื่อนกับข้อความ ที่เหลือ Facebook จะจัดการส่งให้ และข้อความจะไปเข้าหน้า Messages ของเพื่อนเรา
• อีเมล ผู้ใช้ Facebook จะได้อีเมล @facebook.com (ต้องสมัครกันเอง ซึ่งจะสมัครได้ต่อเมื่อเราได้ Messages แบบใหม่แล้ว) ถ้าเพื่อนเราที่ไม่ได้ใช้ Facebook ต้องการสื่อสารกับเรา ก็อีเมลเข้ามาที่ @facebook.com ข้อความจะถูกส่งเข้ามาที่ Messages
จะเห็นว่า Facebook พยายามรวมการติดต่อสื่อสารแบบอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ที่ Facebook Messages ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง
ส่วนหน้าเว็บของ Facebook Messages จะถูกปรับปรุงเช่นกัน (ในอนาคต โปรแกรมเวอร์ชันมือถือจะรองรับ Messages แบบใหม่ด้วย)
• ระบบข้อความแบบใหม่จะไม่มีช่อง subject, to, cc เพื่อความง่าย คลิกชื่อเพื่อนแล้วพิมพ์ข้อความแบบเดียวกับโปรแกรม IM ทั้งหลาย
• การแสดงข้อความจะทำเป็น conversation view ระหว่างเรากับเพื่อนคนนั้นๆ ไม่ได้แยกตามแต่ละข้อความเหมือนอีเมลปัจจุบัน
• รองรับระบบ group, forward, และการแนบไฟล์
• กล่องข้อความจะใช้ระบบที่เรียกว่า Social Inbox คือแสดงเฉพาะข้อความจากเพื่อนใน Facebook เท่านั้น (เพราะถือว่าเป็นคนสำคัญ) สำหรับข้อความจากคนที่ไม่ใช่เพื่อน หรือคนนอก Facebook จะส่งเข้ากล่อง Other แทน แนวคิดจะคล้ายกับ Priority Inbox ของ Gmail
Facebook จะค่อยๆ ปล่อย New Messages ให้ผู้ใช้ทีละกลุ่มจนครบในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ใครได้ก่อนจะรีวิวส่งเข้ามาก็ยินดีครับ





