Case Paper Group 5-1 Costa Rica

Building a Cluster: Electronics and Information Technology in Costa Rica

Part I: Summary of the case

ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.1994 ขณะที่ José María Figueres เป็นประธานาธิบดี เศรษฐกิจของ Costa Rica มีพื้นฐานอยู่บนเกษตรกรรม สิ่งทอ และการท่องเที่ยว รัฐบาลชุดใหม่นี้ได้นำเอาแนวคิดเศรษฐกิจแบบใหม่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่ต้องพึ่งพิงแรงงานและสินค้าเกษตรกรรม มาเป็นการแข่งขันที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1996 บริษัท Intel Corporation ประกาศว่าจะลงทุน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างโรงงานประกอบและทดสอบไมโครโปรเซสเซอร์ (ATP) ในประเทศ Costa Rica โดยโรงงานของ Intel นี้ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับให้พื้นที่นี้เป็น Electronics and Information Technology Cluster
Figueres ประธานาธิบดีของประเทศ Costa Rica ในขณะนั้น ได้กล่าวว่า เราจำเป็นต้องเพิ่มการรับรู้ถึงโอกาสเดียวที่ Costa Rica มีอยู่ เราจำเป็นที่จะต้องสร้างวิสัยทัศน์ระดับชาติร่วมกัน ประธานาธิบดี Figueres และคณะได้ให้ความสำคัญถึงขั้นตอนในการพัฒนา cluster และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ระดับขั้นต่อไปในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของลาตินอเมริกาและของโลก

Overview of Costa Rica
ประเทศ Costa Rica ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกากลาง มีประชากรประมาณ 3.5 ล้านคนในปี ค.ศ.1996 มีพื้นที่ทั้งหมด 51,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีขนาดใกล้เคียงกับรัฐ West Virginia ภาษาทางการคือภาษาสเปน แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลาย เมืองหลวงของประเทศ Costa Rica คือ San José
Costa Rica มีขนาดประมาณ 180 กิโลเมตร (13 ไมล์) ขนาบข้างด้วยฝั่งมหาสมุทร Pacific และมหาสมุทร Atlantic
ประเทศ Costa Rica เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Switzerland of Latin America และเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเสถียรภาพทางการเมือง ความสงบสุข และเป็นประชาธิปไตย ผู้ที่เป็นฮีโร่ คือ José “Don Pepe” Figueres Ferrer ซึ่งเป็นบิดาของ José María ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในปี 1948 เป็นผู้กำหนดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศ Costa Rica มีเสถียรภาพทางการเมือง
นอกจากนี้ ศาลในประเทศ Costa Rica ก็ได้ชื่อว่าเป็นศาลที่มีความเที่ยงตรง และมีความเป็นอิสระ โดยตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลฎีกานั้น จะมีการเลือกทุกๆ 8 ปีโดยสภานิติบัญญัติ เพื่อที่จะลดทอนอำนาจของรัฐสภา (การเลือกตั้งรัฐสภาจะมีขึ้นทุกๆ 4 ปี) โดยมีกระบวนการการเลือกที่โปร่งใสและเป็นที่ยอมรับ
ประเทศ Costa Rica มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในลาตินอเมริกา โดยในปี ค.ศ.1990 ถึง ค.ศ.1995 มีการใช้จ่ายไปเพื่อการสาธารณสุขถึง 7% ของ GDP (Gross Domestic Product) ซึ่งนับว่ามากที่สุดในประเทศแถบลาตินอเมริกา ในปี 1996 อายุเฉลี่ยของประชากรในประเทศ Costa Rica คือ 76.8 ปี ซึ่งสูงกว่าอายุเฉลี่ยของประเทศในแถบลาตินอเมริกา (68.5 ปี) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอุตสาหกรรม (74.3 ปี) นอกจากนั้น อัตราเด็กทารกที่เสียชีวิตเมื่อแรกเกิดยังต่ำเป็นลำดับที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศแถบลาตินอเมริกา และด้วยสาเหตุเหล่านี้ ทำให้ประเทศ Costa Rica เป็นที่ดึงดูดผู้ที่สนใจในเรื่องของการรักษาพยาบาล
การศึกษาก็เป็นส่วนที่สำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจ โดยในรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ค่าใช้จ่ายที่จะใช้จ่ายเพื่อการศึกษาต้องไม่ต่ำกว่า 6% ของ GDP การศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดให้นักเรียนต้องผ่าน grade 9 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทำให้อัตราประชากรที่อ่านออกเขียนได้ในประเทศ Costa Rica สูงถึงกว่า 95%

Economic History
ตั้งแต่เป็นอิสระจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศสเปนในปี ค.ศ. 1821 เศรษฐกิจหลักของประเทศ Costa Rica มาจากภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะ กาแฟ ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศและสภาพดินภายในประเทศ และกาแฟก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญลำดับแรกของประเทศ สำหรับในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 เนื้อวัวและน้ำตาลได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 ภาคเกษตรกรรมของประเทศมีการเจริญเติบโตมาก แต่ค่อยๆ เติบโตในอัตราที่ลดลง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขนส่ง สื่อสาร และภาคสถาบันการเงินมีอัตราเติบโตเพิ่ม

Central American Common Market (CACM)
ตลาดร่วมอเมริกากลาง (CACM) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1960 ประกอบไปด้วย ประเทศสมาชิกทั้งหมด 4 ประเทศ คือประเทศ Guatemala, El Salvador, Honduras และ Nicaragua ส่วนประเทศ Costa Rica นั้นได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1963
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งตลาดร่วมอเมริกากลางคือเพื่อลดการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ส่งเสริมการส่งออก และสนับสนุนสินค้าอุตสาหกรรมระหว่างกัน ซึ่งมีกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด 239 ประเภท นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรการค้าเสรีลาตินอเมริกัน (Latin American Free Trade Association)
การจัดตั้ง CACM เป็นผลให้เกิดการค้าเพิ่มขึ้นระหว่างประเทศในอเมริกากลาง (Central American countries) ซึ่งเติบโตขึ้นจาก 7% ในปี ค.ศ.1960 เป็น 26% ในปี ค.ศ.1970 และนอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านคมนาคมขนส่ง การสื่อสารโทรคมนาคม และสาธารณูปโภค รวมทั้งการจัดตั้ง the Central American Bank for Economic Integration (BCIE) ขึ้นในภูมิภาคอีกด้วย
การที่ Costa Rica เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ CACM เป็นผลให้อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 13.8% ของ GDP ในปี ค.ศ. 1960 เป็น 18.6% ในปี 1970 อุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุด คือ อุตสาหกรรมประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เสื้อผ้า และ เครื่องนุ่งห่ม

CACM’s Collapse
ถึงแม้ว่าการก่อตั้ง CACM จะเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ CACM ก็ได้ดำเนินไปภายใต้ความตึงเครียด เนื่องจากรายได้หลักของรัฐบาลมาจากภาษีนำเข้า ดังนั้น การก่อตั้งเขตการค้าเสรี หรือ CACM ทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลง และในปี ค.ศ. 1970 การรวมกลุ่ม CACM ได้หยุดให้ความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่เป็นธรรมด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างกัน
นอกจากนี้ Honduras ยังได้ถอนตัวออกจาก CACM ในปี ค.ศ. 1970 หลังจากขัดแย้งกับ El Salvador ทางด้านการค้า การลงทุน และปัญหาการย้ายถิ่นที่อยู่

Post-CACM Recovery
เศรษฐกิจของ Costa Rica เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ. 1976, 1977 และ 1978 เนื่องมาจากการขยายตัวของภาคการส่งออก ทว่าปี ค.ศ. 1979 ถึง ปี ค.ศ. 1982 GDP กลับลดลง สาเหตุมาจากค่าของเงินที่อ่อนตัวลง ทำให้ราคาของการนำสินค้าเข้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่ปริมาณความต้องการในการส่งออกกลับลดลง โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1982 ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 90% และมีอัตราการว่างงานคิดเป็น 9%
รัฐบาล Costa Rica จึงได้ตัดสินใจดำเนินการตัดค่าใช้จ่ายในส่วนของรัฐทิ้ง และลดการจ้างงานในส่วนของภาครัฐลง แต่จะเก็บค่าภาษีการค้า ภาษีภาคการส่งออก และภาษีรายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น รวมทั้งขึ้นราคาสินค้าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า และ การสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้น
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 รัฐบาล Costa Rica มีนโยบายส่งเสริมการส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ CACM และสร้างแรงจูงใจให้กับบริษัทต่างๆ โดยการให้เครดิตทางภาษี ลดภาษีการส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการให้กู้ยืมเงินผ่านระบบธนาคารสำหรับบริษัทที่จะส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก และรัฐบาลยังได้ออกแบบจัดตั้งโปรแกรมให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ส่งออก รวมไปถึงปรับปรุงสนามบิน ท่าเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้ง รัฐบาลยังมีการจัดตั้งองค์กรใหม่ๆ ขึ้นอีกมากมาย เช่น Center for the Promotion of Exports (PROCOMER), the investment attraction agency (CINDE), the Ministry of External Trade (MINEX) และ the Chamber of Costa Rican Exporters (CADEXCO)
และในปี ค.ศ. 1981 Costa Rica ได้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อสร้าง Zonas Francas หรือเรียกว่า export-processing zone มาใช้เพื่อดึงดูดนักลงทุน
ในระหว่างปี ค.ศ. 1980 และ 1990 ที่ GDP per Capita ของ Costa Rica ได้เพิ่มขึ้นจาก $2,870 เป็น $4,600 และมูลค่าการส่งออกเติบโตขึ้นจาก $1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น $1.45 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่สัดส่วนการส่งออกสินค้าแปรรูป เพิ่มขึ้นจาก 43% เป็น 56% ของสินค้าส่งออกรวมทั้งหมด และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เติบโตเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 9% ของ GDP ซึ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ

The Cost Rican Economy in 1996
ในปี ค.ศ. 1996 GDP ของ Costa Rica อยู่ที่ $9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นปริมาณ GDP per capita ประมาณ $5,800 เหรียญสหรัฐ มีมูลค่าการส่งออกรวม $3.75 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้รวมสินค้าส่งออกอันประกอบไปด้วย กล้วย ($631 ล้านเหรียญสหรัฐ) และกาแฟ ($385 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยในส่วนของอุตสาหกรรมด้านบริการหลักๆ จะอยู่ที่ การท่องเที่ยว ซึ่งสามารถสร้างรายได้อยู่ที่ $664 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1996 ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ 6.2% แต่ Costa Rica ยังมีการจ้างงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมากกว่า 500,000 คน อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 22.2% ในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990 ในขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่อ dollar สหรัฐ อ่อนตัวลงอยู่ที่ 17% ณ ขณะนั้น
จากการศึกษาของกระทรวงคมนาคมแสดงให้เห็นว่า ในปี ค.ศ. 1996 มีถนนหลวงเพียงแค่ 6% เท่านั้นที่อยู่ในสภาพดี 28% อยู่ในขั้นพอใช้ และ 66% อยู่ในสภาพที่แย่และยังคงต้องปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างสนามบินกับ Zona Franca (export-processing zone) นั้นถือว่ามีคุณภาพที่ดี สนามบิน San José ซึ่งบริหารโดยกระทรวงคมนาคมนั้นถือว่า เป็นสนามบินที่ดีที่สุดในอเมริกากลาง (Central America) โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 1.7 ล้านคน และรองรับคลังสินค้าได้ถึง 113,000 ตัน ในปี ค.ศ. 1996 การเดินทางไป Costa Rica โดยเครื่องบิน ใช้เวลา 2.5 ชั่วโมงเท่านั้นหากเดินทางจาก Miami และเพียง 6.5 ชั่วโมง หากเดินทางจาก Los Angeles นอกจากนี้ Costa Rica ยังเป็นประเทศที่มีเมืองท่าอยู่ติดทั้งชายฝั่งมหาสมุทร Atlantic และมหาสมุทร Pacific ซึ่งทั้งสองฝั่งนั้นใช้เวลาเดินทางจากสนามบิน San José เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ท่าเรือของ Costa Rica ซึ่งบริหารและควบคุมโดยรัฐบาลนั้นเป็นท่าเรือที่ดีที่สุด ทั้งการส่งออกและนำเข้าในอเมริกากลาง สามารถรองรับเรือได้ถึง 2,433 ลำ ซึ่งคิดเป็น 6.7 ล้านตัน ในปี ค.ศ. 1996 เมืองท่าหลักของ Costa Rica อยู่ใน Limon ซึ่งอยู่ทางฝั่งมหาสมุทร Atlantic โดยมีเรือสินค้าสามารถใช้เวลาขนส่งได้เฉลี่ย 43 ชั่วโมงต่อรอบ เปรียบเทียบกับฮ่องกง ซึ่งเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลาเพียงแค่ 14 ชั่วโมงต่อรอบเท่านั้น
ในปี ค.ศ. 1996 Costa Rica มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดในอเมริกากลาง โดย 73% นั้นมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ การไฟฟ้าแห่ง Costa Rica หรือ the Costa Rican Institute of Electricity (ICE) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น มีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดถึง 89% และเป็นผู้ผูกขาดการจำหน่ายไฟฟ้า และการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งหมด ดังนั้นปัญหาการเกิดไฟฟ้าดับ ความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า และความไม่แน่นอนของความถี่ระบบไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยปกติ ซึ่งในปี ค.ศ. 1996 นั้น มีผู้ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยที่ประสบปัญหาไฟฟ้าขัดข้องต่อปี คิดเป็น 28.5 ชั่วโมง เพิ่มสูงขึ้นเป็น 38.7 ชั่วโมง โดยที่ปราศจากไฟฟ้าใช้
ประเทศ Costa Rica ได้มีการพัฒนาระบบการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งพัฒนาระบบการสื่อสารทางไกล ระบบสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือ ระบบสื่อสารมือถือผ่านดาวเทียม ตลอดจนการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารผ่าน fiber-optic ระบบ ISDN และการให้บริการ multimedia ในปี ค.ศ. 1996 Costa Rica มีปริมาณคู่สายโทรศัพท์หนาแน่นสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในลาตินอเมริกา ด้วยสัดส่วนถึง 16 คู่สาย ต่อประชากร 100 คน และมีคู่สายโทรศัพท์มือถือ และเครือข่าย fiber-optic ถึง 45,000 คู่สาย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรมหลักอย่างทั่วถึง
ประเทศ Costa Rica นั้นมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในอเมริกากลาง คิดเป็นอัตราส่วนประชากรที่รู้หนังสือสูงที่สุดถึง 95% โดยในปี ค.ศ. 1994 ได้มีการเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอน 2 ภาษา (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ) ในระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งจำนวนเด็กนักเรียนในหลักสูตรนี้ได้เพิ่มจาก 10,000 คน ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1994 เป็น 101,000 คน ในปี ค.ศ. 1996 คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของจำนวนเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาทั้งประเทศ
ประเทศ Costa Rica มีมหาวิทยาลัยของรัฐ 4 แห่ง และยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนอีกจำนวน 32 แห่ง คิดเป็นจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 85,000 คน โดยในปี ค.ศ. 1996 มีนักศึกษาในสาขาวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 12,000 คน และสาขาบริหารธุรกิจอีก 10,000 คน ซึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 นั้นมีจำนวนช่างเทคนิคที่จบการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวะทั้งสิ้น 19,000 คน นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1996 ยังมีนักศึกษาจำนวน 3,800 คน ที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา
ในปี ค.ศ. 1988 ได้มีการรณรงค์ให้มีการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มีการฝึกอบรมครูให้มีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้เป็นสื่อในการสอน ต่อมาปี ค.ศ. 1996 ก็มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 50,000 คน (เท่ากับ 1.5% ของประชากรทั้งหมด) และในปีนั้นปีเดียว จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็เติบโตสูงขึ้นถึง 120% ในตอนเริ่มต้นการบริหารงานของประธานาธิบดิ Figueres นั้น ได้เริ่มต้นรณรงค์ดังที่กล่าวมานี้ โดยได้มีการติดตั้งห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนของรัฐ โดยในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1998 การฝึกอบรมคอมพิวเตอร์นี้มีถึง 50% ของโรงเรียนประถมทั้งหมดและกว่า 80% ในโรงเรียนมัธยม ซึ่งโครงการนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะทำให้นักเรียนมัธยมหันมาใช้ e-mail สูงถึง 300,000 คน ในตอนสิ้นปี ค.ศ. 1998
รัฐบาลได้ลงทุนประมาณ 1.1% ของ GDP ในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายงานว่ามีศูนย์วิจัยถึง 167 แห่ง ใน Costa Rica แบ่งเป็น การวิจัยเกี่ยวกับทางการเกษตร 28%, การวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ 24%, การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 21%, การวิจัยพื้นที่ทางด้านเทคนิคและวิศวกรรม (ไม่เกี่ยวกับทางการเกษตร) 18% และอีก 9% เป็นการวิจัยทางด้านสุขภาพ และจำนวนประชากร Costa Rica ที่อยู่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อประชากร 1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 29% ใน ปี ค.ศ. 1996 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในประเทศลาตินอเมริกาอยู่ 30% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศทางยุโรปตะวันตกอยู่ 48%
กฎหมาย กฎเกณฑ์ และข้อปฏิบัติของประเทศ Costa Rica ไม่ได้แตกต่างกันระหว่างบริษัทภายในประเทศกับบริษัทต่างชาติ ทำให้ไม่มีการควบคุมการโอนย้ายกำไร การโอนย้ายเงินทุน หรือแม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ จึงมีการร่างกฎหมายซึ่งครอบคลุมสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ การออกแบบอุตสาหกรรม และ model (ประกาศเป็นกฎหมาย ในปี ค.ศ. 1983) เพื่อป้องกันกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์การค้าระหว่างประเทศโดยปราศจากการยินยอมจากเจ้าของ อีกทั้งกฎหมายนี้ ยังใช้สำหรับคุ้มครองโดยครอบคลุมถึงเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1994 Costa Rica ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายทางด้านลิขสิทธิ์เพื่อให้มีบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น ประกอบไปด้วย การลงโทษทางอาญาต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ และการป้องกันที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์
กฎหมายป้องกันการผูกขาดได้ถูกอนุมัติโดยรัฐสภาในช่วงปีแรกของการบริหารงานของประธานาธิบดี Figueres ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรี และคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกฎหมายนี้ ได้ห้ามมิให้มีการผูกขาด ทุ่มตลาด หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการแทรกแซงประสิทธิภาพของตลาด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1995

Composition of the Economy
ในปี ค.ศ. 1996 Costa Rica ยังคงขึ้นอยู่กับภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่ แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยวก็มีอัตราส่วนที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยมีกล้วยเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญคิดเป็นมูลค่าถึง $631 ล้านเหรียญสหรัฐ การปลูกกล้วยนั้นจะปลูกแถวชายฝั่งมหาสมุทร Atlantic เป็นหลัก โดยมีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อันได้แก่ Chiquita, Dole, Del Monte, Fyffes และ Geest ซึ่งบริษัท Chiquita และ Dole นั้น ได้เริ่มดำเนินการในภูมิภาคนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และเป็นสองบริษัทส่งออกที่ใหญ่ที่สุดใน Costa Rica และกล้วยยังได้ถูกเพาะปลูกโดยชาวบ้านซึ่งถือเป็นผู้ผลิตรายย่อย และจะถูกขายให้กับบริษัทข้ามชาติต่อไป
กาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่เก่าแก่ที่สุด โดยมีการนำกาแฟเข้าสู่ประเทศในช่วงก่อนได้รับเอกราช ในปี ค.ศ. 1821 ตั้งแต่ช่วงล่าอาณานิคม Costa Rica ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีลักษณะเกษตรกรรมขนาดเล็กแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในแถบลาตินอเมริกา ในปี ค.ศ. 1996 กาแฟก็ยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศด้วยปริมาณการส่งออก $385 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกอื่นๆ เช่น น้ำตาล มีมูลค่า $44 ล้านเหรียญสหรัฐ และเนื้อวัว มูลค่า $42 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
ในช่วงทศวรรษ 1980 ได้มีกลยุทธ์การส่งออกที่หลากหลายมากขึ้น เป็นผลมาจากการขยายตัวภาคการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ โดยในปี ค.ศ. 1996 ได้มีการส่งออกสินค้าเกษตรมีมูลค่าถึง $561 ล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด) และยังมีการส่งออกปลาและสัตว์น้ำ มูลค่า $85 ล้านเหรียญสหรัฐ สับปะรดมูลค่า $69 ล้านเหรียญสหรัฐ กุ้ง มูลค่า $58 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม้ประดับ มูลค่า $48 ล้านเหรียญสหรัฐ และแตงโม มูลค่า $45 ล้านเหรียญสหรัฐ
Costa Rica มีภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่เข้มแข็งมาก โดยมีมูลค่าการส่งออกรวม $1,369 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 45% ของการส่งออกรวมทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1996 สินค้าส่งออกในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งทอ (มูลค่า $674 ล้านเหรียญสหรัฐ) การแปรรูปอาหาร (มูลค่า $278 ล้านเหรียญสหรัฐ) เคมี (มูลค่า $141 ล้านเหรียญสหรัฐ) ผลิตภัณฑ์พลาสติกและยาง (มูลค่า $107 ล้านเหรียญสหรัฐ) และอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก (มูลค่า $72 ล้านเหรียญสหรัฐ)

Zonas Francas
คล้ายกับประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ Costa Rica ได้ใช้ export-processing zone (Zonas Francas) เป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และส่งเสริมการส่งออก โดยทั่วไปแล้ว Zonas Francas จะเป็น zone ที่ให้บริษัทส่งออกต่างชาติได้รับการยกเว้นภาษี มีการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์อย่างไม่มีข้อจำกัด มีขั้นตอนของศุลกากรที่น้อยกว่า รวมไปถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ
Zonas Francas เกิดขึ้นทั่วโลกมากกว่า 200 แห่ง ใน 50 ประเทศ ในปี ค.ศ. 2006 และมีการแพร่หลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศต่างๆ ต่างต้องการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจเป็นการสนับสนุนการส่งออก ในส่วนของ export-processing zone (Zonas Francas) มีแนวโน้มว่าจะได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเบา เช่น อุตสาหกรรมการทอผ้า และอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วไป ได้แก่ อุตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมผลิตสินค้ากีฬา อุตสาหกรรมของเล่น และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร Zonas Francas ในประเทศเกาหลีใต้, มาเลเซีย, ไต้หวัน, สิงคโปร์, และเม็กซิโก ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ ในขณะที่อุตสาหกรรมการทอผ้าจะพบมากในประเทศโคลัมเบีย, สาธารณรัฐโดมินิกัน, จาไมกา, มอริเชียส, บังคลาเทศ และฟิลิปปินส์
Zonas Francas หรือ free zone ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดนั้นอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งบริษัทต่างๆ มีแนวโน้มให้ความสนใจในการลงทุนเพิ่มขึ้น และเกี่ยวข้องทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ เขตอาเซียนกลาง (median Asian zone) มีการจ้างงานถึง 10,500 คน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับลาตินอเมริกา (มีการจ้างงาน 3,500 คน) การดำเนินงานของบริษัทในเขตอาเซียนนั้น มีแนวโน้มที่จะพัฒนาการประสานงานระหว่าง supplier และลูกค้า ในระดับเศรษฐกิจภายในประเทศและยังคงรักษาการทำธุรกิจในประเทศนั้นเป็นระยะเวลานาน
แม้ว่าเขตอุตสาหกรรมปลอดภาษีนี้ จะมีข้อดีต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดให้มีการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะเมื่อบริษัทเหล่านี้มาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ ก็จะต้องใช้ระบบสาธารณูปโภคในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การใช้น้ำ ไฟ หรือถนน ทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มการลงทุนในด้านต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น และการที่รัฐบาลพยายามป้อนระบบสาธารณูปโภคที่ดีให้แก่โรงงานเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้งบประมาณในการดูแลระบบสาธารณูปโภคในส่วนอื่นๆ ของประเทศน้อยลง ทำให้ประเทศพัฒนาเพียงเฉพาะส่วน นอกจากนั้น โรงงานเหล่านี้ ยังมักจะปล่อยน้ำเสีย และมลพิษต่างๆ ออกมามากมาย ซึ่งถ้าหากรัฐฯไม่มีระบบจัดการมลพิษที่ดีพอก็จะส่งผลเสียต่อประเทศได้ และแม้ว่ารัฐฯจะสามารถจัดการกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้ดีไม่ว่าจะเป็น เรื่องระบบสาธารณูปโภคหรือเรื่องการดูแลด้านมลพิษ การพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติมากจนเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อประเทศเนื่องจากทำให้การลงทุนภายในประเทศอ่อนแอ และบริษัทที่มาลงทุนก็จะถ่ายโอนกำไรกลับไปยังประเทศแม่ซึ่งจะทำให้ประชาชนในประเทศที่บริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุนเป็นได้แค่เพียงลูกจ้าง เป็นได้แต่เพียงประชาชนชั้นสองของประเทศเท่านั้น
ใน Costa Rica การลงทุนโดยตรงจากประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก $162 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น $427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 1996 สัดส่วนของบริษัทต่างๆ ที่เริ่มเข้ามาดำเนินงานใน Zonas Francas ของประเทศ Costa Rica จะเป็นบริษัทสิ่งทอ เนื่องจากประเทศ Costa Rica มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ โดยปี ค.ศ. 1996 มีบริษัทถึง 192 บริษัท มาทำงานใน export-processing zone และสามารถสร้างงานได้ถึง 25,500 งาน เพิ่มขึ้นจาก 21,500 งาน ในปี ค.ศ. 1994 ในส่วนของสภาพการทำงาน (เงินเดือน ชั่วโมงการทำงาน ความปลอดภัย การให้บริการทางด้านสุขภาพ และอื่นๆ) ใน export-processing zone นั้นจะเท่ากับหรือไม่ก็ดีกว่าข้างนอกเขต
บริษัทในเขต Zona Franca แทบไม่ได้ขายสินค้าในตลาดของประเทศ Costa Rica เลย จะเป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ยอดส่งออกรวมจากเขต Zona Franca นี้มากถึง $643 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 1996 และในปีเดียวกันนั้น บริษัทใน Zona Franca ได้นำเข้าวัตถุดิบเป็นจำนวน $528 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปรียบเทียบกับการซื้อภายในประเทศ Costa Rica เอง เพียง $35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น
รัฐบาลของ Costa Rica ได้แบ่งโปรแกรมการพัฒนา supplier ออกเป็น 2 โปรแกรม โดยที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงกันระหว่างบริษัทที่ดำเนินงานในเขต Zonas Francas และบริษัทต่างๆ ภายในประเทศ โปรแกรมแรกถูกจัดการโดย PROCOMER หรือก็คือตัวแทนของรัฐบาลที่สนับสนุนการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ และจัดการทางด้าน export-processing zone ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลความต้องการการวัตถุดิบของบริษัทใน Zona Franca และสร้างฐานข้อมูลให้กับ supplier โปรแกรมที่สอง คือ CINDE เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีหน้าที่รับผิดชอบการสนับสนุนการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศใน Costa Rica ซึ่งประกอบไปด้วยการดูแลเรื่องความยุติธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและ supplier นอกจากนี้ บริษัทใน Zona Franca ใหญ่ๆ ได้เริ่มที่จะพัฒนาและสนับสนุนให้เกิด supplier ของตัวเองขึ้น แต่ผลลัพธ์นั้นยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่หวังไว้

The Figueres Economic Strategy
เมื่อ José María Figueres Olsen ได้กลายเป็นประธานาธิบดี ในช่วงปี ค.ศ.1994 นับว่าเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ Costa Rica ประธานาธิบดี Figueres เป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะความเป็นผู้นำและมีความสุภาพ เขาจบการศึกษาจาก U.S.Military Academy ที่ West Point และ The Kennedy School of Government ที่ Harvard University ก่อนหน้าที่ Figueres จะมาเป็นประธานาธิบดีของ Costa Rica ในปี ค.ศ.1987 ถึง 1988 เขาเคยรับตำแหน่งรองประธานาธิบดีของ Costa Rican Railroad Institute ปีค.ศ. 1988 เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ปีค.ศ.1988 ถึง 1990 เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และเป็นผู้จัดการทั่วไปของธุรกิจเกษตรของครอบครัว
นโยบายการบริหารของ Figueres แบ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ดังนี้
1.ลงทุนในส่วนของการพัฒนาด้านสังคม ที่จะทำให้ Costa Rica ก้าวไปสู่การเผชิญหน้าในยุคโลกาภิวัฒน์ ทั้งทางด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการศึกษา
2. ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. นโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่จะทำให้ Costa Rica ก้าวไปสู่การแข่งขันระดับโลก
ในส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ประธานาธิบดี Figueres มีวิสัยทัศน์ในการมุ่งเน้นให้ประเทศก้าวไปสู่การทำธุรกิจในระดับโลก เนื่องจากในยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นยุคที่ทำให้การติดต่อและการทำการค้าระหว่างประเทศทำได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ประธานาธิบดี Figueres จึงได้เน้นการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งเน้นในส่วนของการพัฒนาแรงงาน และการนำแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์
จากการที่ประเทศ Costa Rica เคยประสบปัญหาการย้ายฐานการผลิตของผู้ลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศมีค่าแรงที่สูงกว่าประเทศอื่นในช่วงปี ค.ศ. 1994 ถึงปี ค.ศ. 1995 ทำให้รัฐบาลต้องการแก้ไขนโยบายให้ประเทศมีข้อได้เปรียบ และดึงดูดให้ผู้ลงทุนจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในประเทศเหมือนเดิม ซึ่งในการแก้ปัญหาในส่วนนี้ รัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาไปในส่วนของปัญหาเดิมคือในเรื่องของค่าจ้างแรงงานที่สูง แต่มุ่งเน้นกลยุทธ์ในเรื่องของการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในเรื่องของความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งในส่วนของการเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศ Costa Rica ทั้งในส่วนของการพัฒนาแรงงาน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ในส่วนของระบบการศึกษา การพลังงาน ระบบขนส่งและการสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะทำให้ประเทศ Costa Rica มีความได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่นในการดึงดูดให้ผู้ลงทุนจากต่างประเทศกลับลงทุนในประเทศ Costa Rica อีกครั้ง
นอกจากนั้น ประธานาธิบดี Figueres ยังมีการทำสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในกลุ่มอเมริกากลางในการที่จะพัฒนากลุ่มประเทศให้มีการพัฒนาทางด้านการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน พัฒนาทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจะเน้นในส่วนของการร่วมมือในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ความร่วมมือในการช่วยสนับสนุนการลงทุน และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

The Emerging Electronics and Information Technology Cluster
ในปี 1996 เศรษฐกิจของประเทศ Costa Rica เริ่มเปลี่ยนรูปแบบเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าอิเลกทรอนิกส์ที่ซับซ้อนมากขึ้น นำไปสู่การส่งออกอุปกรณ์ทางการแพทย์ ($44 ล้าน) อุปกรณ์การสื่อสาร ($36 ล้าน) ที่เป่าผม ($45 ล้าน) นอกจากนี้ บริษัทซอฟต์แวร์ได้เกิดขึ้นอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากบริษัทใน Zona Franca มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย และบริษัทใหญ่อื่นๆ มีการประมาณว่ามีบริษัทที่ทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ 150 บริษัทในปี 1996

Intel’s Search for a New Manufacturing Site
ในปี ค.ศ. 1996 บริษัท Intel ต้องการหาสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อสร้างโรงงานประกอบและทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ATPs) แห่งใหม่ ซึ่งเป็นโรงงานที่ต้องมีการใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และมูลค่าการลงทุนต้องอยู่ในช่วง $100-$500 ล้านเหรียญสหรัฐ Intel แสวงหาสถานที่อยู่หลายประเทศ จนในที่สุดได้พบประเทศที่ตรงตามเป้าหมายคือประเทศที่อยู่ในกลุ่มยุโรปตะวันออก และกลุ่มประเทศในแถบลาตินอเมริกา แต่ Intel ไม่เลือกประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกเพราะอาจยังมีแนวคิดแบบสหภาพโซเวียตหลงเหลืออยู่ ดังนั้น จึงเลือกเป้าหมายอีกที่ คือประเทศแถบลาตินอเมริกา
Intel ได้มองหาประเทศที่มีความสมดุล ทั้งทางด้านโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี โดยจะพิจารณาทั้งทางด้านภาษี แรงงาน และสิ่งอำนวยความสะดวก/ความพึงพอใจ ตัวอย่างเช่น ในด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทาง Intel พิจารณานั้น แบ่งออกเป็น 3 ประการ คือ
1. สภาพแวดล้อมโดยรวม (เสถียรภาพทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ รัฐบาล ความสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรของ Intel)
2. โครงสร้างด้านสิ่งก่อสร้างทั่วไป (แรงงาน พลังงาน ท่าอากาศยาน ท่าเรือ ถนน)
3. โครงสร้างด้านการผลิต (suppliers ผู้ขาย ลูกค้า ระบบสัมปทาน)
จากแผนงานที่วางไว้ Intel มีรายชื่อประเทศที่จะทำการคัดเลือก 4 ประเทศ ในจำนวน
ประเทศทั้งหมดในแถบลาตินอเมริกา คือ บราซิล ชิลี คอสตาริกา และ เม็กซิโก
The Pursuit of Intel
ถ้า Costa Rica ได้รับเลือกให้เป็นฐานโรงงานประกอบและทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ATPs) ใหม่ของ Intel บริษัท Intel ต้องมีการลงทุนถึง $300-$500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเงินลงทุนจากบริษัทต่างประเทศที่มากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นใน Costa Rica โดยบริษัทเพียงแค่บริษัทเดียว โรงงาน ATP ของ Intel ถูกคาดหวังว่าจะสามารถสร้างงานได้ถึง 2,000 ตำแหน่งในปี ค.ศ. 1998 และ 3,500 ตำแหน่ง ในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งถือเป็น 20% ของตำแหน่งทางด้านการบริหารจัดการและตำแหน่งวิศวกรรม การส่งออกรวมคำนวณได้จากการลงทุน ซึ่งคาดว่าเป็นเม็ดเงินถึง $1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1999 และ $3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2000
ประธานาธิบดี Figueres ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบจากการลงทุนของ Intel ดังนี้
ในช่วงแรก การที่ Intel มาลงทุน ถือเป็นโอกาสที่ดีของ Costa Rica ไม่เพียงแต่ Costa Rica จะเป็นที่รู้จักเท่านั้น แต่ยังทำให้มีการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วย Intel ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่สะอาดด้วยการยึดถือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก แต่บริษัท Intel ยังคงมีความต้องการกลยุทธ์การลงทุน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหัพภาค ระบบการดูแลรักษาลูกค้าที่ดี การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพ และอื่นๆ จาก Costa Rica
ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1996 ทางทีมงาน Intel ได้มาพบกับตัวแทนธนาคารท้องถิ่น บริษัทที่ปรึกษาทางด้านบัญชี บริษัทที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย และบริษัททางด้านเทคโนโลยีต่างๆ โอกาสในการมาเยือน Costa Rica ของทีมงาน Intel ครั้งนี้ ทำให้ได้พบปะพูดคุยกับ นาย José Rossi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า และประธานาธิบดี Figueres
ในการพบปะพูดคุยกันครั้งแรก ประธานาธิบดี Figueres ได้ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของ Costa Rica ทางทีมงานของ Intel ได้ตอบว่า ทางด้านลบนั้น Costa Rica มีขั้นตอนการทำงานเกี่ยวกับทางราชการที่ช้ามาก และมีการคอรัปชันกันอย่างเปิดเผย ระบบการปกครองแบบผูกขาด แต่ยังคงให้เหตุผลที่จะเลือก Costa Rica เนื่องจาก Costa Rica เป็นประเทศเล็กๆ ทำให้สามารถเคลื่อนตัวได้เร็วและง่ายต่อการเข้าไปเปลี่ยนแปลงในการแข่งขันระดับโลก
และเนื่องจากผู้มีอำนาจในประเทศ Costa Rica ได้พยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ Intel ดังนั้น นโยบายของ Costa Rica จึงสามารถใช้ได้กับผู้อื่นที่จะมาลงทุนได้เช่นเดียวกัน
อุตสาหกรรมใน Costa Rica ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพลังงานมากนัก และทุกๆ อุตสาหกรรมถูกคิดค่าไฟฟ้าที่อัตราเดียวกันโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของอุตสาหกรรม ราคาค่าไฟฟ้าใน Costa Rica อยู่ในช่วง $0.07 และ $0.09 ต่อ kilowatt-hour ในขณะที่ Mexico เสนอราคา ให้กับ Intel เพียง $0.025 เท่านั้นเอง Intel ต้องการให้มีการจ่ายไฟให้กับโรงงานคงที่ โดยมีราคาต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ $0.05 ต่อ kilowatt-hour การไฟฟ้าของ Costa Rica สามารถที่จะจ่ายไฟได้เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน ATP แต่มีความผันผวนทางด้านความถี่และกำลังที่ยังไม่คงที่
โรงงานของ Intel จะตั้งอยู่ใกล้กับสนามบิน San José และใช้การขนส่งทางอากาศในการส่งออกผลิตภัณฑ์ ทางบริษัท Intel ต้องการจำนวนเที่ยวบินที่มากในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ Costa Rica และประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของมูลค่าการรับประกันสินค้า ในการขนส่งต่อ 1 เที่ยวบิน ตามข้อกำหนดของ Costa Rica
เกี่ยวกับข้อบังคับของ Zona Franca จะมีการเก็บภาษีจำนวน 1% จากสินทรัพย์ที่มีการลงทุน สำหรับ Intel ค่าภาษีนี้คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุดเท่ากับ $3 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมีการลงทุนทางด้านสินทรัพย์ที่สูง เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลิตสินค้า อีกทั้งทางเขต Zona Franca ยังมีข้อจำกัดเรื่องการยกเว้นการเก็บภาษีในส่วนของรายได้ เพิ่มสิทธิยกเว้นให้เพียง 12 ปีแรกที่เริ่มมีการดำเนินการ โดยใน 8 ปีแรกจะมีการยกเว้นภาษีให้ทั้งหมด และ 4 ปีถัดไป จะยกเว้นภาษีให้เพียง 50% ของการลงทุน แต่ในส่วนบริษัทที่ได้มีการก่อตั้งมาก่อนแล้ว แต่ได้ลงทุนตั้งโรงงานใหม่ก็จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี 12 ปีนี้ สำหรับโรงงานใหม่ได้เพียงสิทธิอื่นๆ ทั่วไป
The Decision
เดือนพฤศจิกายนในปี ค.ศ. 1996 บริษัท Intel ได้ประกาศที่จะสร้างโรงงาน ATP แห่งใหม่ในประเทศ Costa Rica ซึ่งได้ผ่านการเจรจาและปรับปรุงข้อกำหนดต่างๆ ให้เหมาะสม โดยใช้เวลาเกือบ 6 เดือน Rossi รัฐมนตรีกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวว่า เมื่อเริ่มแรก ความคิดที่จะดึงดูดบริษัทอย่าง Intel ให้เข้ามาลงทุนในประเทศ Costa Rica นั้นเหมือนเป็นความฝัน แต่ในระหว่างดำเนินการเจรจา เราได้เรียนรู้ว่า มีหนทางที่สามารถจะสำเร็จและนำพาให้ประเทศสามารถดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้

Part II: Analyze the case
ในช่วงปี 1994-2000 ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Bill Clinton บริหารประเทศ เป็นช่วงที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดช่วงหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่น มีอัตราการว่างงานต่ำกว่า 5% ตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูงและไอทีอยู่ในช่วงเติบโตสูงสุด ( Dot-com Boom) (1) ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าทางด้านเทคโนโลยีชั้นสูงและไอทีอยู่ในระดับสูง ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาการผลิตต่อหน่วยที่ต้นทุนต่ำกว่าการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด จึงมีการเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไปนอกประเทศอเมริกามากขึ้น Intel เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศ Costa Rica

Why was Costa Rica chosen to be a worldwide cluster in Electronics and Information Technology?
ประเทศ Costa Rica มีการพัฒนาประเทศโดยใช้กลยุทธ์เพื่อให้ประเทศมีความเหมาะสมกับการเป็น Cluster ด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ผ่านองค์ประกอบหลักสามประการดังนี้
1. สร้างความเชื่อมั่นทางด้านเสถียรทางด้านการเมือง ประเทศ Costa Rica ได้ชื่อว่าเป็น Switzerland of Latin America มีชื่อเสียงด้านความมั่นคงของสถาบันการเมือง ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนในประเทศ
2. มีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตลอดจนการพัฒนาระบบโทรคมนาคมและระบบการสื่อสาร เพื่อรองรับกับการลงทุนจากต่างประเทศ
3. ให้ความสำคัญในส่วนการพัฒนาสังคมโดยเฉพาะการศึกษาให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในประเทศมีศักยภาพและทักษะการทำงานกับเทคโนโลยีชั้นสูง

โดยองค์ประกอบหลักทั้งสามประการสามารถวิเคราะห์ผ่าน Business Model ได้ดังนี้

Business Model for Costa Rica
Value Proposition
ประเทศ Costa Rica พยายามแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศเหมาะสมและเปิดกว้างสำหรับการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางการคมนาคมทั้งถนน สนามบิน ท่าเรือ ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนระบบการจัดการภาษีและศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน นอกจากนี้ ประเทศ Costa Rica ยังจัดให้มีสถาบันเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกการให้ข้อมูลด้านการลงทุน ตัวอย่างเช่น PROCOMER และ CINDE

Revenue Model
ประเทศ Costa Rica มีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจากเดิมรายได้ของประเทศ มาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ การท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งกล้วยและกาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลและเนื้อวัว ในปี 1996 การท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศถึง $664 ล้าน การส่งออกของประเทศ Costa Rica เติบโตขึ้นจาก 13.8% ของ GDP ในปี 1960 เป็น 18.6% ในปี 1970 สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เครื่องหนัง และเสื้อผ้า

Opportunity for this Nation
ด้านโอกาสทางการตลาดสำหรับประเทศ Costa Rica มีมากพอสมควร เนื่องจากการมีทำเลที่ตั้งที่ไม่ไกลจากสหรัฐอเมริกา ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติกทำให้สะดวกในการเดินทางขนส่ง

Competitive Environment ( Diamond Model of Costa Rica )
Diamond Model

คือ ตัวแบบที่ทางกลุ่มนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของการสร้าง Cluster ทางด้าน Electronics และ Information Technology โดยการพิจารณาและประเมินสภาวการณ์ปัจจุบันของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่สำคัญ 4 ด้าน

Factor Conditions
-ปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์
ในการวิเคราะห์ปัจจัยทางด้านทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ Costa Rica นั้นถือว่ามีความพร้อมทางด้านทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับอุตสาหกรรม Electronics และ IT เพราะว่าพลเมืองของ Costa Rica มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษดี เพราะใช้เป็นภาษาที่สอง การลงทุนในเรื่องของการศึกษาของประเทศนั้นได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นคือ 6% ของGDP ซึ่งส่งผลให้ Costa Rica มีผู้อ่านออกเขียนได้ถึง 95% Costa Rica มีการส่งเสริมและมีความพร้อมในด้านทรัพยากรที่มีความรู้ด้าน IT มีการเจริญเติบโตของการเข้าถึง Internet อยู่ในระดับที่สูง อีกทั้งยังมีการฝึกอบรมครูเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย หากเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นคู่แข่งแล้ว Costa Rica มีศักยภาพที่เหนือกว่า Brazil Chile และ Mexico
-ทรัพยากรธรรมชาติ
ประเทศ Costa Rica มีทรัพยากรทางชีวภาพที่หลากหลายและยังมีทรัพยากรเหมืองแร่ เช่น ทอง เงิน และแร่ธาตุอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรม Electronics และ Information Technology
-โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค
Costa Rica มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในลาตินอเมริกา อีกทั้ง Costa Rica มี ท่าเรือที่ดีมีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกากลาง และเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีสนามบินที่สำคัญที่สุดในอเมริกากลาง มีโรงงานไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในอเมริกากลาง ระบบโทรคมนาคม ทั้งในส่วนการสื่อสารทางไกล การสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบโทรศัพท์มือถือและเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารผ่าน Fiber optic ครอบคลุมบริเวณอุตสาหกรรมหลักอย่างทั่วถึง มีคู่สายโทรศัพท์หนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ในลาตินอเมริกา
-โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Costa Rica มีมหาวิทยาลัยที่สามารถสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นของรัฐ 4 แห่ง มหาวิทยาลัยเอกชน 32 แห่ง มีโรงเรียนอาชีวะที่สามารถผลิตช่างเทคนิคในสาขาต่างๆได้ มีการติดตั้งห้องปฏิบัติการในโรงเรียนของรัฐทุกแห่ง มีเงินทุนทางด้านการวิจัยที่ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจในระดับประเทศกำลังพัฒนา โดยคิดเป็น 1.1% ของ GDP มีระบบกฎหมายที่ควบคุมดูแลทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
-แหล่งเงินทุนของ Costa Rica ในการสร้าง Cluster นั้นมาจากการสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาลเพราะได้รับการสนับสนุนที่ดีจาก Jose Maria Figueres ซึ่งเป็นประธานาธิบดี

Demand Conditions
เนื่องจาก Costa Rica ถือว่าเป็นประเทศที่มีการเมืองที่มีเสถียรภาพและมีระบบยุติธรรมที่มีความแข็งแกร่งและเป็นธรรม จึงทำให้เป็นที่สนใจของผู้มาลงทุนมาก สำหรับการแบ่งส่วนตลาดนั้น Costa Rica ไม่ได้แบ่งแยกระหว่างบริษัทของ Costa Rica เอง หรือว่าบริษัทต่างชาติ ทำให้มีผู้ต้องการมาลงทุนใน Costa Rica มากเช่นกัน

National Strategic and Rivalry Analysis
-มีระดับการแข่งขันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยประเทศที่อยู่ในข่ายคู่แข่งขันของ Costa Rica นั้นคือ ประเทศ เม็กซิโก บราซิล และชิลิ ซึ่งหากเปรียบเทียบทางด้านความพร้อมในทุกด้านแล้วนั้น Costa Rica ยังได้เปรียบคู่แข่งขัน เพราะแรงงานทางด้าน IT และ Electronics นั้นเป็นแรงงานที่ต้องมีทักษะ อีกทั้งค่าแรงจะต้องไม่สูงนักซึ่ง Costa Rica สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ เพราะถ้าค่าแรงสูงจะทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศคู่แข่งได้

Related and Supporting Industries for the Country
-ประเทศ Costa Rica มีกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันในสายของห่วงโซ่อุปทานในระดับที่ดี มีความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างกันในเรื่อง
• การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้ระหว่างกัน โดย ประเทศ Costa Rica ได้ตั้งกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมา เพื่อดูและจัดการทางด้านข้อมูล และความเกี่ยวข้องต่างๆให้เป็นระบบเดียวกัน จึงแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้สะดวก
• มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์/ตลาดร่วมกัน
Competitive Advantage
ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ Costa Rica ได้แก่ ประชากรของประเทศ Costa Rica ที่มีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย นอกเหนือจากภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาหลัก และประชากรมีความรู้และทักษะทางด้านไอที

Concepts Involved
What is “Cluster”?
Cluster เป็นแนวคิดในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่ริเริ่มโดย Michael Porter ซึ่งได้ให้ความหมายว่า Cluster คือ กลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องมารวมตัวกันดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน (Geographical Proximity) มีความร่วมมือ เกื้อหนุน เชื่อมโยงและเสริมกิจการซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร (Community & Complimentarily) ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยความเชื่อมโยงในแนวตั้งเป็นความเชื่อมโยงของผู้ประกอบธุรกิจตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ และความเชื่อมโยงในแนวนอนเป็นความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสนับสนุนต่างๆ รวมทั้งธุรกิจให้บริการ สมาคมการค้า สถาบันการศึกษาและการฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนา ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันคือเพิ่ม Productivity ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ประเทศจะมีความสามารถในการแข่งขันได้จะต้องเริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุดของระบบเศรษฐกิจ คือ บริษัท ซึ่งหากบริษัทสามารถเพิ่มผลผลิตของตนให้สูงขึ้นได้ทั้งการเพิ่ม Productivity และการลด Cost ย่อมทำให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน หากหลายๆ บริษัทในอุตสาหกรรมมี Productivity เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้อุตสาหกรรมนั้นๆ มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น และเมื่อหลายๆ อุตสาหกรรมมี Productivity เพิ่มขึ้น ก็จะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้นได้ในท้ายที่สุด

Role of IT in New Economy
ในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีการพัฒนาด้านความคอมพิวเตอร์ ปลายยุค 1960 จนถึงปัจจุบัน ประเทศ Costa Rica เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศเพื่อรองรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่โดยการปูพื้นฐานของคนในประเทศให้มีการศึกษาและช่วยส่งเสริมองค์ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ทำให้ประเทศ Costa Rica เป็นประเทศที่น่าลงทุนในอุตสาหกรรมด้านอิเล็กโทรนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้และทักษะที่สามารถสนับสนุนการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติได้ บริษัท Intel เป็นตัวอย่างหนึ่งในการเข้ามาลงทุนในประเทศ Costa Rica และทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ด้านไอที ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภายในประเทศ Costa Rica เพิ่มขึ้นและอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังเป็นแรงดึงดูดให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ภายในประเทศย่อมได้รับสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีและทันสมัย

Stakeholders
Government & People of Costa Rica
การปกครองของ Costa Rica มีรูปแบบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ซึ่งเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้ในการประเทศที่มีการเปิดการค้าเสรี (รูปแบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา) ทั้งนี้รัฐบาลมีส่วนสำคัญใส่การกำหนดนโยบายสนับสนุนการลงทุน ทั้งเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อการลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ตลอดจนเรื่องระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย ภาษี นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีส่วนในการออกนโยบายในการที่จะพัฒนาความรู้และทักษะของแรงงานซึ่งจะช่วยเอื้อต่อการลงทุน
Foreign Investor
การที่ Intel เลือกลงทุนในประเทศ Costa Rica ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่าง Costa Rica ในการพัฒนาประเทศเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประโยชน์ที่ได้รับในภาคประชาชนที่เกิดการจ้างงานจำนวนมาก และคนได้รับการถ่ายทอดความรู้ขั้นสูง ทำให้เกิด Supply Chain กับอุตสาหกรรม IT ภายในประเทศที่มีความต่อเนื่องกับ Intel นอกจากนี้ประเทศ Costa Rica ยังสามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศต่อชาวโลกจากการที่มีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งจะมีผลทางจิตวิทยา และเพิ่มความน่าสนในการเข้ามาลงทุนต่อบริษัทระดับโลกอื่นๆ ที่ต้องการหาแหล่งผลิตต้นทุนต่ำและมีความพร้อมด้านการลงทุน

ปัญหาในกรณีศึกษาการสร้าง Electronics and Information Technology Cluster ในประเทศ Costa Rica

Problem 1 ประเทศ Costa Rica มีการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น ด้านภาษี อีกทั้งผลกำไรจากการที่บริษัทต่างชาติมาลงทุน จะนำกลับไปยังประเทศของตนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้

Alternative 1 ส่งเสริมให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กภายในประเทศ สามารถผลิตสินค้าทดแทนและพัฒนาได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ทักษะและความรู้ที่ได้รับจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติ
  • ข้อดี บริษัทภายในประเทศสามารถพัฒนาการแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ และทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีจากบริษัทภายในประเทศได้เพิ่มขึ้น
  • ข้อเสีย บริษัทต่างชาติมองว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะถูกล่วงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยคนท้องถิ่นที่เข้ามาทำงานแล้วลาออกมาประกอบกิจการ
Alternative 2 ส่งเสริมบริษัทภายในประเทศในด้านการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร
  • ข้อดี ประเทศ Costa Rica เป็นประเทศที่มีการส่งออกภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ การส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าในการส่งออก
  • ข้อเสีย การแข่งขันในตลาดสินค้าแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรสูง นอกจากนี้ยังมีสินค้าทดแทนจำนวนมาก

Possible Solution

จากการพิจารณาเห็นว่า ทางเลือกที่เหมาะสม คือ เลือกทั้ง 2 วิธี คือการส่งเสริมให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กภายในประเทศ สามารถผลิตสินค้าทดแทนและพัฒนาได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม โดยประยุกต์จากทักษะและความรู้ที่ได้รับจากการเข้ามาลงทุน เนื่องจากประเทศ Costa Rica มีพื้นฐานการเป็นประเทศเกษตรกรรม พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตร เช่นกล้วยและกาแฟ ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศ และเป็นการพัฒนาประเทศจากทรัพยากรพื้นฐานที่ประเทศมี จึงเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติตลอดเวลาจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อค่าครองชีพภายในประเทศสูงขึ้นและมีสภาวะการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงจากความต้องการต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ท้ายที่สุดอาจเกิดกรณีการย้ายฐานการผลิตแห่งใหม่ ไปยังประเทศอื่นได้ดังที่เกิดในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น

Problem 2 อุตสาหกรรมด้าน IT มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ และบริษัทส่วนใหญ่ต้องการหาแหล่งแรงงานที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต

Alternative 1

การสร้างเขตการค้าเสรีในภูมิภาคที่เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมด้าน IT

  • ข้อดี ก่อให้เกิดความร่วมมือและการส่งเสริมทักษะทางด้าน IT ให้เกิดขึ้นระหว่างประเทศภายในภูมิภาคซึ่งสามารถพัฒนาให้เป็นจุดแข็ง และต่อยอดให้เกิดการ Synergy ระหว่างอุตสาหกรรมได้ ซึ่งสามารถบริหารเพื่อให้ต้นทุนต่ำสุดได้
  • ข้อเสีย เนื่องจากประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางแม้จะมีรูปแบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา แต่มีความเป็นเผด็จการและคอรัปชันสูง หากมีการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้นำ ทำให้ส่งผลต่อนโยบายในการบริหารประเทศ ทำให้การพัฒนาอย่างต่อเนื่องอาจจะสะดุดได้
Alternative 2

ส่งเสริมการลงทุนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้านไอที

  • ข้อดี เป็นการแสดงถึงความตั้งใจที่ต้องการเปิดประเทศให้ผู้ลงทุนต่างชาติ เห็นถึงทักษะด้าน IT ของคนภายในประเทศว่าสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดธุรกิจต่อไป
  • ข้อเสีย เนื่องจากอุตสาหกรรม IT เริ่มมีคู่แข่งที่มีทักษะและทรัพยากรมนุษย์ที่มากกว่า อย่างเช่น อินเดีย และจีน ทำให้การแข่งขันเริ่มรุนแรงขึ้นในตลาดโลกและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ Demand ในแถบเอเชียเริ่มที่จะมีมากกว่าแถบฝั่งอเมริกาและแอตแลนติก ทำให้ความน่าสนใจของบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายงานในภูมิภาคแถบอเมริกากลางลดลงได้

Possible Solution

จากการพิจารณาเห็นว่า Alternative 1 เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากประเทศ Costa Rica เป็นประเทศที่มีความพร้อมทางด้าน IT แล้ว ถ้าสามารถร่วมมือกับประเทศภายในภูมิภาคเพื่อสร้างเขตการค้าเสรีที่เน้นด้าน IT ได้ก็จะสามารถต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

Lessons learned from the case

จากกรณีศึกษาจะเห็นว่า Costa Rica เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีรายได้หลักจากภาคเกษตรกรรม และจากวิสัยทัศน์ของผู้นำของประเทศซึ่งก็คือประธานาธิบดี Figueres ในการที่จะพัฒนาประเทศให้เกิดความ ได้เปรียบในการแข่งขัน จึงได้พยายามพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศจากที่เคยพึ่งพาแรงงานและเกษตรกรรมเป็นหลักไปเป็นประเทศที่มีพื้นฐานบนเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ทำให้ประชากรมีรายได้มากขึ้น มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้