Case Paper Group 5 2 Implement E Learning At Nida

Implementing E-Learning at NIDA

Part I: Summary of the case
“การลงทุนกับการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” โดย เบน แฟรงกิ้น

การริเริ่มระบบ E-Learning ได้ประกาศใช้เมื่อสิ้นปี 2007 ซึ่งเป็นสิ่งทดสอบความสามารถของทั้ง NIDA และ ผศ.ดร. ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ การริเริ่มของระบบ E-Learning ที่ NIDA นั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่อธิการบดีได้เล็งเห็นว่า E-Learning สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและอีกทั้งเพื่อเป็นการดึงดูดนักศึกษาผ่านทางหลักสูตร Online และในท้ายที่สุด จะมีปริญญาที่มีการจัดหลักสูตรแบบ Online
NIDA ถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยที่ได้ก่อตั้งมาแล้วเป็นระยะเวลา 45 ปี และในปี2009 จะครบรอบการประกาศแผนของระบบ E-Learning นั้น ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแล ซึ่ง ดร.ประดิษฐ์ เองได้รับรู้ถึงปัญหาที่ยังมีความซับซ้อนอยู่หลายประเด็นเหล่านี้ ได้แก่
1.ความสมดุลระหว่าง Technology กับงบประมาณ
2.ความต้องการทางด้านเวลาในการพัฒนาทักษะและความสามารถต่างๆ
3.การพยายามที่จะต้องจูงใจคนที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ดร.ประดิษฐ์ ยังต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.อะไรเป็นขั้นตอนที่จะทำให้คณะและนักศึกษาตอบรับระบบ E-Learning ได้อย่างรวดเร็ว
2.ระบบ E-Learning ควรจะมีโครงร่างหรือว่าจะออกแบบให้เป็นอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพและแตกต่างจากสถาบันคู่แข่งขัน
3.วิธีการวัดและประเมินผลควรจะเชื่อมโยงกันอย่างไร
Background of the National Institute of Development Administration
NIDA เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งเน้นการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา ก่อตั้งขึ้นในปี 1963 โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าผ่านการจัดตั้งสถาบันการศึกษา ที่จะเป็นที่รวมของนักเรียนซึ่งในอนาคตจะเป็นตัวแทนในการพัฒนาประเทศ
นอกเหนือจากนี้ ความคิดแรกเริ่มคือ NIDA จะเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงที่จะดึงดูดนักเรียนไทยที่มีความคิดที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ
45 ปีที่ผ่านมา NIDA จัดให้มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกใน 22 สาขา เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของเอเชีย NIDA ตั้งอยู่แถบชานเมืองของกรุงเทพ โดยใช้เวลาในการขับรถ 30 นาทีจากใจกลางเมือง

• Vision, Mission and Objective
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NIDA ยังคงรักษาวิสัยทัศน์ไว้คือ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยที่เน้น ทางด้านการศึกษา ด้านวิจัยและบริการสังคมทางด้านบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนพันธกิจของ NIDA เริ่มแรกนั้น คือการพัฒนาประเทศไทย แต่ก็ได้ขยายขอบเขตเป็นพัฒนาภูมิภาค โดยการผลิตบัณฑิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับใช้ภาคธุรกิจ ภาคสาธารณชน และภาคที่ไม่แสวงหากำไร NIDA ต้องแสวงหาวิธีการสอน การวิจัยและข้อมูลเพื่อจัดเตรียมให้นักศึกษา เพื่อทำให้นักศึกษามีความสามารถในการวิเคราะห์ ความสามารถทางด้านทักษะอื่นๆ NIDA มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอเพื่อเน้นความเป็นเลิศในทั้งระดับประเทศและในระดับภูมิภาค
• Current Enrollment and Enrollment Trends
จากปีงบประมาณ 2005 NIDA มีจำนวนนักศึกษา 9,511 คนจาก 8 คณะ ลดลง 29% จากปีงบประมาณ 2004 ยกเว้นคณะภาษาและการสื่อสารเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น คณะที่ลดลงมากที่สุดคือ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ (51.8%) คณะรัฐประสาสนศาสตร์ (41.2%) และคณะบริหารธุรกิจ (31.6%)
สาเหตุที่มีการลดลงของนักศึกษาอาจเกิดจากการเสนอหลักสูตรการศึกษาแบบ Distance E-Learning ของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีมากขึ้นทำให้สามารถศึกษาไปพร้อมๆ กับการทำงานแบบ Full-time ได้ แนวคิดนี้เป็นเบื้องหลังในการพิจารณาในการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ หรืออาจจะเกิดจากการที่เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้คนเลื่อนแผนที่จะศึกษาออกไป
อธิการบดีของ NIDA นั้นเชื่อว่า E-Learning สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนได้และเป็นผลดีต่อทั้งคณะและนักศึกษา เขาเห็นว่า NIDA ควรที่จะเดินไปในแนวทางนี้ ซึ่งอธิการบดีไม่ได้มองในมุมมองด้านการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นเท่านั้น แต่มองในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนมากกว่า ท้ายที่สุด อธิการบดีได้มอบหมายให้ ดร.ประดิษฐ์ดูแล E-Learning
E-Learning: Its Nature, Its Diffusion and Its Promise
ตั้งแต่ปลายปี 1990 เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนบทบาทของคอมพิวเตอร์อย่างมาก ด้วยการเพิ่มการเข้าถึง application และการบริการ หนึ่งในบริการทาง Internet ที่สำคัญที่สุด คือ E-Learning ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ เพิ่มการกระจายความรู้ระหว่างอาจารย์และนักเรียนพร้อมๆกับเพิ่มสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพ
• The Nature of E-Learning
จากนิยาม การเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) คือการเรียนรูปแบบใดๆ ก็ตามที่ใช้วิธี
หรือเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียน รวมถึง คอมพิวเตอร์ช่วยฝึกอบรม (computer-based training-CBT), CD-ROM training และการเรียนรู้ผ่านเว็บและ Internet
หลักสูตร E-Learning ให้โอกาสนักเรียนในการศึกษาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ไม่ขัดขวางงานและชีวิตส่วนตัว ในอีกด้านหนึ่ง E-Learning ช่วยทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการเรียนทั้งในแง่ที่ว่า จะเรียนเมื่อไหร่ อย่างไร ด้วยความเร็วเท่าไรก็ได้

E-Learning มี 3 ประเภทหลัก คือ
-The Video-Conference Classroom กำจัดขอบเขตด้านพื้นที่ การเผชิญหน้าในกลุ่มที่อาจมีความคิดแตกต่างกัน
-Group Discussion Spaces ให้พื้นที่สำหรับกลุ่มทำงาน เช่น ทีม project , Consulting team และ Student Learning Team โดยกลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการได้
-Online Communities: เป็นเวทีที่ใครก็ได้สามารถพูดคุยในประเด็นที่สนใจร่วมกัน สังคมออนไลน์นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา

• The Dramatic Spread of E-Learning
E-Learningเป็นที่นิยมอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปทางการศึกษาซึ่งจะช่วยถ่ายทอดความรู้ไปยังกลุ่มคนจำนวนมาก โดยปราศจากข้อจำกัดเรื่องเวลาหรือสถานที่ เทคโนโลยีเกี่ยวกับ
E-Learningหลายๆ รูปแบบถูกใช้ในการนำเสนอหลักสูตรหรือปริญญา เช่น มหาวิทยาลัยอินเดียนา เสนอหลักสูตร MBA ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนทางออนไลน์ทั้งหลักสูตรโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปมหาวิทยาลัย
ถึงแม้ว่า E-Learning ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเล็กน้อยในอุตสาหกรรมการศึกษาในปี 2000 (7 พันล้านดอลลาร์ หรือน้อยกว่า 1% ของทั้งหมด) E-Learning เติบโตที่อัตรา 50% ต่อปีระหว่างปี 2000 ถึง 2005 เพิ่มขึ้น 40 พันล้านดอลลาร์ของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในปี 2005 การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น งบประมาณที่จำกัด การสมัครที่ลดลง ความยืดหยุ่นด้านเวลาและสถานที่เป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักดัน ในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยต้องทบทวนหลักสูตร หลายๆ สถาบันมุ่งเป้าหมายไปยังการเพิ่มการรับสมัครนักศึกษา ลดการจ้างครูพิเศษ และเสนอตารางเรียนที่ยืดหยุ่นเพื่อเน้นไปยังกลุ่มที่มองการศึกษาต่อโดยเฉพาะ
หลายสถาบันการศึกษาได้นำการศึกษาแบบ Online มาไว้ในกลยุทธ์ นอกเหนือจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว หลายสถาบันระดับสูงในประเทศต่างๆ เหล่านี้ก็ได้มีการนำเทคโนโลยีทางด้าน Online มาใช้ในการเรียนการสอนเช่น ประเทศอิสราเอล ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
• The Promise of E-Learning
อันดับแรก หลักสูตรถูกออกแบบให้เหมาะกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของนักเรียนและผู้ฝึกอบรม ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับอาชีพและครอบครัว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ E-Learning course ทุก course ที่จะประสบความสำเร็จ การออกแบบที่ไม่ดีทำให้คนเรียนหมดกำลังใจ นอกจากนี้ต้นทุนในการพัฒนาหลักสูตรยังสูงกว่ารูปแบบห้องเรียน เช่น บริษัท IBM ระบุว่า ต้นทุนในการพัฒนา online training เป็น 5 เท่าของหลักสูตรที่เรียนในห้อง ดังนั้นต้นทุนในการพัฒนา online courses ในส่วนของสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น คอมพิวเตอร์ applicationและ network จะต้องต่ำกว่า
การออกแบบหลักสูตร Online ที่ดีจะช่วยเพิ่มศักยภาพ ยกตัวอย่างเช่นบริษัท IBM มีหลักสูตร Online เพื่อฝึกอบรมที่แตกต่างกันเป็นร้อยหลักสูตร ซึ่งหลักสูตรของ IBM มีศักยภาพมาก และสามารถที่จะฝึกอบรมพร้อมกันในหลายๆ สถานที่และหลายหลักสูตรทั่วโลกได้ และจากการศึกษานั้นแสดงให้เห็นว่าการใช้หลักสูตร Online สามารถลดเวลาได้ถึง 50% และสามารถลดต้นทุนได้ถึง 40% - 60%
ถึงแม้การจัดตั้งวิทยาเขตหลายๆ วิทยาเขตเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านการเดินทาง แต่มีวิธีการที่ดีกว่า คือ การใช้หลักสูตรผ่านทาง Online ตัวอย่างเช่นเมื่อเราสนใจที่จะเรียนหลักสูตรในส่วนที่เราสนใจ กับ Professor ที่เราสนใจที่อยู่ห่างไกลออกไปเราก็สามารถที่จะทำได้ โดยการอาศัยโครงข่ายทาง Online ซึ่งสามารถทำให้เราจัดกลุ่มการเรียนที่เล็กได้
แต่ในแง่ของ NIDA การใช้ระบบ E-Learning ไม่เพียงแต่เพิ่มคุณภาพในการเรียนการสอน แต่ยังเป็นการนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษา เพราะทำให้กระบวนการทางการศึกษาสามารถไปได้ไกลมากกว่าห้องเรียนทางกายภาพ ทำให้การศึกษาสามารถเกิดได้ในทุกที่ทุกเวลา E-Learning ยังคงให้ทางเลือกที่ดีในการนำเสนอการศึกษาด้วยสื่อมัลติมีเดีย เช่น วิดีโอ และแอนิเมชัน

The E-Learning Initiative at NIDA

การตัดสินใจที่จะเปลี่ยน NIDA ไปสู่ e-University ด้วย e-Learning e-Testing และ e-office NIDA จึงเริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน โดยมี จุดประสงค์ของโครงการนี้เพื่อใช้ระบบ E-Learning เป็นส่วนเสริมในห้องเรียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน ในการนำเสนอสรุปบทเรียนที่ถูกสอนในห้องเรียนปกติสำหรับนักเรียนในการทบทวนก่อนสอบ นอกจากนี้ ยังเป็นผลดีสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เข้าเรียน โดยเนื้อหาจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ flash ซึ่งจะถูกรวมเข้ากับ slide และเสียงของอาจารย์ นอกจากนี้ อาจารย์สามารถใช้ระบบ E-Learning ในการสื่อสารกับนักเรียน มอบหมายงาน รวมถึงให้ความรู้เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน
ถึงแม้แนวโน้มในการนำเสนอปริญญาออนไลน์จะสูงขึ้นในหลายๆ มหาวิทยาลัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถเข้าเรียนโดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ แต่สำหรับ NIDA นั้น NIDA ยังไม่มีแผนที่จะพัฒนาและใช้ระบบ E-Learning ในการให้ปริญญาออนไลน์เต็มรูปแบบ แต่พยายามที่จะใช้ระบบ E-Learning ส่งเสริมการเรียนเท่านั้น ซึ่งปริญญาออนไลน์ NIDA เห็นว่าอาจจะเป็นโครงการในอนาคต
การนำระบบ E-Learning มาใช้น่าจะให้ข้อดีทั้งแก่นักเรียนและอาจารย์ในหลายๆ ด้าน นอกจากทำให้นักเรียนที่ไม่ได้เข้าเรียนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์และทบทวนสรุปจากการเรียน โปรแกรมยังถูกออกแบบให้การสื่อสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนทำได้ง่ายขึ้น ผศ.สุทธิชัย สุทธิทศธรรม ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาระบบสารสนเทศ (the Information Systems Education Center: ISEC) ร่วมกับ ดร.ปราโมทย์ ลือนาม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบทางด้านเทคนิคของการนำ E-Learning มาใช้ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยการนำ E-Learning มาใช้เสริมจะทำให้นักเรียนสามารถทบทวนเนื้อหาสำหรับเตรียมตัวสอบ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการจัดการการเรียนการสอน (Learning Management System: LMS) จะช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนๆ ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ E-Learning ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสอน โดยอาจารย์สามารถใช้ E-Learning ในการมอบการบ้านและงานต่างๆ รวมถึงให้ความรู้เพิ่มเติมนอกจากความรู้ที่ให้ในห้องเรียน โดยอาจารย์ไม่จำเป็นต้องนัดหมายนักศึกษาเพราะเป็นการยากที่จะรวมคนจำนวนมากในที่เดียวกันและเวลาเดียวกันโดยอาจารย์สามารถส่งข้อความเกี่ยวกับงานได้ทางเว็บบอร์ด
ถึงแม้ว่า E-Learning จะมีข้อดีหลายๆ อย่าง แต่ก็ยังต้องการการมีส่วนร่วมและการรับรู้จากคณะอาจารย์ของ NIDA อุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาจารย์มีดังนี้
-คิดว่า E-Learning ทำให้ต้องทำงานเพิ่มขึ้น
-ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
-ความกังวลว่า ถ้าทำสื่อการสอนทางรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด จะทำให้เขาหมดความสำคัญในฐานะอาจารย์
-ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของในตัวเนื้อหาของ E-Learning ว่าจะเป็นของตนเองหรือเป็นของมหาวิทยาลัย
-ความกังวลว่า E-Learning จะทำให้นักเรียนขาดเรียนเพราะสามารถเข้าถึงการเรียนได้เหมือนเข้าห้องเรียน
-อาจารย์บางท่านไม่ต้องการมีส่วนร่วมใน E-Learning เพราะไม่ต้องการให้มีการบันทึกการบรรยาย ซึ่งอาจมีการใช้คำพูดไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสม
อุปสรรคอื่นๆ คือ งบของโครงการ ต้นทุนในการพัฒนา E-Learning ใน 1 คอร์สนั้น เป็นเงิน 300,000 บาท (9,000 ดอลลาร์) ต้นทุนรวมของทั้งโครงการเท่ากับ 10,000,000 บาท (300,000 ดอลลาร์) ขณะที่มีการหาทุนได้เพียง 2,000,000 บาท (60,000 ดอลลาร์)
• Implementation Steps Taken to Date
ดร.ปราโมทย์ อธิบายว่า ระบบ E-Learningของ NIDA ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือด้านเนื้อหา และด้านปฏิบัติการระบบ หรือที่เรียกว่า Learning Management System รูปแบบที่เหมาะสมของเนื้อหา คือ electronics format เช่น powerpoint และไฟล์วิดีโอซึ่งสามารถอัพขึ้นออนไลน์หรือทำงานบนคอมพิวเตอร์ ในด้านการพัฒนาเนื้อหานั้นมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ช่างภาพและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อวิดีโอให้สอดคล้องกับสไลด์ เพื่อให้สไลด์การสอนสอดคล้องกับเสียงที่อาจารย์บรรยายนั้นกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 70-80% ของกระบวนการทั้งหมด ต่อมาก็คือการรวมเนื้อหาเข้ากับส่วนของ LMS เมื่อคุณเข้าไปใน NIDA E-Learning เว็บเพจ แล้วคุณก็เลือกวิชาที่ต้องการเรียน ซึ่งอาจจำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อก่อน จากนั้นก็เลือกหัวข้อที่สนใจจะศึกษา
• Some Considerations as Implementation Proceeded
ในส่วนนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ใน ISEC ในหัวข้อที่สัมพันธ์กับการใช้ E-Learning ที่ถูกตีพิมพ์ในบทความต่างๆ
- Factors Predictive of E-Learning Acceptance by Faculty Personnel
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับ E-Learning คือการอบรมที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้คณะกรรมการสรุปว่าการอบรมเรื่องการใช้ E-Learning มีความสำคัญมาก นอกจากนี้ คณะกรรมการยังคาดการณ์ว่า ความมั่นใจในการใช้ระบบใหม่ๆ อาจเป็นผลพลอยได้ที่ได้จากการให้การอบรมที่เพียงพอ
-Critical Success Factors Pertaining to Commonly Used Web-BaseTechnologies
อุปสรรคสำคัญต่อการใช้ web-based learning คือ การมีเวลาไม่พอในการเรียนรู้การใช้งาน การขาดการอบรมที่เพียงพอ การขาดแคลนการสนับสนุนทางเทคนิค ความไม่เพียงพอของทรัพยากร ซึ่งทางคณะกรรมการได้พยายามที่จะใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อลดอุปสรรคเหล่านี้
-Age-Related Determinants of Usage of Computer in Teaching
ความมั่นใจในการใช้คอมพิวเตอร์ในการสอนมีความสัมพันธ์กับอายุของอาจารย์ จากการศึกษาพบว่าอาจารย์ที่มีอายุน้อยกว่าจะมีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ในการสอนมากกว่าผู้ที่มีอายุมาก และพบว่าอาจารย์ในคณะที่มีอายุมากมีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าทักษะในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ราบรื่นเหมือนนักศึกษา ทำให้เกิดความท้อแท้ในการใช้ E-Learning ในการสอน คณะกรรมการจึงสรุปว่าการอบรมและการสร้างความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญต่อการสอนโดยใช้ E-Learning
-Rule of Effective E-Learning
จากการศึกษาทั้งนักศึกษาและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในอเมริกา พบว่า กฎสำคัญ 10 ประการที่มีผลต่อประสิทธิภาพของ E-Learning คือ
1. การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการให้การสอนเป็นศูนย์กลาง
2. กระบวนการออกแบบหลักสูตร
3. เอกสารการแนะนำการใช้งานของ E-Learning มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งาน
4. กลยุทธ์ของการทำงานกลุ่ม
5. สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีประสิทธิภาพ
6. การอบรมและการสนับสนุนของคณะ
7. กรอบที่คาดไว้
8. Feedback ที่สำคัญของนักศึกษา
9. การพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
10. การวัดและประเมินผลเพื่อการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งหมด
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้พิจารณาถึงผลที่ได้จากการศึกษาบทความจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ดังนี้
-Experienced Strengths and Weaknesses of E-Learning
จุดแข็งของ E-Learning คือ
1. ประหยัดต้นทุนทางด้านเวลาและการขนส่ง
2. มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
3. ในระยะยาวเป็นการลดต้นทุนทางด้านการเรียนการสอน
4. อาจารย์มีเวลาในการสอน การทำวิจัย และการทำอย่างอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบนอกเหนือจากการวิจัยมากขึ้น
ส่วนจุดอ่อน คือ นักศึกษาจะขาดการจัดการทางด้านทักษะในเรื่องของระเบียบวินัย ขาดทักษะการค้นหาข้อมูล ขาดทักษะทางด้านภาษา การศึกษายังพบอีกว่า นักศึกษานั้นชอบเรียนแบบมีผู้บรรยาย 80% และเรียนด้วยตนเองผ่าน E-Learning 20% ของเวลาเรียนของพวกเขา (Chockreansukjai,2007)
- Primary Modality of E-Learning Programs in Thailand and the Most Critical Element
การศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงในประเทศไทยที่ใช้ E-Learning พบว่ารูปแบบการใช้
E-Learning ที่เป็นที่นิยมคือการใช้เสริมการเรียนการสอนมากกว่าการใช้ทดแทน ส่วนปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อความสำเร็จของ E-Learning คือ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และสภาวะแวดล้อมในการเรียนของสถาบัน

Implementing E-Learning: Issues, Challenges, and Obstacles
หลังจากที่ NIDA ได้เริ่มนำ E-Learning มาใช้ก็มีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นมากมาย เช่น ปัญหาเรื่องความไม่เพียงพอของ Broadband ที่นักศึกษาจะสามารถเข้าถึงไฟล์ Multimedia บน Internet ได้ รวมถึงประเด็นทางด้าน 3G ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าความสามารถของคณะกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกที่ท้าทาย ได้แก่ ปัญหาทางด้านต้นทุน การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ และปัญหาเรื่องการต่อต้านของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
• The challenge of High Cost
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของโครงการ IT คือปัญหาทางด้านต้นทุน ซึ่งปัญหานี้ไม่ต่างไปจากสถาบัน
อื่นๆ ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน ดร.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ถึงแม้ E-Learning จะใช้เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนแต่ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงนั่นคือประมาณ 300,000 บาทต่อคอร์ส และยังมีต้นทุนด้านการบำรุงรักษา การ Upgrades และปัญหาด้านบุคลากร ซึ่งจำเป็นต้อง outsource
• The Challenge of User Resistance
สาเหตุสำคัญของการล้มเหลวของโครงการทางด้าน IT นั้นก็มาจากการปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการลดปัญหานี้ คณะกรรมการวางแผนที่จะค่อยๆ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยเพื่อให้ผู้ใช้งานค่อยๆ ปรับตัวและเห็นถึงข้อดีของระบบใหม่นี้ แล้วในระดับสูงสุดคือ จะมี Online Degree
ในด้านการต่อต้านจากอาจารย์นั้น ดร.ปราโมทย์ ได้แบ่งอาจารย์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มอาจารย์ที่กล่าวปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ
2. กลุ่มอาจารย์ที่สนใจ แต่มีงานยุ่งมากเกินกว่าที่จะเข้าร่วมได้
3. ผู้สนับสนุน
กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่สอง คิดรวมกันแล้วเป็น 70-80% ของจำนวนอาจารย์ การแก้ปัญหาจะเริ่มจากกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มแรก จากนั้นก็พยายามที่จะจัดการปัญหาในกลุ่มที่ 1 และ 2
ประเด็นด้านการต่อต้านจากอาจารย์ในคณะที่สำคัญ คือ ประเด็นที่ว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องทางกฎหมายที่ยังไม่มีข้อสรุป บางครั้ง อาจารย์แย้งว่า เขาเป็นผู้จัดทำเนื้อหาดังนั้นเขาจึงควรมีสิทธิ์ในหนังสือใดๆ ก็ตามที่ถูกตีพิมพ์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาควรมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกรวบรวมและขาย online
นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับกับการต่อต้านจากอาจารย์ในคณะ อย่างแรก เรื่องความกลัวเมื่อนำ content ใส่เข้าไปในระบบ Online แล้ว จะมีปัญหาในเรื่องของการควบคุมทรัพย์สินทางปัญญา อย่างที่สองคือ หากเนื้อหาของการสอนถูกใส่ลงไปในระบบ Online ทั้งหมดแล้วจะทำให้อาจารย์ไม่มีความสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์หลายๆ ท่านยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของ e-Learning เพราะเขาคิดว่าเขาก็สอนดีแล้วและได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักศึกษา อาจารย์บางท่านมีความคิดที่ว่าเขาต้องรับผิดชอบภาระงานมากขึ้นในการจัดทำ E-Learning อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการทำเอง แต่ต้องการทีมสนับสนุนในการทำเนื้อหาของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่มีอายุมาก
ในส่วนของนักศึกษา คณะกรรมการได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับการต่อต้าน แต่การขาดข้อมูลที่เพียงพอทำให้ยังไม่มีข้อสรุป ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ ถ้า E-Learning ไม่ถูกบังคับ พวกนักศึกษาจะเข้าร่วมหรือไม่ หรือพวกเขาอาจจะชอบที่จะได้เจอหน้าหรือพูดคุยทางโทรศัพท์มากกว่า
• Insights Gleaned from the Pre-Implementation Pilot
ดร.ประดิษฐ์ได้มีการทำกลุ่มนำร่องในเดือนมิถุนายน 2008 โดยการเชิญอาจารย์จากทุกคณะจำนวน 22 ท่านมาพูดคุยกัน เกี่ยวกับส่วนประกอบในแต่ละหลักสูตรของ E-Learning เช่น เนื้อหาในแต่ละหลักสูตร และ อุปกรณ์มัลติมีเดีย
มุมมองในการร่วมสนทนาที่ได้จากอาจารย์จากคณะสถิติประยุกต์สองท่าน คือ ดร.ระวีวรรณ เอื้อพันธ์วิริยะกุล และ ดร.สุรพงค์ เอื้อวัฒนามงคล เป็นดังนี้
ในส่วนข้อดีของ E-Learning นั้น ดร.ระวีวรรณ มองว่า E-Learning ช่วยให้นักศึกษาได้ทบทวนบทเรียนที่ขาดเรียน ข้อดีที่สุดของ E-Learning คือทำให้นักเรียนได้สื่อสารกับอาจารย์และกลุ่ม E-Learningน่าจะถูกใช้กับโครงการอื่นๆ เช่น การปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ นอกจากนี้ ดร.ระวีวรรณ ยังกล่าวอีกว่า การทดลองใช้ E-Learning แสดงให้เห็นข้อดี ทำให้อาจารย์สามารถโพสต์ Introduction ของบทเรียนซึ่งทำให้นักศึกษาสามารถศึกษานอกห้องเรียนและทำให้อาจารย์สามารถจัดการตารางงานได้ตรงเวลา ส่วน ดร. สุรพงค์ก็เห็นด้วยกับ ดร.ระวีวรรณและกล่าวว่า E-Learning มีส่วนช่วยให้การสื่อสารกับนักเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อุปสรรคของ E-Learning ในมุมมองของอาจารย์ ระวีวรรณ คือเรื่องข้อจำกัดทางด้านเวลา อาจารย์ยืนยันว่าตนเองและอาจารย์อีกหลายท่านเห็นด้วยกับ E-Learning และการจัดทำ e-content นั้นไม่ได้เป็นอุปสรรค อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ ข้อจำกัดทางด้านเวลา เพราะว่าอาจารย์มีภาระในงานเยอะ เช่น งานวิจัย และการสอน
อาจารย์กล่าวต่อไปว่า NIDA ควรที่จะมีทีมสนับสนุนในการสร้าง Content และ NIDA ควรจะมีหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้าง Content โดยเฉพาะเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับอาจารย์ที่ไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ที่จะสามารถสร้าง e-content ได้สะดวกขึ้น
ดร.สุรพงค์ มีประเด็นสองประเด็นที่เหมือนอาจารย์ระวีวรรณ คือ ข้อจำกัดทางด้านเวลาและเรื่องข้อจำกัดทางด้านการเข้าถึงการฝึกอบรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของ E-Learning ซึ่งอาจารย์ได้เสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาเช่นเดียวกับอาจารย์ ระวีวรรณ แต่เขายังมองว่า ปัญหาทางด้าน Software ของระบบ E-Learning นั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคที่สำคัญ แต่ปัญหาสำคัญน่าจะเป็นเรื่อง Hardware มากกว่า
• Insights into Faculty Perceptions of the Copyright Issue
ปัญหาทางด้านลิขสิทธิ์นั้น เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะว่า Content นั้นจะต้องเป็นรูปแบบ Online
ซึ่งสาธารณชนสามารถที่จะเข้าไปเอามาได้ ดังนั้นในความคิดของ อาจารย์สุรพงค์ นั้นเสนอว่า เริ่มแรกควรจะใช้ระบบ Intranet ก่อน เพื่อที่จะให้เฉพาะนักศึกษา NIDA เท่านั้นที่เข้าใช้ได้
• Seriousness of the Problems
ดร. ประดิษฐ์รู้ดีว่า ระบบ E-Learningนี้จะไม่ประสบความสำเร็จถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจาก
คณะ อาจารย์และนักศึกษา ซึ่ง E-Learning ได้ประสบความสำเร็จในมหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่ง และมองว่าถ้าระบบ E-Learning ไม่ประสบความสำเร็จใน NIDA ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของสถาบันและทำให้นักศึกษาที่จะมาเรียนที่ NIDA ลดน้อยลง
การนำระบบ E-Learning มาใช้ใน NIDA นั้น ดร.ประดิษฐ์ คิดว่าน่าจะส่งผลกระทบด้านโครงสร้างของ NIDA และเจอกับปัญหาจากการต่อต้านจากอาจารย์ในคณะ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา เพราะการนำ E-Learning มาใช้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเรียนการสอน ทำให้ ดร.ประดิษฐ์ ตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจาก Pilot Project ก่อน ถ้า Pilot Project มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จก็จะดำเนินการต่อไปทีละคอร์ส จนกระทั่งทุกหลักสูตรของ NIDA สามารถใช้ E-Learning ได้

Where To From Here?
ดร.ประดิษฐ์ พร้อมคณะกรรมการได้พิจารณาว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของระบบ
E-Learning คือ อาจารย์ นักศึกษา และแหล่งทรัพยากร ด้านปัญหาเกี่ยวกับอาจารย์ ดร.ประดิษฐ์ กังวลว่า อาจารย์ที่มีอายุมากจะมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เกิดการต่อต้าน แต่ทำให้อาจารย์ได้รู้ถึงข้อดีและประโยชน์จากการใช้ E-Learning จะได้รับความร่วมมือมากขึ้น
จากทั้งสามปัจจัยนั้น ดร.ประดิษฐ์กังวลในด้านของการยอมรับของนักศึกษาน้อยที่สุด เพราะนักศึกษานั้นมีความพร้อม และจะได้รับการปฐมนิเทศการใช้งาน ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงที่สุดนั้น น่าจะเป็นปัจจัยทางด้านทรัพยากร ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การสนับสนุนทางด้านเทคนิค
Looking toward the Future: Life after E-Learning
สำหรับอนาคตของระบบ E-Learning ในมุมมองของคุณสุทธิชัยนั้นคิดว่า ควรใช้ E-Learning กับโครงการอื่นๆ ด้วย แต่ E-Learning จะไม่ครอบคลุมไปถึง Online testing เพราะว่าจะต้องมีคลังข้อสอบขนาดใหญ่ และนอกจากนี้ จำนวนคอมพิวเตอร์ยังเป็นข้อจำกัดของ e-testing จากข้อจำกัดนี้เอง ISEC จึงเลื่อนการทำ e-testing ออกไป
เขามีแนวความคิดที่ว่าจะปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของ NIDA ด้วย Software ช่วยสอน ซึ่งเขากล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ softwareและ E-Learning ในการปฐมนิเทศ เพื่อเป็นการลดเวลาของเจ้าหน้าที่
ในการจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้น คณะกรรรมการ E-Learning และฝ่ายพัฒนาด้านเทคนิคของ ISEC จะต้องหาวิธีเพื่อเร่งให้เกิดการยอมรับ E-Learning ทั้งระหว่างอาจารย์และนักศึกษา ต้องมีการพิจารณาว่ารูปแบบการอบรมแบบใดที่เหมาะสม เนื้อหา และโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะกระตุ้นการใช้ควรเป็นอย่างไร และสุดท้ายคือพิจารณาว่า แผนการจัดการและระบบ E-Learning ของ NIDA นั้นจะเป็นอย่างไร จึงจะสามารถสร้างความแตกต่างจากสถาบันคู่แข่งได้
แผน 3 ปี (ปีการศึกษา 2553-2555) ด้าน e-learning จัดแบ่งตามคณะดังนี้

Part II: Analyze the case
E-Learning คืออะไร
E-Learning คือ การเรียน การสอนในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหาทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น
ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า E-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอน โดยผู้เรียนส่ามารถเรียนผ่านออนไลน์ หรือจากแผ่นซีดีรอม ส่วนเนื้อหาของE-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
การนำ E-Learning ไปใช้ประกอบการเรียนการสอนสามารถทำได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. สื่อเสริม (supplementary) นอกจากเนื้อหาที่ปรากฏในลักษณะ E-Learning แล้ว ผู้เรียนยัง
สามารถศึกษาเนื้อหาเดียวกันนี้ในลักษณะอื่น ๆได้อีกด้วย เช่น เอกสารประกอบการสอน เป็นต้น การใช้ E-Learning ในลักษณะนี้ ผู้สอนเพียงต้องการให้ผู้เรียนมีทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับการเข้าถึงเนื้อหา
2. สื่อเติม (complementary) ผู้สอนมีการออกแบบเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติม
จาก E-Learning
3. สื่อหลัก (comprehensive replacement) เป็นการนำ E-Learning ไปใช้ในลักษณะแทนที่การบรรยายในห้องเรียน ผู้เรียนจะต้องศึกษาเนื้อหาทั้งหมดออนไลน์
องค์ประกอบของ e- learning ที่สำคัญมี 4 ส่วน คือ
1.เนื้อหา (content) สำหรับการเรียน การศึกษาแล้วไม่ว่าจะเรียนอย่างไรก็ตามเนื้อหาถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด E-Learning ก็เช่นกัน
2.ระบบบริหารการเรียน หรือ LMS ซึ่งย่อมาจาก E-Learning Management System ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและการกำหนดลำดับของเนื้อหาในบทเรียน แล้วนำส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน ซึ่งรวมไปถึงขั้นตอนการประเมินผล ควบคุม และสนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน ระบบบริหารการเรียนจะทำหน้าที่ตั้งแต่ผู้เรียนเริ่มเข้ามาเรียน โดยจัดเตรียมหลักสูตร บทเรียนทั้งหมดเอาไว้พร้อมที่จะให้ผู้เรียนได้เข้ามาเรียน เมื่อผู้เรียนได้เริ่มต้นบทเรียนแล้วระบบจะเริ่มทำงานโดยส่งบทเรียนตามคำขอของผู้เรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปแสดงที่ web browser ของผู้เรียน จากนั้นระบบก็จะติดตามและบันทึกความก้าวหน้า รวมทั้งสร้างรายงานกิจกรรมและผลการเรียนของผู้เรียนในทุกหน่วยการเรียนอย่างละเอียด จนกระทั่งจบหลักสูตร
3.การติดต่อสื่อสาร มีเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อสอบถาม ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างตัวผู้เรียนกับครู อาจารย์ผู้สอน และระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
• ประเภทช่วงเวลาเดียวกัน (synchronous) ได้แก่ chat
• ประเภทช่วงเวลาต่างกัน (asynchronous) ได้แก่ web-board, e-mail

4.การสอบ/วัดผลการเรียน โดยทั่วไปแล้วการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระดับใด หรือเรียนวิธีใด ก็ย่อมต้องมีการสอบ/การวัดผลการเรียนเป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ การสอบและการวัดผลจากการเรียนจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้การเรียนแบบ E-Learning เป็นการเรียนที่สมบูรณ์ บางวิชาจำเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อนสมัครเข้าเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในบทเรียน หลักสูตรที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้การเรียนที่จะเกิดขึ้นเป็นการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนที่จะจบหลักสูตร
เนื้อหาของ E-Learning สามารถแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. ระดับเน้นข้อความออนไลน์ (text online) เนื้อหาจะอยู่ในรูปของข้อความเป็นหลัก ซึ่งมีข้อดีคือเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการผลิตเนื้อหาและการบริหารจัดการรายวิชาโดยผู้สอนหรือผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาสามารถผลิตได้ด้วยตนเอง
2. ระดับรายวิชาออนไลน์เชิงโต้ตอบและประหยัด (low cost interactive online course) เนื้อหาจะอยู่ในรูปตัวอักษร ภาพ เสียง และวีดีทัศน์ ที่ผลิตขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ซึ่งควรมีการพัฒนา LMS ที่ดี เพื่อช่วยผู้สอนหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาในการสร้างและปรับเนื้อหาให้ทันสมัยได้ด้วยตนเอง
3. ระดับรายวิชาออนไลน์คุณภาพสูง (high quality online course) เนื้อหาจะอยู่ในรูปของมัลติมีเดียที่มีลักษณะมืออาชีพ การผลิตต้องใช้ทีมงานในการผลิตที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา (content experts) ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบการสอน (instructional designers) และผู้เชี่ยวชาญการผลิตมัลติมีเดีย (multimedia experts) เนื้อหาในระดับนี้ต้องมีการใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมเฉพาะสำหรับการผลิตและเรียกดู เช่น Macromedia Flash หรือ Flash Player เป็นต้น
ประเภทของ E-Learning ที่สำคัญมี 3 ประเภทดังนี้
1. Video-Conference เป็นการใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระยะไกล ที่ช่วยให้มีความสะดวก
สบายมากขึ้นในด้านเวลาและสถานที่ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สถานที่เรียน
2. Group Discussion space เพื่อเป็นพื้นที่ให้มีการใช้งานแบบกลุ่ม และจัดเก็บเอกสารต่างๆ
3. Online Community เป็นการสร้างสังคมออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นและอภิปรายในประเด็นที่สนใจ

NIDA’s E-Learning
จากวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ NIDA เป็น e-University และเพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน จึงมีการจัดตั้งโครงการ E-Learning ขึ้น

จุดเด่นของ NIDA E-Learning
• ทำให้การเรียนการสอนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหา เลือกเวลา และสถานที่เองได้
• ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆเช่น ค่าใช้จ่ายการเดินทางมาเรียนของนักศึกษาหรือมาสอนของอาจารย์ และเป็นการลดต้นทุนทางด้านการเรียนการสอนในระยะยาว
• ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา และนักศึกษาด้วยกันสะดวกขึ้น และเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
• ทำให้อาจารย์มีเวลาสำหรับทำงานวิจัยมากขึ้น

จุดด้อยของ E-Learning ของ NIDA
ระบบ E-Learning อาจมีผลกระทบกับนักศึกษาในด้านการบริหารเวลา การขาดระเบียบวินัย และ
ยังทำให้ขาดทักษะในการใช้ภาษา การสืบค้นหาข้อมูล และการจัดทำเนื้อหาต้องมีการออกแบบให้น่าสนใจ เพื่อที่จะทำให้ไม่น่าเบื่อและจูงใจผู้เรียน

ปัจจัยที่จะทำให้ E-Learningของ NIDA ประสบความสำเร็จ
ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ดังนี้
1. นักศึกษา
นักศึกษาจำเป็นต้องให้การยอมรับในการนำระบบ E-Learningมาใช้ในการเรียนการสอน
โดยให้นักศึกษาเห็นถึงประโยชน์ของ E-Learningที่ช่วยในการศึกษาหาความรู้ และค้นคว้าหาข้อมูล เพราะทำได้ง่ายและตัดข้อจำกัดทางด้านเวลา
2. ทรัพยากร
ทรัพยากรถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ ทั้งด้านการเงิน ด้านเทคนิค และบุคคลกร ที่ยังขาดแคลน
อยู่มาก
3. อาจารย์
อาจารย์ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยในการใช้ E-Learning เพราะเกรงว่าจะทำให้นักศึกษาขาดเรียน
มากขึ้น หรือรู้สึกหมดความสำคัญในการเรียนการสอน นอกจากยังเป็นการเพิ่มภาระความรับผิดชอบ จึงจำเป็นอย่างมากที่ทำความเข้าใจกับอาจารย์ ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ

Stakeholder
• นักศึกษา
เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโดยตรง เพราะเป็นผู้ที่ใช้ E-Learning เพื่อการศึกษา เรียนรู้ ทบทวนบทเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าขาดเรียนก็สามารถเข้ามาติดตามเนื้อหาได้ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนด้วยกัน และได้ถามปัญหากับอาจารย์ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ทำงานประจำแต่สนใจที่จะศึกษาต่อ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากงาน เพราะสามารถเรียนผ่านสื่อออนไลน์ได้ตลอดเวลา

• อาจารย์
เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสอนแบบ E-Learning ในการจัดทำเนื้อหาการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ เช่น power point คลิปวิดีโอ คลิปเสียง แล้วจึงทำการอัพโหลดข้อมูล ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาและทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีใน อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับอาจารย์ผู้สูงวัย ทำให้ไม่ได้รับความยอมรับเท่าที่ควร ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดการฝึกอบรม เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะในการใช้เทคโนโลยีของอาจารย์
• ISEC ( Information System Education Center )
สำนักการศึกษาระบบสารสนเทศ ( ISEC ) เป็นผู้รับผิดชอบการออกแบบและดูแลด้านเทคนิคและตรวจสอบระบบ e – Learning ใน NIDA ตลอดจนเป็นผู้ให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาต่างๆแก่ผู้ใช้งาน

What seem to be the issues?

NIDA ได้พัฒนาระบบ E-Learning มาใช้ในเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน โดยอาจารย์จะเป็นผู้จัดเตรียมเนื้อหาและข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น เพาเวอร์พอยท์ วีดีโอคลิป หรือสื่อมัลติมีเดียอื่นๆ และใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อในการนำเสนอข้อมูลแก่นักศึกษา ซึ่งปัจจุบันทางสถาบันได้นำมาใช้ร่วมกับการเรียนการสอนแบบปกติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน และยังเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างอาจารย์และนักศึกษาอีกด้วย ซึ่งแม้ระบบ E-Learning จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นซึ่งเป็นอุปสรรคในการใช้ E-Learning ใน NIDA ได้แก่
1. ด้านงบประมาณที่จำกัด
ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สำคัญ เนื่องจากการลงทุนด้าน E-Learning นั้นมีต้นทุนที่สูง เพราะต้องมี
การลงทุนในส่วนของอุปกรณ์ทั้ง Hardware, Software และ Network ซึ่งต้องมีค่าบำรุงรักษา และทางด้านบุคคลากร เพื่อเป็นส่วนในการสนับสนุนระบบ E-Learning
2. ด้านความไม่พร้อมของระบบ Broadband
ความไม่พร้อมของระบบ Broadband จะส่งผลกับการเชื่อมต่อกับเพื่อใช้งาน E-Learning
เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบมัลติมีเดีย ที่ต้องมีระบบอินเตอร์ความเร็วสูงเพื่อรองรับการใช้งาน เช่น 3G
3. การต่อต้านจากผู้เกี่ยวข้อง
ในส่วนของอาจารย์มองว่าการนำระบบ E-Learning มาใช้จะทำให้เกิดภาระมากขึ้น และรู้สึกว่าถูกลดความสำคัญ ตลอดจนความไม่พร้อมด้านทักษะทำให้ปฏิเสธที่จะใช้งาน ในส่วนของนักศึกษานั้นก็ให้ความสนใจกับการเรียนการสอนแบบปกติมากกว่า

Problems, alternatives and solutions

 Problem 1 : ปัญหาด้านลิขสิทธิ์ด้านสื่อการเรียนการสอนใน E-Learning ควรเป็นของใคร
Alternatives 1 ลิขสิทธิ์เป็นของอาจารย์ผู้จัดทำ
เพราะเป็นการแรงจูงใจให้อาจารย์ในการจัดทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับระบบ E-Learning แต่
อาจมีผลกระทบกับสถาบันที่จะนำเนื้อหาไปใช้หรือเผยแพร่ จะต้องมีการขออนุญาตอาจารย์ผู้จัดทำก่อน
Alternatives 2 ลิขสิทธิ์เป็นของสถาบัน
ทำให้สถาบันสามารถนำเนื้อหาไปใช้หรือเผยแพร่ โดยไม่ต้องมีการขออนุญาตจากอาจารย์ผู้จัดทำ แต่อาจทำให้อาจารย์ขาดแรงจูงใจในการทำสื่อการเรียนการสอน
 Solutions
ลิขสิทธิ์ควรเป็นของอาจารย์ เพราะว่า เนื้อหาต่างๆ เกิดจากการคิดและการค้นคว้าของอาจารย์ผู้จัดทำ อาจารย์สามารถนำเสนอเป็นผลงานทางด้านวิชาการได้ ในส่วนของสถาบันนั้น แม้จะต้องลงทุนด้านทรัพยากรต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก และยังมีค่าใช้จ่ายในด้านการพัฒนาและการบำรุงรักษาอีกมากมาย แต่ถ้าระบบ E-Learning ประสบผลความสำเร็จ จะเกิดประโยชน์ในระยะยาวในส่วนการลดต้นทุนของสถาบัน ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ระบบ E-Learning สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมืออย่างดีจากอาจารย์ ดังนั้นการให้ลิขสิทธิ์กับอาจารย์ผู้จัดทำย่อมส่งผลด้านแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไป

 Problem 2 : ปัญหาการไม่ยอมรับระบบ E-Learning ของอาจารย์
Alternatives 1 จัดอบรมการใช้งานระบบ E-Learning
สาเหตุส่วนใหญ่ในการที่อาจารย์ไม่ยอมรับระบบ E-Learning เกิดจากการทักษะในการใช้งาน
เทคโนโลยีเพื่อใช้ในการสร้างสื่อการเรียนการสอน และการไม่เห็นถึงประโยชน์ระยะยาวของการนำระบบ E-Learning มาใช้ การจัดอบรมจะทำให้อาจารย์เข้าใจการใช้งานในด้านเทคนิคและเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากระบบ E-Learning
 Alternatives 2 จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบในการเนื้อหาสำหรับ E-Learning
เพื่อเป็นการช่วยเหลืออาจารย์ในการทำเนื้อหาสำหรับระบบ E-Learning ทำให้อาจารย์ไม่รู้สึกว่ามี
ภาระเพิ่มมากขึ้น และทำให้รูปแบบของเนื้อหามีมาตรฐานเดียวกัน
 Solutions
การจัดอบรมให้อาจารย์มีความรู้ความเข้าใจในระบบ E-Learning มีความสำคัญอย่างมาก เพราะ
การได้รับความร่วมมือที่ดีจากอาจารย์ เป็นปัจจัยที่จะทำให้ระบบ E-Learning ประสบผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องให้อาจารย์เห็นถึงประโยชน์ในการใช้งาน
Lessons learned from the case
จากกรณีศึกษานี้ ทำให้เห็นว่า การจัดทำโครงการใดๆ นั้น ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่น จำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับความร่วมมืออย่างดีในการจัดทำโครงการนั้น โดยเฉพาะโครงการที่ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้งาน เช่น การนำระบบ E-Learning ในการเรียนการสอน อาจารย์บางส่วนเล็งเห็นว่าจะทำให้บทบาทและความสำคัญของตนลดลง ซึ่งเป็นทัศนคติส่วนบุคคล การที่จะทำให้คนใดคนหนึ่งเปลี่ยนทัศนคตินั้น ต้องแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้น ระบบ E-Learning เองก็มีประโยชน์อย่างมากต่ออาจารย์ แม้จะมีข้อจำกัดด้านอื่นอีกบ้าง เช่น เวลา และทักษะการใช้งานต่างๆ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดฝึกอบรมและจัดตั้งหน่วยงานในการดูแลการทำเนื้อหาต่างๆในระบบ E learning อย่างไรก็ตามบุคลากรอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็มีความสำคัญเช่นกัน การจูงใจให้ทุกคนให้ความร่วมมือนั้น ถือเป็นส่วนช่วยในการส่งเสริมให้ระบบ E-Learning ของ NIDA ประสบความสำเร็จ