บทที่ 1
ความสำคัญและที่มาของปัญหา
ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทและมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะทำให้วิถีชีวิตเราทันสมัยและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตจะมีการเสนอข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ผู้ใช้ทราบซึ่งเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน สารสนเทศที่เสนอในอินเทอร์เน็ตจะมีมากมายหลายรูปแบบเพื่อสนองความสนใจและความต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่ม อินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งสารสนเทศที่สำคัญ เพราะสามารถค้นหาสิ่งที่ตนสนใจได้ในทันที หรือแม้แต่การรับรู้ข่าวสารทั่วโลกก็สามารถอ่านได้ในอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์ต่างๆ ของหนังสือพิมพ์ ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนเราในปัจจุบันเป็นอย่างมากในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่อยู่ในวงการธุรกิจ การศึกษา ต่างก็ได้รับประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้ระบบอินเทอร์เน็ตยังมีบริการอื่นๆ อีกมากมาย การขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย ส่งผลให้โลกปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุค Net Generation โดยจะเห็นได้จากการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตจากปี 2000 เทียบกับปี 2009 เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 380 (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ , 2552) สำหรับประเทศไทยการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 2551 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 16.1 ล้านคน และโดยเฉลี่ยในปี 2552 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซด์ต่างๆ ประมาณ 1.3 ล้านคน หรือประมาณ 118.04 ล้านเพจวิวต่อวัน (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ , 2552) และจากการที่อินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญมากขึ้นนั้น ประกอบกับแนวโน้มของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและการแข่งขันของผู้ให้บริการรายต่างๆ ก็รุนแรงมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากรายอื่นๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) ซึ่งคู่แข่งหลักในตลาดดังกล่าว คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปี 2551 ทรูมีส่วนแบ่งทางการตลาดบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต 38.43% รองลงมาคือ 3BB และทีโอที ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดใกล้เคียงกัน คือ 27.92% และ 27.39% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในปัจจุบันนี้ต้องการฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการค้นหาข้อมูลและติดตามข้อมูลข่าวสาร แต่ยังมีการดาวน์โหลดเพลง และเกมส์ต่างๆ อีกด้วย จึงสนใจที่จะศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตหรือไม่ เพื่อที่จะได้นำผลการศึกษามาใช้เป็นข้อมูลและแนวทางแก่ผู้ให้บริการรายต่างๆ ในการวางแผนกลยุทธ์และสร้างบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพ มหานคร
2. เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพ มหานคร
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
จากการศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ คือ ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ต ทราบถึงปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจสำหรับผู้ให้บริการในการวางแผน กลยุทธ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาส่วนครองตลาดและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด
ขอบเขตของการศึกษา
ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีขอบเขตของการศึกษาเกี่ยวกับประชากร ระยะเวลา และตัวแปร ดังนี้
1. ขอบเขตด้านประชากร กลุ่มประชากรที่ศึกษา คือ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ไม่ทราบประชากรที่แน่นอนว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตเท่าใด
2. พื้นที่และช่วงเวลาของการศึกษา การศึกษาครั้งนี้กำหนดการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์ โดยเก็บข้อมูลในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553– กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
3. ขอบเขตของตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้กำหนดตัวแปรที่ศึกษาไว้ดังนี้
ตัวแปรอิสระ (independent variable) ผู้ศึกษาได้สนใจปัจจัยด้านการตลาดที่ผู้ให้บริการรายต่างๆ ได้ดำเนินการ ซึ่งประกอบไปด้วย การให้บริการ ราคา การส่งเสริมการขาย และนอกจากนี้ยังสนใจปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือนอีกด้วย
ตัวแปรตาม (dependent variable) คือ การตัดสินใจเลือกใช้บริการระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพ มหานคร
นิยามศัพท์เฉพาะ
อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายหลายๆ เครือข่ายทั่วโลก โดยใช้ภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โพรโทคอล (Protocol) ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ในหลายๆ ทาง อาทิเช่น อีเมล เว็บบอร์ด และสามารถสืบค้นข้อมูลและข่าวสารต่างๆ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Service Provider หมายถึง หน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป
บทที่ 2
แนวคิดทางทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
ความหมายของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัยโครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการประยุกต์ใช้งานหลากหลายรูปแบบ อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายของเครือข่าย เพราะอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยเครือข่ายย่อยเป็นจำนวนมากต่อเชื่อมเข้าด้วยกันภายใต้มาตรฐานเดียวกันจนเป็นสังคมเครือข่ายขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ทำให้การเข้าสู่เครือข่ายเป็นไปได้อย่างเสรีภายใต้กฎเกณฑ์บางประการที่กำหนดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและวุ่นวายจากการเชื่อมต่อจากเครือข่ายทั่วโลก
ประวัติของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ถูกพัฒนามาจากโครงการวิจัยทางการทหารของกระทรวงกลาโหมของประเทศ สหรัฐ อเมริกา คือ Advanced Research Projects Agency (ARPA) ในปี 1969 โครงการนี้เป็นการวิจัยเครือข่ายเพื่อการสื่อสารของการทหารในกองทัพอเมริกา หรืออาจเรียกสั้นๆ ได้ว่า ARPA Net ในปี ค.ศ. 1970 ARPA Net ได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นโดยการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา คือ มหาวิทยาลัยยูทาห์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาบารา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส และสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการใช้ อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
สำหรับในประเทศไทย อินเทอร์เน็ตเริ่มมีการใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ IDP (The International Development Plan) เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถติดต่อสื่อสารทางอีเมลกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลียได้ ซึ่งได้มีการติดตั้งระบบอีเมลขึ้นครั้งแรกผ่านระบบโทรศัพท์ ความเร็วของโมเด็มที่ใช้ในขณะนั้นมีความเร็ว 2,400 บิต/วินาที และวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ได้มีการส่งอีเมลฉบับแรกที่เป็นการติดต่อระหว่างประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงเปรียบเสมือนประตูทางผ่าน (Gateway) ของไทยที่เชื่อมต่อไปยังออสเตรเลียในขณะนั้น
ในปี พ.ศ. 2533 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของสถาบันการศึกษา โดยมีชื่อว่า เครือข่ายไทยสาร (Thai Social/Scientific Academic and Research Network : ThaiSARN) ประกอบด้วย มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ เพื่อการศึกษาและวิจัย
ในปี พ.ศ. 2538 ได้มีการบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ขึ้น เพื่อให้บริการแก่ประชาชน และภาคเอกชนต่างๆ ที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีบริษัทอินเทอร์เน็ตไทยแลนด์ (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider: ISP) เป็นบริษัทแรก เมื่อมีคนนิยมใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตจึงได้ก่อตั้งเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Service Provider
ISP มาจากคำว่า Internet Service Provider ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต" ISP เป็นหน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป ISP ที่เป็นหน่วยงานราชการ หรือสถาบันการศึกษา มักจะเป็นการให้บริการฟรีสำหรับสมาชิกขององค์การเท่านั้น แต่สำหรับ ISPประเภทที่ให้บริการในเชิงพาณิชย์ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ ISP รายนั้นๆ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับ ISP แต่ละราย ข้อดีสำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ก็คือ การให้บริการที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรองรับกับความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน มีทั้งรูปแบบส่วนบุคคล ซึ่งจะให้บริการกับประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต และบริการในรูปแบบขององค์กรหรือบริษัท ซึ่งให้บริการกับบริษัทห้างร้าน หรือองค์กรต่างๆ ที่ต้องการให้พนักงานในองค์กรได้ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISP จะเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ถ้าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการข้อมูลอะไรก็สามารถติดต่อผ่าน ISP ได้ทุกเวลา
งานหลักของ ISP : Internet Service Provider คือ เป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ถ้าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการข้อมูลอะไรก็สามารถติดต่อผ่าน ISP ได้ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง โดยการเลือก ISP นั้น ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการใช้งานเป็นหลัก รวมถึงค่าบริการก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงโดยหลักการพิจารณา ISP นั้น เราต้องดูว่า ISP มีสายสัญญาณหลักที่เร็ว หรือมีประสิทธิภาพสูงมากเพียงใด มีสมาชิกใช้บริการมากน้อยขนาดไหน เพราะปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตด้วย โดยวิธีการสมัครสมาชิกนั้น เราสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยัง ISP ที่ให้บริการต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถเลือกรับบริการได้ 2 วิธี คือ ซื้อชุดอินเทอร์เน็ตสำเร็จรูปตามร้านทั่วไปไปใช้ และสมัครเป็นสมาชิกรายเดือน โดยใช้วิธีการติดต่อเข้าไปยัง ISP โดยตรง ซึ่งวิธีการ และรายละเอียดในการให้บริการของแต่ละที่นั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบการให้บริการของ ISP รายนั้นๆ จะกำหนด
ประเภทของการให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศ, 2553)
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ ISDN
ISDN (Internet Services Digital Network) เป็นการเชื่อมต่อที่คล้ายกับแบบ Dial Up เพราะต้องใช้โทรศัพท์และโมเด็มในการเชื่อมต่อ ต่างกันตรงที่ระบบโทรศัพท์เป็นระบบความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital) และต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อการขอใช้บริการต้องติดต่อกับผู้ให้บริการ
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Dial Up
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เคยได้รับความนิยมในยุคแรกๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บุคคลกับสายโทรศัพท์บ้านที่เป็นสายตรงต่อเชื่อมเข้ากับโมเด็ม (Modem) ก็สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตต้องทำการติดต่อกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านหมายเลขโทรศัพท์บ้าน โดยผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะกำหนดชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) มาให้เพื่อเข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ต
การขอรับบริการจากผู้ให้บริการนอกจากการติดต่อโดยตรงแล้ว ยังมีการจำหน่ายในรูปแบบแพ็กเกจของชั่วโมงอินเทอร์เน็ต สามารถหาซื้อได้โดยสะดวกและนำมาใช้ได้ทันทีกับโทรศัพท์บ้านโดยทั่วไป
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ DSL
DSL (Digital Subscriber Line) เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตและพูดผ่านสายโทรศัพท์ปกติได้ในเวลาเดียวกัน การเชื่อมต่อต้องใช้ DSL Modem และต้องทำการติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ ADSL
ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) คือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง บนเครือข่ายสายทองแดง หรือคู่สายโทรศัพท์นั่นเอง โดย ADSL เป็นเทคโนโลยีในตระกูล xDSL ที่มีลักษณะสำคัญคืออัตราความเร็วในการรับข้อมูล (Downstream) และอัตราความเร็วในการส่งข้อมูล (Upstream) ไม่เท่ากัน ซึ่งอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 เมกะบิตต่อวินาที และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1 เมกะบิตต่อวินาที ระดับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับระยะทาง และคุณภาพของคู่สาย
ข้อดีของ ADSL คือ สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับคุยโทรศัพท์ได้ เพราะได้ใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ ที่จะแบ่งย่านความถี่บนคู่สายทองแดง ออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงความถี่โทรศัพท์ (POTS) ช่วงความถี่ของการส่งข้อมูล (Upstream) ช่วงความถี่ในการรับข้อมูล (Downstream) จึงทำให้สามารถส่งข้อมูล และใช้โทรศัพท์ได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อคู่สายโทรศัพท์ของเรามีความเร็วที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็เท่ากับว่าเราสามารถเข้าใช้งานไปยังผู้ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง
ADSL จัดว่าเป็นบรอดแบนด์อย่างหนึ่ง แต่เป็นบรอดแบนด์ในราคาประหยัด ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ และออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากบ้านที่มีความต้องการในการดาวน์โหลดข้อมูลมากกว่าการส่งข้อมูลออกจากเครื่อง ดังนั้นเทคโนโลยี ADSL จึงมีประโยชน์มากสำหรับผู้ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่บ้าน เพราะช่วยให้สายโทรศัพท์มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น ช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในความเร็วไม่แตกต่างไปจากที่ทำงาน
ข้อจำกัดของการใช้งาน ADSL ก็คือจำกัดเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ โดยจะต้องใช้งาน ADLS กับคู่สายโทรศัพท์ที่ได้ร้องขอไปเท่านั้น และการติดตั้งและใช้งาน ADSL ไม่ได้ความเร็วตามที่เราร้องขอเสมอไป เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่อง ระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะยิ่งห่างจากชุมสายมากเท่าไหร่ อัตราของการรับส่งข้อมูลก็จะต่ำลงเท่านั้น ดังนั้นหากอยู่ห่างจากศูนย์กลางของพื้นที่ให้บริการของชุมสาย อัตราการรับส่งข้อมูลก็จะลดลง ซึ่งทางผู้ให้บริการส่วนมากจึงต้องมีการทดสอบก่อนว่าคู่สายโทรศัพท์ของคุณสามารถรองรับบริการของ ADSL ได้อย่างเต็มความสามารถหรือไม่ และบริการของ ADSLจะไม่ได้รับบริการเต็มความสามารถของแบนด์วิดธ์ที่ขอไป เช่น การใช้งานที่ 128 kbps คุณจะใช้งานได้เต็ม 128 kbps บางช่วงเวลาเท่านั้น เพราะ 128 kbps จะถูกแชร์ให้กับผู้ร้องของบริการรายอื่นๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกันกับคุณ ซึ่งจะทำให้ต้องแบ่งปันแบนด์วิดธ์ของการใช้งานออกตามจำนวนของผู้ใช้
สรุป คือ หลังจากที่ได้ร้องขอบริการ ADSL ไปแล้ว คุณจะสามารถใช้งาน ADSL ได้เฉพาะกับเบอร์ที่ขอไปเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนเบอร์ หรือนำโมเด็ม ADSL ไปใช้ในที่อื่น ๆ ได้ และแบนด์วิดธ์ที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เต็มตามจำนวนที่ร้องขอบริการไป เพราะปัจจัยหลาย ๆ ประการ เช่น คุณภาพของสายโทรศัพท์ ระยะทางจากชุมสายถึงบ้าน และจำนวนผู้แบ่งปันการใช้งาน ADSL ที่อยู่ละแวกเดียวกันนั่นเอง ซึ่งหากว่ามีการแชร์กันมาก ๆ ไม่เพียงแค่แบนด์วิดธ์เท่านั้นที่ถูกแบ่งปันไป การเข้าใช้งานอาจจะมีปัญหาตามมา เช่น ล็อกอินเข้าไปใช้งาน ADSL ไม่ได้ หรืออินเทอร์เน็ตช้ามากๆ นั่นเอง
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Cable
การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน Cable เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยผ่านสายสื่อสารเดียวกับ Cable TV จึงทำให้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับการดูทีวีได้ โดยต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ Cable Modem เพื่อเชื่อมต่อ และต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย
บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Satellites
การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellites) เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า Direct Broadcast Satellites หรือ DBS โดยผู้ใช้ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ จานดาวเทียมขนาด 18-21 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณจากดาวเทียม ใช้ Modem เพื่อเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต นิยมเฉพาะในพื้นที่ไม่มีสายสัญญาณหรือวิธีการที่เครือข่ายอื่นเข้าไปได้ยาก เช่น พื้นที่ภูมิประเทศสลับซับซ้อน
โครงสร้างตลาดอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2540)
ตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยประกอบไปด้วยฝ่ายต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศและผูกขาดบริการการสื่อสารระหว่างประเทศ
2. บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (อินเทอร์เน็ต Service Provider หรือ ISP) ซึ่งในปัจจุบันมีเกินกว่า 10 รายที่ให้บริการแล้ว และมีเกินกว่า 20 รายที่ได้สัมปทานในการให้บริการจากกสท.
3. ผู้ใช้บริการซึ่งมีทั้งผู้ใช้บริการประเภทบุคคล (individual user) และผู้ใช้บริการประเภทองค์กร (corporate user) โดยผู้ใช้ประเภทบุคคลโดยทั่วไปมักจะใช้บริการเชื่อมต่อจากการหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็ม (dial up) ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ให้บริการ ส่วนผู้ใช้ประเภทองค์กรส่วนหนึ่งจะเชื่อมต่อโดยผ่านสายเช่า (leased line) ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ให้บริการ
4. บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารระหว่างประเทศ (international carrier) เช่น Global One, MCI ,Teleglobe ซึ่งให้บริการเชื่อมต่อวงจรอินเทอร์เน็ตของบริษัทผู้ให้บริการไทยเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโลก โดยทั่วไปแล้ว บริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศด้วย
ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยคือมีการผูกขาดและแทรกแซงตลาดในรูปแบบต่างๆ เป็นอย่างมากโดยหน่วยงานรัฐ คือ กสท.
ในปัจจุบันธุรกิจการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้น ถือว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากความนิยมใช้งานที่เพิ่มขึ้นของประชาชน การใช้งานที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากหลายปัจจัย เช่น มาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้น อุปกรณ์มีราคาถูกลง ความต้องการบริโภคข่าวสารสูงขึ้น ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป เป็นต้น ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีประมาณ 18 ล้านคน หรือประมาณ 26% ของประชากร
จากจำนวนผู้ใช้บริการ เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ลงทะเบียนใช้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้บริการปลายทางประเภทบุคคลทั่วไป (Individual หรือ Home Access) พบว่า แนวโน้มผู้ลงทะเบียนใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2553 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 2,411,479 ราย เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 22.82 และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าในอัตราร้อยละ 5.05 (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, 2552)
ตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย (สำนักพัฒนานโยบายและกฎกติกา, 2553)
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2553 ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาด 41.16 % และมีบริการหลายประเภท เช่น Hi-Speed อินเทอร์เน็ตให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยี ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) ผ่านสายโทรศัพท์เส้นเดิม สามารถรับ - ส่ง ข้อมูลสูงสุดด้วยอัตราความเร็วการรับข้อมูล (Download) สูงสุดที่ 6 Mbps และอัตราการส่งข้อมูล (Upload) สูงสุดที่ 512 Kbps เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบตลอดเวลา (Always On) สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศ มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับสองที่ 29.77% ของตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศ มีจำนวนผู้ใช้บริการบอร์ดแบนด์ประมาณ 788,000 ราย ให้บริการหลายประเภทประกอบด้วยบริการโทรศัพท์พื้นฐานและบริการเสริมต่างๆ เช่น บริการโทรศัพท์สาธารณะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงบริการอินเทอร์เน็ตและบอร์ดแบนด์ บริการโครงข่ายข้อมูลและบริการ WE PCT ทรูออนไลน์เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานรายใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานของทรูเป็นโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย
บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในกลุ่มจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับสามอยู่ที่ 24.51% บริการของ 3BB เช่น บริการ 3BB Hi-Speed อินเทอร์เน็ต ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วเริ่มต้น 6 Mbps ขึ้นไป หรือมากกว่า 40-100 เท่าของโมเด็ม 56 Kbps และสามารถใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตในเวลาเดียวกันได้ เล่นได้ทั้งวันทั้งคืน แบบไม่จำกัดชั่วโมง ในราคาประหยัด อีกทั้งยังมีบริการสำหรับธุรกิจและองค์กร (Inter Link) ซึ่งเป็นบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อคุณภาพสูงด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีโครงข่ายในรูปแบบ NGN : Next Generation Network อีกด้วย
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายอื่น ๆ เช่น
- บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT
- บริษัท สามารถ อินโฟเนต จำกัด
- บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต (INET)
- บริษัท จัสมิน อินเทอร์เน็ต จำกัด
- บริษัท เอเน็ต จำกัด
- บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชนเอส ล็อกซอินโฟ)
- บริษัท เค เอส ซี คอมเมอร์เชียล อินเทอร์เน็ต จำกัด (มหาชน)
- บริษัท แอดวานซ์ ดาต้าเน็ตเวอร์ค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
การวิเคราะห์ Five Force ของตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
1. The threat of new entrants : การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่
การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนสูง และต้องได้รับสัมปทานจาก Thailand Internet Exchange (IX) ก่อน
2. The bargaining power of suppliers : อำนาจการต่อรองของผู้ผลิต
อำนาจการต่อรองของผู้ผลิตมีสูง เพราะมี ISP ที่ให้บริการอยู่น้อยรายและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยผ่านสื่อต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต โฆษณา เป็นต้น
3. The bargaining power of buyers : อำนาจการต่อรองของผู้บริโภค
อำนาจการต่อรองของผู้บริโภคมีต่ำ เพราะสามารถเลือกใช้บริการของ ISP ได้น้อยราย มีการผูกขาดของ ISP รายใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกไม่มากนัก
4. The threat of substitute products or services : การมีสินค้าและบริการอื่นทดแทน
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนอินเทอร์เน็ตได้
5. The rivalry among existing firms in the industry : การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม
การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมมีการแข่งขันที่สูง เนื่องจาก ISP แต่ละรายใช้กลยุทธ์ในการปรับราคาในการให้ บริการลง และเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า hi-speed internet ที่มีความรวดเร็วในการเชื่อมต่อและเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น
ทิศทางของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย (ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ, 2553)
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน เจริญ ได้สรุปทิศทางอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยดังนี้ ความต้องการส่วนใหญ่ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังคงมุ่งไปที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) ส่งผลให้อัตราการเติบโตของผู้สมัครใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั้งแบบใช้สาย (Wired) และไร้สาย (Wireless) มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลขณะที่แนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ (Narrowband) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ (Dial-up) มีปริมาณการใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Internet) มีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี 3G เพื่อให้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถรองรับการให้บริการภาพและเสียง และการรับส่งข้อมูลต่างๆเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ผ่านเทคโนโลยี WAP, GPRS, EDGE, Wi-Fi, และ WiMax เป็นต้น
สำหรับทิศทางการเติบโตของปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สามารถพิจารณาได้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. ปัจจัยทางด้านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ได้แก่ การขยายความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลหรือปริมาณการขยายแบนด์วิธ (Bandwidth) ที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง นอกจากนี้ผู้ให้บริการมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันในด้านของคุณภาพและความหลากหลายของการให้บริการ ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลให้ค่าบริการในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มที่ลดลง
2. ปัจจัยทางด้านผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Subscribers) นอกจากนั้น จากการรายงานสภาพตลาดโทรคมนาคมของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ระบุว่าอัตราส่วนประชากรต่อจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.3 ในปี 2556 จากอัตราส่วนที่ค่อนข้างต่ำนี้เอง ทำให้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ยังคงมีโอกาสในการขยายอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกมากและกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพในที่สุด สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี 3G ซึ่งเริ่มมีการให้บริการเชิงพาณิชย์ในหลายๆพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาและขยายโครงข่ายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการใช้งานในจังหวัดใหญ่ๆ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี WiMAX (Worldwide Interoperability for Microwave Access) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไร้สายที่มีความสามารถในการให้บริการในพื้นที่ขนาดใหญ่ (ระดับเมือง) ได้
ปัจจัยที่ส่งผลให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น
ผลสำรวจตลาดสื่อสารของประเทศไทยปี 2552-2553 พบว่ามีปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์เพิ่มมากขึ้น ดังต่อไปนี้
• โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท Smart Phone มีการพัฒนาให้รองรับการให้บริการ Mobile Internet เพิ่มมากขึ้นซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา
• แนวโน้มราคาของอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ปรับตัวลดลง เช่น Notebook Router และ Air Card เป็นต้น
• Widget/Gadget รูปแบบใหม่ๆ ที่ทยอยออกมาสร้างกระแสความตื่นตัวในการใช้งาน Application ใหม่ๆ เช่น iPad ของ Apple กระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
• ความนิยมในการใช้งาน Social networking ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการดาวน์โหลด/อัพโหลดข้อมูล
• Application ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ให้ประสบการณ์การใช้งานแบบ Real-Time (เช่น การให้บริการ Video Call) และเทคโนโลยี Virtualization เช่น เกมออนไลน์ประเภท 3D หรือ Social Network Game จำเป็นต้องใช้งานบนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
• นโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างโครงข่ายความเร็วสูง จากแผนแม่บท ICT ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และต้องให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึง
3. ปัจจัยทางด้านธุรกิจที่นำอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจ ธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งหลาย เช่น การขายของออนไลน์ (e-Commerce) เกมออนไลน์ การตลาดและโฆษณาออนไลน์ และสังคมออนไลน์ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งเสริมกันและกันเป็นวงจรของการพัฒนาอินเทอร์เน็ตในประเทศ
การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต
การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันทำได้หลากหลาย อาทิเช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล (e-Mail) , สนทนา (Chat), อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด, การติดตามข่าวสาร, การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล, การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์ , การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ, การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์, การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์, การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning), การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference), โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP), การอับโหลดข้อมูล หรือ อื่นๆ
แนวโน้มล่าสุดของการใช้อินเทอร์เน็ตคือการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ (Social Network) ซึ่งพบว่าปัจจุบันเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น facebook, twitter, hi5 และการใช้เริ่มมีการแพร่ขยายเข้าไปสู่การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Internet) มากขึ้นดังรูปด้านล่าง เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันสนับสนุนให้การเข้าถึงเครือข่ายผ่านโทรศัพท์มือถือทำได้ง่ายขึ้นมาก
ปัญหาหลักของการใช้อินเทอร์เน็ต
สำหรับปัญหาหลักของการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศยังคงเป็นเรื่องของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเนื่องจากการทำธุรกรรมออนไลน์มีแนวโน้มที่สูงขึ้น ข้อมูลทางการเงิน เช่น บัตรเครดิต บัญชีธนาคารมีการเก็บอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกขโมยจากแฮกเกอร์ นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายบนอินเทอร์เน็ตยังเป็นปัญหา เนื่องจากการกระทำผิดเกี่ยวข้องกับกฎหมายในหลายประเทศ และปัญหาที่สำคัญของอินเทอร์เน็ตก็คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกว่า Digital Divide ซึ่งก็คือความแตกต่างระหว่างคนที่เข้าถึงกับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งหมายถึงความแตกต่างระหว่างคนที่เข้าถึงข้อมูลได้และคนที่เข้าถึงข้อมูลไม่ได้นั่นเอง
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับส่วนประสมการตลาด
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ประกอบด้วยความหมายและส่วน ประกอบของส่วนประสมการตลาด เพื่อให้มีความเข้าใจและทราบถึงส่วนประกอบต่างๆ ของส่วนประสมการตลาด ดังรายละเอียด ดังนี้
Kotler (2003) ได้ให้คำนิยามของคำว่าส่วนประสมทางการตลาดไว้ว่า ส่วนประสมการตลาด คือ กลุ่มประเภทของเครื่องมือทางการตลาดที่บริษัทใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดในตลาดเป้าหมาย ตามแนวความคิดของ Mc Carthy (1996) ได้จัดกลุ่มเครื่องมือทางการตลาดเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ (product) 2. ราคา (price) 3. ช่องทางการจัดจำหน่าย (place) และ 4. การส่งเสริมการตลาด (promotion) หรือ 4P’s
ยุภาวรรณ (2545) ได้อธิบายถึงรายละเอียดของส่วนประสมทางการตลาด (marketing mix) ดังภาพที่ 3 และมีรายละเอียดต่อไปนี้
1. ผลิตภัณฑ์ (product) หมายถึง สิ่งที่เสนอขายโดยธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้พึงพอใจผลิตภัณฑ์รวมถึงสินค้า บริการ ความคิด ผลิตภัณฑ์เป็นส่วนประสมทางการตลาดที่สำคัญที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ยังมีความหมายนอกเหนือจากรูปร่างลักษณะที่มองเห็นได้ กล่าวคือ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าใด ๆ เขากำลังมองหาประโยชน์จากสินค้าหรือบริการนั้นแม้ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าซึ่งเป็นสิ่งมองเห็นจับต้องได้ แต่ลูกค้าซื้อสินค้าโดยคาด หวังถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้สินค้านั้น
2. ราคา (price) หมายถึง สิ่งที่บุคคลจ่ายสำหรับสิ่งที่ได้มา ซึ่งแสดงเป็นมูลค่า (value) ในรูปของเงินตรา ดังนั้น ลักษณะของราคาเป็นมูลค่าของสินค้าและบริการ ราคาเป็นจำนวนเงินหรือสิ่งอื่นที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการ
3. การจัดจำหน่าย (place) หมายถึง โครงสร้างของช่องทาง สถาบันและกิจกรรมที่ใช้เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการจากองค์การไปยังตลาดจากความหมายจะเห็นว่าลักษณะการจัดจำหน่ายมีดังนี้คือ เป็นกิจกรรมการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเป้าหมาย และโครงสร้างของช่องทาง ซึ่งประกอบด้วยสถาบันทางการตลาด (marketing institution) ประกอบ ด้วย คนกลาง ธุรกิจการกระจายสินค้า ธุรกิจให้บริการทางการตลาด รวมทั้งสถาบันทางการเงิน
4. การส่งเสริมการตลาด (promotion) เป็นส่วนประสมทางการตลาดตัวหนึ่งขององค์การที่ใช้เพื่อแจ้งข่าวสารและจูงใจตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการขององค์การหรือการสื่อสารการตลาด (marketing communication mix) เป็นการติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับข้อมูลระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เพื่อสร้างทัศนคติและพฤติกรรมการซื้อ ส่วนประสมการติดต่อ สื่อสารทางการตลาด โดยรวมของกิจการอาจเรียกว่า ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาด (promotion mix) ได้แก่ การโฆษณา การขายโดยบุคคล การส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ และการตลาดทางตรง (พิบูล, 2545)
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
พาณิชยการพระนครโพลล์ (2552) ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและปัจจัยที่มีผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ต จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน เป็นเพศหญิง 142 คน คิดเป็นร้อยละ 71.0 ส่วนเพศชายมีจำนวน 58 คน คิดเป็นร้อยละ 29.0 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป มีจำนวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 54.5 รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 16-20 ปี มี 61 คน คิดเป็นร้อยละ 30.5 ส่วนกลุ่มอายุ 10-15 ปี จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 14.5 และกลุ่มสุดท้ายที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.5 ซึ่งปรากฎผลเป็นดังนี้
สำหรับระดับรายได้ต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มที่มีรายได้ 8,000-10,000 บาท มีจำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 35.0 รองลงมา คือ กลุ่มรายได้ ต่ำกว่า 5,000 บาท จำนวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0 ถัดมาเป็นกลุ่มรายได้ 11,000 บาทขึ้นไป มีจำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 16.0 และสุดท้าย คือ กลุ่มรายได้ 5,000-7,000 บาท มีจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 15.0
ในส่วนของระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ระดับการศึกษาที่มากเป็นอันดับหนึ่ง คือ ระดับปริญญาตรี จำนวน 144 คน คิดเป็นร้อยละ 72.0 รองลงมา คือ การศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 17.0 ส่วนการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 9.0 และสุดท้ายคือ การศึกษาระดับ ต่ำกว่ามัธยม ศึกษา มีจำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0
อาชีพของกลุ่มตัวอย่างที่มากเป็นอันดับหนึ่ง คือ อาชีพ นักเรียน/นักศึกษา จำนวน 122 คน คิดเป็นร้อยละ 61.0 รองลงมาคือ อาชีพ ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 18.0 ถัดมาเป็นอาชีพ รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีจำนวน 29 คน ร้อยละ 14.5 ส่วนอาชีพรับจ้าง มีจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.5 และอาชีพอื่นๆ จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0
พฤติกรรมการใช้บริการอินเทอร์เน็ตของกลุ่มตัวอย่าง
สถานที่ในการใช้ อินเทอร์เน็ต
ผลการสำรวจเรื่อง สถานที่ในการใช้อินเทอร์เน็ตของกล่มตัวอย่าง พบว่า สถานที่ในการใช้อินเทอร์เน็ตที่นิยมมากที่สุด คือ บ้าน จำนวน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 46.5 รองลงมาคือ สถานศึกษา จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 31.5 ที่ทำงาน จำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 22.0
ลักษณะการใช้งานอินเทอร์เน็ตของท่านเป็นแบบใด
ผลการสำรวจเรื่องลักษณะการใช้งานอินเทอร์เน็ตของกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบใด พบว่า การใช้แบบรายเดือน มีมากที่สุด จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 37.0 รองลงมา คือ การใช้แบบอื่นๆ จำนวน 48 คน คิดเป็นร้อยละ 24.0 ถัดมาเป็น การใช้งานแบบ อินเทอร์เน็ต Card จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 20.5 และสุดท้ายคือ การใช้บริการแบบเข้าร้าน จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 18.5
ระยะเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตของท่าน
ผลการสำรวจเรื่อง ระยะเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า อันดับที่หนึ่ง คือ ใช้ทุกวัน จำนวน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 46.5 รองลงมา คือ ระยะเวลา 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ จำนวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 32.0 ถัดมา คือ 2-3 ครั้ง/เดือน จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 13.0 และอื่นๆ จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5
ช่วงเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยที่สุด
การสำรวจช่วงเวลาที่กลุ่มตัวอย่างใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยที่สุด พบว่า ช่วงเวลาที่กลุ่มตัวอย่างใช้บ่อยที่สุด คือ ช่วงเวลา หลัง 20.01 น.เป็นต้นไป มีจำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 31.5 รองลงมา คือ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 27.0 ถัดลงมาเป็นช่วงเวลา 12.01-16.00 น.มีจำนวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 25.5 ส่วน ช่วงเวลา 10.01-12.00 น.มีจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 13.0 และสุดท้าย คือ ช่วงเวลา 06.00-10.00 น.มีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 3.0
ระยะเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตต่อครั้ง
การสำรวจ ระยะเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตต่อครั้งของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ระยะเวลา 1-2 ชม.มีมากที่สุด จำนวน 105 คน คิดเป็นร้อยละ 52.5 รองลงมา คือ ระยะเวลา 2-3 ชม.จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 26.0 และสุดท้าย 3 ชม.ขึ้นไป มีจำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 21.5
ข้อมูลที่ถูกค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด
ผลการสำรวจว่ากลุ่มตัวอย่างใช้บริการอินเทอร์เน็ตในการค้นคว้าข้อมูลในด้านใดมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่ค้นคว้าหาข้อมูลในด้านการศึกษา จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 31.5 รองลงมา คือ ค้นคว้าในด้านการท่องเที่ยว/บันเทิง จำนวน 55 คน คิดเป็นร้อยละ 27.5 ถัดมาเป็นข้อมูลด้านเศรษฐกิจ/การเมือง จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ส่วนการ ค้นคว้าหาข้อมูลด้านคอมพิวเตอร์ มีจำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 และ Shopping จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 6.0 ที่เหลือเป็นการค้นคว้าในด้านอื่นๆ จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 12.0
เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ผลการสำรวจเรื่อง web site ที่กลุ่มตัวอย่างเข้าใช้บริการบ่อยที่สุด พบว่า web site ยอดนิยม คือ google จำนวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 33.5 รองลงมา คือ web site hotmail จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ถัดมาเป็น sanook จำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 14 ส่วน yahoo มีจำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 11.0 kapook มีจำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 ในขณะที่ mthai และ msn มีจำนวนเท่ากันคือ 7 คน คิดเป็นร้อยละ 3.5 joejae และ lemononline มีจำนวนเท่ากันคือ 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0 ส่วน hunsa มีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 สุดท้ายเป็น web site อื่นๆ จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 6.0
รูปแบบการใช้อินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ผลการสำรวจเรื่องรูปแบบการใช้บริการอินเทอร์เน็ตของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า อันดับหนึ่งคือการ Search หาข้อมูล จำนวน 75 คน คิดเป็นร้อยละ 37.5 รองลงมา คือ E-mail และ เกมส์ online มีจำนวนเท่ากันคือ 27 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 ถัดมาเป็นการ ฟังเพลง จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 8.5 ส่วนการ Chat มีจำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 8.0 ตามด้วยการอ่านข่าว จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 6.0 และการ Down load มีจำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 5.0 ในขณะที่กระทู้ มีจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.0 ส่วนการโหวต จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.5 สุดท้ายเป็นรูปแบบอื่นๆ จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5
ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใด
จากการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภท PC มากที่สุด เป็นจำนวน 164 คน คิดเป็นร้อยละ 82.0 รองลงมา คือ Notebook จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 12.0 ถัดมาเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 4 และเครื่อง Plam มีจำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0
อีเมลที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุด
ผลการสำรวจเรื่องการเป็นสมาชิก E-mail ของ web site ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า อันดับหนึ่ง คือ hotmail จำนวน 106 คน คิดเป็นร้อยละ 53.0 รองลงมา คือ yahoo จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 20 ถัดมา เป็น sanook จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5 ส่วน google และ msn มีจำนวนเท่ากันคือ 8 คน คิดเป็นร้อยละ 4 kapook มีจำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 3.5 ในขณะที่ lemononline และ chaiyo มีเท่ากันคือ 3 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 สำหรับ hunsa มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.5 และอื่นๆ จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.5
ความพึงพอใจในการใช้บริการอินเทอร์เน็ต
การใช้บริการอินเทอร์เน็ต มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด
ผลการสำรวจเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 58.5 รองลงมา คือมีความสำคัญมาก จำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 39.0 ถัดมามีความสำคัญปานกลาง จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 โดยไม่มีตัวอย่างรายใดระบุว่าอินเทอร์เน็ตสำคัญน้อยหรือน้อยที่สุด
บรรยากาศภายในร้านมีผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ตมากน้อยเพียงใด
การสำรวจเรื่องบรรยากาศภายในร้านมีผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ตมากน้อยเพียงใด พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นว่าบรรยากาศร้าน มีผลมากที่สุด จำนวน 65 คน คิดเป็นร้อยละ 32.5 รองลงมาคือ มีผลมากและปานกลาง เป็นจำนวนเท่ากันคืออย่างละ 60 คน คิดเป็นร้อยละ 30.0 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่าบรรยากาศ มีผลน้อย มีจำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 7.0 และสุดท้าย บรรยากาศมีผลน้อยที่สุด มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.5
อินเทอร์เน็ต อำนวยความสะดวกในการหาข้อมูลมากน้อยเพียงใด
ผลการสำรวจเรื่อง อินเทอร์เน็ตอำนวยความสะดวกในการหาข้อมูลของท่านมากน้อยเพียงใด พบว่ากลุ่มตัว อย่างส่วนใหญ่เห็นว่าอำนวยความสะดวกมากที่สุด จำนวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 47.0 รองลงมาคือ อำนวยความสะดวกมาก จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 41.0 ถัดมาคือสะดวกปานกลาง จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 10.5 และ อำนวยความสะดวกน้อย มีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 โดยไม่มีใครระบุว่าอินเทอร์เน็ตอำนวยความสะดวกได้น้อยที่สุด
ความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ผลการสำรวจเรื่อง อินเทอร์เน็ตอำนวยความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าของท่านมากน้อยเพียงใด พบว่า ส่วนใหญ่เห็นว่าอำนวยความสะดวกมากที่สุด จำนวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 34.0 รองลงมาคืออำนวยความสะดวกมาก จำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 23.0 ถัดมาคืออำนวยความสะดวกปานกลาง มีจำนวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 22.5 และ อำนวยความสะดวกน้อย มีจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 15.0 สุดท้าย คือ อำนวยความสะดวกน้อยที่สุด มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลในอินเทอร์เน็ต
ผลการสำรวจเรื่องความน่าเชื่อถือของข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า มีความน่าเชื่อมาก จำนวน 72 คน คิดเป็นร้อยละ 36.0 รองลงมา คือ น่าเชื่อถือมากที่สุด จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 29.5 ถัดมา คือ น่าเชื่อถือปานกลาง มีจำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 26.5 ส่วน น่าเชื่อถือน้อย มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5.5 สุดท้ายคือ น่าเชื่อถือน้อยที่สุด จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5
ความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่าย มีผลต่อการใช้ อินเทอร์เน็ต มากน้อยเพียงใด
ผลการสำรวจเรื่องความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่าย มีผลต่อการใช้ อินเทอร์เน็ต ของท่านมากน้อยเพียงใด จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน พบว่า มีผลมากที่สุด จำนวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 47.0 รอง ลงมา เห็นว่ามีผลมาก มีจำนวน 79 คน คิดเป็นร้อยละ 39.5 ถัดมาเห็นว่ามีผลปานกลาง จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 11.5 และที่เห็นว่า มีผลน้อย มีจำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0 โดยไม่มีใครเห็นว่าความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ต
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (2552) รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2552 ซึ่งการสำรวจนี้ เป็นการสำรวจออนไลน์ ที่เนคเทคจัดทำอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเก็บรวมรวมข้อมูลลักษณะพฤติกรรม และความคิดเห็นของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในด้านต่างๆ สำหรับใช้เป็นแนวทางเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาอินเทอร์เน็ตใน ประเทศไทยต่อไป การสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปีนี้ มีผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม ประจำปีนี้ทั้งหมด 11,991 คน และมีคำถามพิเศษเกี่ยวกับพฤติกรรมการติดตามข่าวออนไลน์ โดยมีผลการสำรวจที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้
พฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตที่แตกต่างจากปีก่อนๆ คือ ลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้ามาตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่า เพศชาย ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตจากแต่ละสถานที่ สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การใช้จากที่ทำงานมีสัดส่วนลดลง สำหรับรูปแบบในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เป็นที่น่าสังเกตว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปีนี้ มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา ปัญหาของการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง: ปัญหาของการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่พบมากที่สุด คือ ความเร็วของการให้บริการไม่ตรงตามที่ระบุไว้ กิจกรรมที่ทำบนอินเทอร์เน็ต ผู้ตอบแบบสอบถามในปีนี้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต (e-learning) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่การค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
พฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต คือ ช่วงเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่ผู้ตอบยังระบุว่าใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในช่วงเวลา 20.01 – 24.00 น. ปัญหาที่พบจากการใช้อินเทอร์เน็ตพบว่า ปัญหาเรื่องไวรัสยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือความล่าช้าในการรับส่งข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการมีแหล่งยั่วยุทางเพศโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อมีผู้ตอบ เป็นลำดับสามลดลงจากปีที่ผ่านมา ส่วนการซื้อสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ต พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีการซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยการสั่งซื้อหนังสือและสั่งจองบริการต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ตั๋วภาพยนตร์ โรงแรม ยังคงได้รับความนิยมในอัตราที่สูง ขณะที่การสั่งซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ตในปีนี้มีสัดส่วนลดลง เหตุผลที่ไม่ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ตอบแบบสอบถามในปีนี้ระบุว่าการไม่ไว้ใจผู้ขายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไม่ซื้อสินค้า สำหรับประเด็นทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ ประเด็นเรื่องไวรัสและการรักษาความมั่นคงของเครือข่ายเป็นประเด็นที่ผู้ตอบได้ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการใช้อินเทอร์เน็ต รองลงมาคือการกระจายความทั่วถึงของบริการอินเทอร์เน็ต และการป้องกันแก้ไขปัญหาการหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์
พฤติกรรมการติดตามข่าวออนไลน์: ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มให้ความสำคัญกับการบริโภคข่าวผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต ในฐานะเป็นสื่อทางเลือกใหม่เพิ่มมากขึ้น จากผลการสำรวจ พบว่า ผู้ที่ตอบว่าติดตามข่าวออนไลน์มีมากถึงร้อยละ 88.5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดตามข่าวออนไลน์ควบคู่กับสื่อกระแสหลักเช่น หนังสือพิมพ์รายวัน โดยรูปแบบของการติดตามข่าวออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การอ่านข่าวและแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บบอร์ด รองลงมาคือการอ่านข่าวผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ซึ่งประเภทของข่าวออนไลน์ที่ได้รับความสนใจติดตามมากที่สุด คือ ข่าวการเมือง รองลงมา คือ ข่าวสังคมและเหตุการณ์ทั่วไป สำหรับปัจจัยที่ทำให้ติดตามข่าวออนไลน์ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือ ความสะดวกในการเข้าถึงข่าว และความมีอิสระในการบริโภคข่าว แต่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อถือต่อการนำเสนอข่าวสารผ่านทาง สื่อโทรทัศน์มากที่สุด จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการติดตามข่าวออนไลน์ พบว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของการติดตามข่าวออนไลน์ คือ ขาดการกลั่นกรองการนำเสนอข่าวที่เป็นอันตรายต่อเยาวชนไทย
บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
ในการศึกษาเรื่อง“ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ต เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) จากแบบสอบถามออนไลน์เพื่อรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูล คือ เดือน มกราคม พ.ศ. 2554 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ผู้วิจัยมีวิธีการดำเนินงานและขั้นตอนดังนี้
1. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย
2. การรวบรวมข้อมูล
3. การวิเคราะห์ข้อมูล
4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วยคำถาม จำนวน 35 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ซึ่งในส่วนนี้เป็นคำถามปลายปิด (Closed-end question) ซึ่งเป็นคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกคำตอบเพียงคำตอบเดียว
ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ต จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการ (Check list) และเป็นคำถามปลายเปิด (Open-end question)
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานครครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ และการเก็บรวบ รวมข้อมูลทุติยภูมิ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)
ข้อมูลปฐมภูมิ ได้จากการสำรวจ โดยผู้ศึกษาทำการเก็บข้อมูลจากประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบสอบ ถามออนไลน์ผ่าน www.surveymonkey .com ให้ผู้ตอบแบบสอบถามทำการกรอกข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเอง
ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)
ข้อมูลทุติยภูมิได้จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้แก่ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทความต่างๆ และข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาเป็นกรอบแนวความคิดในการศึกษา ใช้ประกอบการวิเคราะห์และสรุปผล
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. ผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบแบบสอบถามที่ได้มาทุกฉบับ และทำการคัดเลือกเฉพาะ แบบสอบถามที่สมบูรณ์
2. ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS Version 15 for Window (Statistical package for the social sciences) รวมทั้งสถิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการทดสอบสมมติฐาน โดยการวิจัยครั้งนี้ใช้ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Level of significance)
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ค่าสถิติพื้นฐาน
1.1 ค่าร้อยละ (Percentage) เพื่อใช้แปลความหมาย ข้อมูลปัจจัยด้านประชากรศาสตร์
ค่าร้อยละ = จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือกตอบตัวเลือกนั้น x 100
จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) เพื่อใช้แปลความหมาย ข้อมูลปัจจัยทางการตลาดโดยใช้สูตร (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2541, หน้า 35-40)
X = Σx /n
เมื่อ X แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย
ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
n แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง
2. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน
การทดสอบ Anova ซึ่งเป็นการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของแต่ละปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ต
บทที่ 4
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ต โดยใช้แบบ สอบถามในเรื่องปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น 182 ตัวอย่าง โดยสามารถสรุปผลออกมาได้ ดังนี้
ข้อมูลลักษณะกลุ่มตัวอย่าง
จากการศึกษาข้อมูลลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 57 และเพศชายคิดเป็นร้อยละ 43 โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุในช่วงระหว่าง 18-25 ปี คิดเป็นร้อยละ 55.9 และรองลงมาคือช่วงอายุ 26-35 ปี คิดเป็นร้อยละ 36.3 และระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างจบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 66.5 และรองลงมาอยู่ในระดับสูงกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 28.5 และอยู่ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีคิดเป็นร้อยละ 5 ส่วนอาชีพของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานบริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.9 รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 35.4 และมีรายได้อยู่ในช่วง 10,001-20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 36.1 และมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 31
ส่วนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่กลุ่มตัวอย่างเลือกใช้บริการมากที่สุดคือ True คิดเป็นร้อยละ 43.0 รองลงมาคือ TOT และ 3BB ตามลำดับ โดยจำนวนผู้ใช้บริการเครือข่ายของ TOT คิดเป็นร้อยละ 30.2 และ 3BB คิดเป็นร้อยละ 25.6 ส่วนจำนวนผู้ใช้บริการเครือข่าย Samarts และ ISSP คิดเป็นร้อยละ 0.6
พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต
ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่กลุ่มตัวอย่างใช้บริการโดยส่วนมากมีความเร็วอยู่ที่ 6 Mbps. คิดเป็นร้อยละ 44.8 รองลงมา คือ มีความเร็วต่ำกว่า 3 Mbps. คิดเป็นร้อยละ 14.4 และกลุ่มตัวอย่างจะใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็ว 8 Mbps. และมากกว่า 8 Mbps.น้อยที่สุด
ในส่วนของประเภทการใช้งานอินเทอร์เน็ต พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตแบบรายเดือน คิดเป็นร้อยละ 97.7 รองลงมาคือ ใช้แบบบัตรเติมเงิน คิดเป็นร้อยละ 2.3
ประเภทของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการเชื่อมต่อมากที่สุดคือ ADSL คิดเป็นร้อยละ 76.3 รองลงมาคือแบบ Dial up คิดเป็นร้อยละ 6.2% และอันดับที่สามคือแบบ ISDN และ DSL ซึ่งกลุ่มตัวอย่างใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสองแบบนี้เท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 5.6 ส่วนประเภทที่ใช้น้อยที่สุดคือแบบ Satellites คิดเป็นร้อยละ 1.1
จากการสำรวจกิจกรรมที่ทำบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ social network การค้นหาข้อมูล ติดตามข้อมูลข่าวสาร ใช้ประกอบการทำงาน พูดคุย ดูหนัง ฟังเพลง ดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ เล่นเกมส์ ช็อปปิ้งออนไลน์ และทำธุรกิจออนไลน์ตามลำดับ
ส่วนการสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน พบว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่คิดว่า อินเทอร์เน็ตสามารถตอบสนองความต้องการแก่ผู้ใช้ได้โดยให้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 และรองลงมาคือ กลุ่มตัวอย่างชอบใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นระยะเวลานานในแต่ละครั้งซึ่งได้คะแนนเฉลี่ย 4.13 อันดับที่สามคือ ชีวิตท่านจะขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.88 และข้อที่ไม่เห็นด้วยมากที่สุดคือ การใช้งานอินเทอร์เน็ต สามารถเพิ่มรายได้ได้ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.97
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยด้านประชากรศาสตร์
ความสัมพันธ์ระหว่างเพศและปัจจัยต่างๆ มีผลการศึกษาดังนี้
จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต โดยเพศชายจะให้ความสำคัญกับความเร็วของอินเทอร์เน็ตมากกว่าเพศหญิง ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.275 และ 4.0196 ตามลำดับ
ในส่วนของปัจจัยด้านชื่อเสียงของบริษัท พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกัน โดยเพศหญิงจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านชื่อเสียงของบริษัทมากกว่าเพศชาย ซี่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.7549 และ 3.4625 ตามลำดับ
ปัจจัยด้านคุณภาพของสัญญาน พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต โดยเพศชายจะให้ความสำคัญกับความเร็วของอินเทอร์เน็ตมากกว่าเพศหญิง ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.2405 และ 0.0012 ตามลำดับ
และปัจจัยด้านช่องทางในการชำระเงิน พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกัน โดยเพศหญิงจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านช่องทางการชำระเงินมากกว่าเพศชาย ซี่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.3247 และ 3.6040 ตามลำดับ
ส่วนปัจจัยด้านความทันสมัยของระบบเครือข่าย ราคา โปรโมชั่นที่หลากหลาย บริการหลังการขาย จำนวนสาขาให้บริการ และพื้นที่ให้บริการ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง
ความสัมพันธ์ระหว่างอายุและปัจจัยต่างๆ มีผลการศึกษาดังนี้
จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบที่มีอายุต่างกันจะคำนึงถึงปัจจัยในการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน นั่นคือ การตัดสินใจใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ตอบแบบสอบถามในช่วงอายุต่างๆ ไม่แตกต่างกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษาและปัจจัยต่างๆ มีผลการศึกษาดังนี้
จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า ระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามที่จบการศึกษาขั้นต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาตรี และสูงกว่าระดับปริญญาตรี มีความแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต โดยผู้ตอบแบบสอบถามที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรีจะใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงกว่า รองลงมาคือ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และจบการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.4340, 4.0083 และ 4 ตามลำดับ ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพและปัจจัยต่างๆ มีผลการศึกษาดังนี้
จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ประกอบอาชีพต่างกันจะตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ที่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปจะใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงมากกว่าอาชีพอื่นๆ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.6 รองลงมาคือ ผู้ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท และนักเรียน/นักศึกษา ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.22 และ 4.18 ตามลำดับ ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ จะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างอาชีพต่างๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และปัจจัยต่างๆ มีผลการศึกษาดังนี้
จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า ระดับรายได้ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความแตกต่างกันในทุกๆปัจจัย นั่นคือ การตัดสินใจใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีระดับรายได้ไม่เท่ากันจะไม่แตกต่างกัน
ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ต
ผลการวิเคราะห์พบว่า ลูกค้าที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของสัญญาณ และพื้นที่ให้บริการมากที่สุด รองลงมาคือ ความทันสมัยของระบบเครือข่ายและชื่อเสียงของบริษัท และปัจจัยด้านการตลาดที่กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนความสำคัญต่ำกว่าปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ โปรโมชั่นที่หลากหลาย ,บริการหลังการขาย ,ช่องทางในการชำระเงินและจำนวนสาขาที่ให้บริการ
จากผลการศึกษาข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของสัญญาณ พื้นที่ให้บริการ และราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น หากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายต่างๆ สามารถที่จะตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ใช้บริการคาดหวังได้ เช่น ทรูที่มีจุดเด่นในเรื่องพื้นที่การให้บริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และความรวดเร็วในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ก็จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งได้อย่างประสิทธิภาพ และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างแน่นอน
บทที่ 5
สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ
ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายต่างๆ ต้องพยายามที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่ง จึงต้องพยายามที่จะค้นหากลยุทธ์มาใช้เพื่อรักษาส่วนแบ่งของตนไว้ให้ได้มากที่สุด จึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการตลาดนั้น มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตมากน้อยเพียงใด เพื่อสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประกอบการตัดสินใจจัดทำกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ศึกษาใช้การวิจัยเชิงสำรวจ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนตัวอย่าง 183 ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม โดยใช้สถิติทดสอบแบบพรรณนาและสถิติทดสอบเชิงอนุมาน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการการตลาดเพื่อการทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ Anova
ผลการศึกษาข้อมูลลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการศึกษาข้อมูลลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้เฉลี่ย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 57.และเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 43 สำหรับด้านอายุของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 18-25 ปี คิดเป็นร้อยละ 55.9 รองลงมา มีอายุระหว่าง 26-35 ปี คิดเป็นร้อยละ 36.3 ปี ด้านระดับการศึกษากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 66.5 รองลงมาระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 28.5 ด้านอาชีพกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.9 รองลงมา นักเรียน/นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 36.4 ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10,001-20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 31.6 รองลงมา คือ ต่ำกว่า 10,000 คิดเป็นร้อยละ 31.1 และ 20,001-30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 16.7
ผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่า กลุ่มตัวอย่างโดยส่วนมากจะใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วอยู่ที่ 6 Mbps. คิดเป็นร้อยละ 44.8 และจะใช้อินเทอร์เน็ตแบบรายเดือน คิดเป็นร้อยละ 97.7 ส่วนประเภทของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการเชื่อมต่อมากที่สุดคือ ADSL คิดเป็นร้อยละ 76.3 และกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด คือ ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์, social network, การค้นหาข้อมูล และติดตามข้อมูลข่าวสาร
ในภาพรวมของการให้คะแนนระดับความสำคัญของปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ต พบว่า ปัจจัยด้านการตลาดที่กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ความเร็วของอินเทอร์เน็ต คุณภาพของสัญญาณ พื้นที่ให้บริการ และราคา รองลงมาคือความทันสมัยของระบบเครือข่ายและชื่อเสียงของบริษัท และปัจจัยด้านการตลาดที่กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนความสำคัญต่ำกว่าปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ โปรโมชั่นที่หลากหลาย, บริการหลังการขาย ,ช่องทางในการชำระเงินและจำนวนสาขาที่ให้บริการ
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต ด้านชื่อเสียงของบริษัท ปัจจัยด้านคุณภาพของสัญญาน และปัจจัยด้านช่องทางในการชำระเงิน ส่วนปัจจัยด้านความทันสมัยของระบบเครือข่าย ราคา โปรโมชั่นที่หลากหลาย บริการหลังการขาย จำนวนสาขาให้บริการ และพื้นที่ให้บริการ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง และความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษาและปัจจัยต่างๆ พบว่าระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน และความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพและปัจจัยต่างๆ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ประกอบอาชีพต่างกันจะตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตแตกต่างกันในปัจจัยด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ จะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างอาชีพต่างๆ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอายุ รายได้และปัจจัยต่างๆ ไม่มีความแตกต่างกันในทุกๆปัจจัย นั่นคือ การตัดสินใจใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุและระดับรายได้ไม่เท่ากันจะไม่แตกต่างกัน ดังนั้นหากผู้ให้บริการสามารถตอบสนองต่อปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้มากเพียงใด ก็ย่อมที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ และเป็นผู้นำในตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้มากเช่นกัน
ปัญหาและข้อเสนอแนะ
เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งทำให้การตอบแบบสอบถามไม่ครบถ้วน อีกทั้งจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามค่อนข้างน้อย ทำให้ผลการวิจัยเชิงสถิติไม่ใช่ข้อมูลที่ดีในการใช้อ้างอิงมากนัก และคำถามในแบบสอบถามบางข้ออาจยากเกินไปทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามไม่เข้าใจและตอบโดยใช้การคาดเดา ซึ่งหากเป็นแบบสอบถามปกติจะสามารถให้คำอธิบายได้ ส่งผลให้ผลการศึกษาบางประการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ดังนั้น ควรมีการปรับปรุงแบบสอบถามให้มีความชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัยให้มากที่สุด
ประโยชน์ของงานวิจัย
การวิจัยนี้ได้ให้ผลการวิเคราะห์ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายต่างๆ นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน หรือเพื่อปรับปรุงพัฒนาในตัวบริการ โปรโมชั่น เนื่องจากผลการศึกษาจะบอกให้ทราบว่าผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านใดบ้าง ได้ทราบถึงทิศทางตลาดธุรกิจอินเทอร์เน็ตในมุมมองผู้ใช้บริการ ได้รู้ถึงพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ ว่ามีนิสัยการใช้งานที่แตกต่างกันไปอย่างไรในแต่ละกลุ่มลูกค้า ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งปัจจัยภายในและภายนอก แหล่งที่มาของข้อมูลในการตัดสินใจเลือกใช้อินเทอร์เน็ตมีผลอย่างไรบ้าง และส่วนประสมทางการตลาด(4 P) ที่ผู้ใช้บริการนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งสุดท้ายข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการวิจัยนี้จะนำไปใช้เป็นแนวทางและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของการบริการและการส่งเสริมการตลาดที่ดีและเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ และที่สำคัญคือ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้สูงสุด
บรรณานุกรม
จุฑามาศ ส่งสม และคณะ , 2551. ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องดื่มน้ำอัดลมสีดำของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครกรณีศึกษา ตราสินค้าเป๊ปซี่และโค้ก วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต , สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
ประสิทธิ์ สำเร็จทอง. 2542. พฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ: อมรการพิมพ์.
ยุพาวรรณ วรรณวาณิชย์. 2545. การตลาด. [Online]. Available: http://cyberlab.lh1.ku.ac.th/elearn/faculty/ admin/admin09/UntitledFrameset-total.htm.25 กุมภาพันธ์ 2554
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ http://www.nectec.or.th/index.php : สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554.
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ . 2552. รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประจำปี.
สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554.
ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลกลางโดยสังคมบอร์ดแบนด์แห่งประเทศไทย. True VS 3BB ปี 53 ใครจะครองตลาดบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554.
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ .2540, สภาพการแข่งขันและราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย, สถาบันวิจัยเพื่อ
การพัฒนาประเทศไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554.
สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขึ้นพี้นฐาน. http://school.obec.go.th/error/index.html. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554
Kotler, P. 2003. Maketing Management. New Jersey: Prentic Hall International, Inc.
http://www.thaicleannet.com/modules.php?name=tcn_stories_view&sid=282. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554
http://www.adslthailand.com/board/showthread.php?26983. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554
http://www.bcoms.net/adsl/adsl.asp. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร
คณะผู้จัดทำ
นางสาวอนงค์ภัทร์ จันทรวงศ์ 5220211002
นางสาวธนิฏฐา ไทรทอง 5220211027
นางสาวชมเพลิน ผสมทรัพย์ 5220211047
นางสาวพรทิพย์ ศรีธรรมมา 5220211068
นายสุขโข เงินหนู 5220211074
นายนัฐพล ทาเสมอดี 5220211082





