รายงานสถานภาพตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทย
การสำรวจตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ในปี 2552 แบ่งตลาดซอฟต์แวร์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่
• Enterprise Software
• Mobile Application Software
• Embedded Software
• ซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 3 กลุ่มข้างต้น เช่น ซอฟต์แวร์เกม(ที่ไม่ได้อยู่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่) ซอฟต์แวร์เฉพาะด้านต่างๆ เป็นต้น
โดยภาพรวมมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ไทยนับตั้งแต่ปี 2549 – 2553 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.6 ต่อปี แต่อย่างไรก็ดีจากการที่ตลาดในประเทศที่ซอฟต์แวร์นำเข้ายังคงถือครองส่วน แบ่งตลาดถึงกว่าร้อยละ 70 ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ยากลำบาก ซึ่งนอกจากซอฟต์แวร์ของประเทศแถบตะวันตกที่เป็นที่นิยมอย่างมากของผู้ใช้ แล้ว ในระยะหลังซอฟต์แวร์ของประเทศในแถบเอเชีย เช่น เกาหลี จีน เวียดนาม ก็เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในประเทศมากขึ้น ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องแสวงหากลยุทธ์ใหม่ๆมาใช้ควบคู่ กับกลยุทธ์ด้านราคาที่เคยเป็นจุดแข็งที่สำคัญ
ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ซอฟต์แวร์ไทยยังเจาะตลาดในประเทศได้ไม่มากนัก เนื่องจากผู้ใช้ยังคงให้ความเชื่อมั่นและคุ้นเคยในการใช้งานซอฟต์แวร์ต่าง ประเทศ ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs ที่อาจมีทุนไม่มากนัก ทำให้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้กลยุทธ์การตลาด รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูงที่อาจมีราคาแพง อันจะส่งผลให้การผลิตซอฟต์แวร์อาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ ทันท่วงที
มูลค่าและอัตราการเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์ ปี 2549 – 2552 และประมาณการปี 2553
ทั้งนี้ตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 64,395 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 10 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี (ตารางที่ 2-1) เมื่อพิจารณาตามประเภทซอฟต์แวร์พบว่า Enterprise Software ยังคงเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดคือ 56,062 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 ร้อยละ 0.9 เป็นการเติบโตต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ประเภทอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,069 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 16.3 และ Embedded System Software มีมูลค่า 2,760 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 17.0
สำหรับการประมาณการมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2553 คาดว่าตลาดจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่า 67,884 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 5.5 โดย Enterprise Software มีมูลค่าสูงสุดคือ 58,071 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2553 ร้อยละ 3.6 รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,720 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21.2 และ Embedded System Software มีมูลค่า 3,423 ล้านบาท ร้อยละ 24.0 (ตารางที่ 1)
ตาราง 1: มูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ปี 2551-2552 และประมาณการปี 2553
ที่มา: http://www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkosw09.do
ซอฟต์แวร์สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Application)
โดยในปีนี้คาดว่าปริมาณความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทดังกล่าวน่าจะขยายตัว ได้ในทิศทางที่สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดเครื่องสมาร์ทโฟน และตลาดบริการเสริมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันเนื่องจากความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งโมบายอินเทอร์เน็ต และคอนเทนต์ ซึ่งต้องอาศัยแอพพลิเคชั่นมารองรับการใช้งาน
โดยปัจจุบันธุรกิจผลิตโทรศัพท์และผู้ให้บริการเครือข่ายได้รวบรวมแอปพลิเคชั่นจากหลายแหล่งให้ลูกค้าได้ใช้บริการ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยจะเข้าทำตลาด และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสู่ผู้ใช้ที่เป็นผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้แอพพลิเคชั่นเชิงธุรกิจ (Business Application) ที่น่าจะได้รับการตอบรับที่ดี ได้แก่ ระบบธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Banking) ระบบซื้อขายและเช็คราคาหุ้น แผนที่ และแอพพลิเคชั่นในกระบวนการจัดการของธุรกิจ (M-CRM) เช่น แอพพลิเคชั่นที่ให้พนักงานขายสามารถเช็คสินค้าคงคลังและอัพเดทยอดขายได้ ทันทีผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่วนแอพพลิเคชั่นด้านบันเทิงที่ผู้ประกอบการไทยน่าจะมีโอกาสเข้าทำการ ตลาดได้ คือ แอพพลิเคชั่นที่รองรับข่าว หรือการชมโทรทัศน์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และแอพพลิเคชั่นประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์ ส่วนแอปพลิเคชั่นเกมส์ และเพลง อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูง เนื่องจากมีผู้ผลิตในตลาดจำนวนมาก
ซอฟต์แวร์ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Embedded Software)
โดยคาดว่าอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ น่าจะนำซอฟต์แวร์ประเภทนี้มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน และเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย รวมถึงสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เช่น การติดตั้งระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติในเครื่องปรับอากาศ และระบบยานยนต์อัจฉริยะในรถยนต์
ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยควรเร่งคิดค้นพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ โดยอาจใช้เทคโนโลยี Radio Frequency Identification (RFID) ที่ใช้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในสายการผลิต และเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ใช้ตรวจวัดสภาพแวดล้อม ที่สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงเข้าเจราจากับธุรกิจต่างๆเพื่อนำเสนอซอฟต์แวร์ที่ผลิตเฉพาะธุรกิจ เช่น ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า โรงพยาบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีความต้องการซอฟต์แวร์ติดตามการขน ส่ง และซอฟต์แวร์นำทางอย่างมาก ขณะเดียวกันก็อาจขยายการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่เป็นส่วนประกอบควบคู่กันไปด้วย
ซอฟต์แวร์บริหารจัดการ (Enterprise Software)
แม้ว่าภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ใช้หลักของซอฟต์แวร์ประเภทนี้บางส่วนอาจลดการลง ทุนซอฟต์แวร์ใหม่ลง แต่หันไปอัพเกรดซอฟต์แวร์เดิมแทน เพื่อจัดสรรงบประมาณในการฟื้นฟูผลการดำเนินงานอันเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจใน ปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยทำตลาดในซอฟต์แวร์ประเภทดังกล่าวยากลำบากมากขึ้น
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยอาจมีโอกาสที่จะเจาะตลาดกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีเกือบ 3 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึงประมาณร้อยละ 80 ที่ไม่ได้นำซอฟต์แวร์มาใช้เพื่อบริหารจัดการ โดยผู้ประกอบการไทยอาจนำเสนอซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพื้นฐานที่ใช้งานง่าย จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ และมีราคาไม่สูงนัก เช่น ระบบบัญชี ระบบจัดการข้อมูล และระบบคลังสินค้า
ส่วนธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการไทยอาจเข้าทำตลาดในธุรกิจภาคการเงินการธนาคารที่มีการลงทุนใน ซอฟต์แวร์สูงถึงกว่า 500 ล้านบาทต่อปี โดยอาจนำเสนอซอฟต์แวร์ประเภทใหม่ๆ เช่น ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ธุรกิจ บริหารต้นทุน ซอฟต์แวร์ CRM และซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มีความจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการผ่านระบบออนไลน์ (คลาวน์คอมพิวติ้ง) ซึ่งเป็นที่สนใจของหลายภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรด้านไอทีร่วมกันของผู้ใช้หลายราย โดยผู้ใช้ไม่ต้องลงทุนซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด แต่จ่ายค่าบริการเป็นค่าเช่าในส่วนที่ใช้จริง จึงช่วยให้ธุรกิจประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก
TOWS
- Threat
- ผู้ใช้ซอฟแวร์ในประเทศยังคงมีความเชื่อมั่นและคุ้นเคยกับซอฟแวร์ของต่างประเทศ
- ผลกระทบจากปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองของประเทศไทยส่งผลต่อการบริโภค และลงทุนภายในประเทศ นอกจากนี้ยังทำลายความเชื่อมั่นของต่างชาติจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
- ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่อยู่ในระดับสูง(อันดับที่ 7 ของเอเซีย จากการสำรวจของ BSA)ทำให้ผู้ลงทุนกับบริษัทจำนวนไม่น้อย ทั้งในและนอกประเทศขาดความเชื่อมั่น
- อุตสาหกรรมซอฟแวร์ไทย ยังไม่เป็นที่รู้จักในระดับโลก (จากผลสำรวจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม)
- Opportunity
- ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้รับการ สนับสนุนจากหน่วยงานรัฐให้เข้าไปทำตลาดในต่างประเทศมากขึ้น
- ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยที่ยังอยู่ในระดับเกินร้อยละ 100 ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2552
- การพัฒนาคุณภาพและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและไร้สายที่มากขึ้น
- แนวโน้มราคาคอมพิวเตอร์ที่ถูกลงซึ่งสำรวจโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะส่งผลให้ความต้องการของซอฟแวร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
- ซอฟต์แวร์สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Application) โดยในปีนี้คาดว่าปริมาณความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทดังกล่าวน่าจะขยายตัว ได้ในทิศทางที่สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดเครื่องสมาร์ทโฟน
- โอกาสที่จะเจาะตลาดกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีเกือบ 3 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึงประมาณร้อยละ 80 ที่ไม่ได้นำซอฟต์แวร์มาใช้เพื่อบริหารจัดการ
- การเข้าร่วมเอเชียโอเชียเนียซอฟต์แวร์พาร์ค อัลไลแอนซ์ และญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสให้ธุรกิจซอฟแวร์ไทยเข้าทำตลาดทั้งซอฟต์แวร์สำเร็จรูป การผลิตตามคำสั่ง และการรับงานเอาท์ซอร์ส
- ธุรกิจในขนาดกลางสร้างโอกาสทางธุรกิจโดยการให้เช่า software แล้วเป็นสัญญาพัฒนาระบบแทน
- Weakness
- ผู้ประกอบการธุรกิจซอฟแวร์ไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs ที่อาจมีทุนไม่มากนักทำให้ขาดเงินทุนในการพัฒนาและข้อจำกัดด้านกลยุทธ์การตลาดรวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูงที่อาจมีราคาแพง อันจะส่งผลให้การผลิตซอฟต์แวร์อาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ ทันท่วงที
- การส่งออกซอฟต์แวร์ไทยยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นในระดับโลก
- ในด้านซอฟแวร์ของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดการลงทุนด้านนี้ลง โดยใช้วิธีอัพเกรดซอฟแวร์เดิม ทำให้บริษัทที่พัฒนาซอฟแวร์ประเภทนี้มีความยากลำบากในการดำเนินงานมากขึ้น
- จากการจัดลำดับโดยสถาบัน IMD ถึงศักยภาพในการแข่งขันด้าน IT ของไทย อยู่ลำดับที่ 48 จาก 61 ประเทศ
- ไม่มีหน่วยงานวิจัยด้าน IT ที่มีชื่อเสียง
- Strength
- ต้นทุนการผลิตซอฟแวร์ไทยราคาถูก
- ไทยมีพื้นฐานสาธารณูปโภคดีกว่าประเทศในแถบนี้
- ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในประเทศมีความได้เปรียบในเรื่องภาษาในการสื่อสารกับลูกค้าในประเทศ
- มีนักเรียน นักศึกษา ด้าน IT จำนวนมาก
- เราอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมาะเป็นศูนย์กลาง IT ของภูมิภาคนี้
- ไทยเป็นสังคมเปิด เป็นมิตร เหมาะแก่การลงทุนในแถบนี้
Five force Model
- Competitive rivalry with in industry
ธุรกิจซอฟแวร์ในประเทศไทยมีการแข่งขันกันสูง ทั้ง SME และรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีซอฟแวร์จากต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาดไทยและผู้บริโภคภายในประเทศนิยมมากกว่า และ เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้า ASEAN ธุรกิจซอฟแวร์จากประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนาม สามารถเข้ามาแข่งขันกับเราได้ในราคาที่ถูกกว่า
- Bargaining Power Supplier
Supplier อย่างแรกคือการซื้อโปรแกรมมาเพื่อเขียนโปรแกรม ซึ่งอำนาจต่อรองของเราต่ำเนื่องจากเราต้องพัฒนาบนโปรแกรมที่คนนิยม อย่างเช่นพัฒนา application smart phone ก็ต้องเลือก apple android เป็นต้น
Supplier อีกอย่างที่เรามอง คือนักพัฒนา software ซึ่งเรามองว่าอำนาจต่อรองของนักพัฒนาซอฟแวร์ในไทยมีสูงเนื่องจากไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ
- Bargaining power of customer
ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูงเนื่องจากผู้ซื้อที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ใช็ซอฟแวร์จากต่างประเทศที่มีชื่อเสียง
ผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท สามารถใช้ทดแทนกันได้ จะแตกต่างกันก็เพียงแต่ในเรื่องของรูปลักษณ์ของซอฟต์แวร์และการบริการหลังการขายทำให้ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูง
- Threat of new entrant
การเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างยากเนื่องจากต้องการใช้การลงทุน และ บุคลากรที่มีความรู้เฉพาะทาง นอกจากนี้คนไทยยังนิยมซอฟแวร์จากต่างประเทศมากกว่า
- Threat of substitute product
ผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์ไทยมีลักษณะคล้ายกันผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท สามารถใช้ทดแทนกันได้ จะแตกต่างกันก็เพียงแต่ในเรื่องของรูปลักษณ์ของซอฟต์แวร์และการบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้าเลือกใครก็ได้ เป็นการแข่งขันด้านราคาเป็นส่วนใหญ่
เอกสารอ้างอิง
http://www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkosw09.do
http://www.blognone.com/node/10666
http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:KtB2mxgqtSUJ:intranet.dip.go.th/article/datafile/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.doc+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8&cd=6&hl=th&ct=clnk&gl=th
http://www.wiseknow.com/content/view/2584/1/
http://www.positioningmag.com/PRNews/printprnews.aspx?id=87168
รายงานสถานภาพตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในประเทศไทย
จากผลการสำรวจมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2552 พบว่า ตลาด คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ปี 2552 มีมูลค่าตลาดรวมทั้งสิ้น 80,869 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการ เติบโตร้อยละ 2.5 (เป็นการคำนวณเทียบจากมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เท่ากับ 77,619 ล้านบาท ซึ่งมีรวมมูลค่าตลาด Projector และ UPS เนื่องจากเป็นการสำรวจข้อมูล ปีแรก) ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณการจาหน่ายสูงที่สดในตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์คือ กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ เดสก์ทอป เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และเครื่องคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊ค ซึ่งมีมูลค่ารวมกัน ทั้งสิ้น 51,824 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ รองลง มาคือ กลุ่ม System, Printer, External Data Storage และ Monitor ตามลำดับ สำหรับในปี 2553 ประมาณการว่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์จะมีมูลค่าทั้งสิ้น 88,040 ล้านบาท หรือคิด เป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 8.9 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ดังแสดงในตารางที่ 1-1
ตาราง 1-1: มูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ปี 2551 – 2552 และประมาณการปี 2553
ในส่วนของปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2552 มาจากสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองสร้างความไม่มั่นใจ ต่อการลงทุนภายในประเทศ รวมไปถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ส่งผลต่อการลดระดับการลงทุนภายในประเทศ การวางงาน ของแรงงาน และการลดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและภาคเอกชน ทำให้เกิดการชะลอตัว ของการซื้อสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์บางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ (Large Scale) การยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมของภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน ประหยัดการใช้จ่ายทางด้านไอทีที่ไม่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันทางด้านราคาระหว่าง ผู้ประกอบการทำให้สินค้ามีราคาต่อหน่วยลดต่ำลง ส่งผลให้มูลค่าตลาดที่ผู้ประกอบการได้รับ หดตัวลง หรือกล่าวได้ว่าผู้ประกอบการต้องจำหน่ายสินค้ามากขึ้นเพื่อรักษาระดับรายได้ของ ตนเอง
แม้ว่าราคาต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เกือบทุกประเภทจะมี แนวโน้มลดต่ำลงทุกปี แต่ในปี 2552 พบว่า ผลิตภัณฑ์หลายประเภทสามารถรักษาการ เติบโตทางด้านมูลคาไว้ได้อันเนื่องมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค และจอภาพแอลซีดี เป็นต้น ในทางกลับกันมีผลิตภัณฑ์บางประเภทที่มีมูลค่าตลาด หดตัวลงเนื่องมาจากปริมาณการขายลดลง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป และเครื่อง พรินเตอร์ประเภท Dot Matrix เป็นต้น ดังนั้นการวิเคราะห์การเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์จึงต้องพิจารณาในเชิงปริมาณการขาย (Unit) ควบคู่กับมูลค่าการขาย (Value) เพื่อ ให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ปี 2552 ได้แก่ การเติบโตในเชิงปริมาณของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook) เครื่องคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊ค (Netbook) จอภาพแอลซีดี (LCD Monitor) เครื่องพรินเตอร์ ประเภทออลอินวัน (All in One Printer) และกล้องดิจิทอล (Digital Camera) รวมไปถึงการ เติบโตในเชิงมูลค่าของ External Hard Disk ขณะเดียวกันเครื่องพรินเตอร์ประเภท Single Inkjet และ Consumer PDA มีปริมาณการขายหดตัวลง
สัดส่วนปริมาณการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ระหว่าง Inter Brand กับ Local Brand + DIY ระหว่างปี 2549 – 2552 และประมาณการปี 2553
เมื่อพิจารณาสัดส่วนปริมาณการจำหน่ายระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ (Inter Brand PC) กับ เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปที่ผลิตภายในประเทศ (Local Brand PC) รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบเอง (Do it Yourself : DIY) พบว่า ในปี 2549 จนถึง 2551 สัดส่วนปริมาณการจำหน่ายเข้าใกล้กันอยู่ที่ 47:53 และในปี 2552 สัดส่วนอยู่ที่ 63:35 จะเห็นได้ว่า Inter Brand PC มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันมาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าจาก ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะมีระดับราคาใกล้เคียงกับ Local Brand PC และ DIY สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้การยอมรับตราสินค้าที่เป็น Inter Brand มากกว่า Local Brand และในปี 2553 คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 70:30 ดังนั้นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ในประเทศจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคที่มี ต่อตราสินค้า Local Brand ทั้งนี้ภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมผู้ผลิตในประเทศ อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป็นนโยบาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ และมีการประกาศใช้อย่างจริงจัง
มูลค่าตลาด External Hard Disk ปี 2550 – 2552 และประมาณการปี 2553
External Hard Disk จากการสำรวจในปีที่ผ่านมาแม้ว่ามูลค่าตลาดในปี 2551 จะลดลง จากปี 2550 บ้าง แต่ในปี 2552 กลับพบว่ามีมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จาก มูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึงร้อยละ 16.4 หรือคือเป็นมูลค่า 1,700 ล้านบาท และ คาดว่าในปี 2553 จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตร้อยละ 47.1 ทั้งนี้เนื่องจาก External Hard Disk มีราคาถูกลง สามารถบันทึกข้อมูล ได้มากขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมในการเก็บข้อมูลของผู้บริโภคมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบของไฟล์ ภาพและเสียงมากขึ้น และการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ซึ่งมีความจุของ ฮาร์ดดิสก์ในตัวเครื่องไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับความสามารถ โอนถ่ายข้อมูลทำได้เร็วขึ้น แนวโน้มในอนาคตอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์แบบพกพาจะเข้ามาทดแทน การทำงานของออพติคัลไดรฟ์ต่างๆ เช่น ดีวีดีไดรฟ์ เนื่องจากใช้งานง่าย และสะดวกในการ โอนถ่ายข้อมูล
นอกจากนี้ยังมี Flash Drive ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับ External Hard Disk แต่มีความจุและขนาดเล็กกว่ามาก คาดว่าในอนาคตจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อันเนื่องมาจาก Flash Drive เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำไปไขกับอุปกรณ์อื่นๆได้ เช่น การนำไปใช้กับเครื่องเล่น MP3 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบ External Hard Disk บางประการ เช่น ใช้พลังงานน้อยกว่า ทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ถึงแม้ว่าราคาจำหน่ายต่อจำนวนความจุ ของ Flash Drive จะยังคงแพงกว่า External Hard Disk อยู่บ้างก็ตาม
ที่มา : http://www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkohw09.do
TOWS
- Threat
- สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่แน่นอนเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ของผู้บริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งจะทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์หดตัวลงอย่างมาก
- การระงับการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สภาอุตสาหกรรมเชื่อว่าส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุน ภายในประเทศโดยรวม ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนทางด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ของภาคเอกชน ทำให้มีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ลดน้อยลง
- ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากการประเมินของสภาพัฒน์ ส่งผลให้ ราคาสินค้าคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตและการ ขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
- ผู้บริโภคยอมรับแบรนด์ต่างประเทศมากกว่าแบรนด์ภายในประเทศ
- Opportunity
- การจัดซื้อคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ผ่านโครงการไทยเข้มแข็งที่คาดว่าจะมี การเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2553 จะช่วยกระตุ้นให้ตลาดเติบโตมากขึ้น
- เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศคาดวาจะฟื้นตัวจากบทวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้าง ความเชื่อมั่นต่อการบริโภคและการลงทุนทางด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ให้เพิ่มขึ้น จากปี 2552
- การใช้งานอินเทอร์เน็ตแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุม มากขึ้น บริการมีราคาถูกลง และความเร็วของการรับ-ส่งข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น เป็นผล ให้เกิดความต้องการซื้อสินค้าคอมพิวเตอร์ประเภทโน๊ตบุ๊คและเดสก์ทอปเพิ่มขึ้น
- การปรับเปลี่ยนรูปแบบของเอกสารเป็นดิจิทัลโดยมีการส่งเสริมจากภาครัฐ (จากบทวิเคราะห์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (จึงจะมีการใช้ e-Document) เพื่อลดการใช้ กระดาษในระดับองค์กรจะส่งผลให้ความต้องการ Scanner, All in One Printer และ Data Storage เพิ่มมากขึ้น
- Weakness
- อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ไทย ยังขาดการควบคุมมาตรฐานอุตสาหกรรมแม้ว่าแผนแม่บทไอซีทีจะกำหนดให้หน่วยงานราชการสนับสนุนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร
- Strength
- ยังคงได้รับความเชื่อมั่นในการเป็นฐานการผลิตฮาร์ดแวร์จากต่างประเทศ เช่น Seagate Toshiba Fujitsu
- ไทยเป็นสังคมเปิด เป็นมิตร เหมาะแก่การลงทุนในแถบนี้
Five force Model
- Competitive rivalry with in industry
การแข่งขันในอุตสาหกรรมเริ่มสูงขึ้นเนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้กว่า 900,000ล้านบาท จึงมีการเกิดการแข่งขันภายในที่รุนแรง เพื่อแย่งลูกค้า เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวง ICT ระบุว่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ในประเทศไทยเป็นการรับจ้างผลิต
- Bargaining Power Supplier
จากข้อมูลของกระทรวง ICT ระบุว่าอำนาจต่อรองของsupplier สูงเนื่องจากเราทำรับจ้างผลิตไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเองทำให้มีข้อจำกัดหลายอย่าง
- Bargaining power of customer
อย่างที่กล่าวแล้วว่าเราไม่มีแบรนด์เป็นของตนเองทำให้ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูงเนื่องจากเขาสามารถย้ายฐานการผลิตได้
- Threat of new entrant
การเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องยากเนื่องจากต้องลงทุนสูง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังต้องอาศัยชื่อเสียงที่สั่งสม
- Threat of new entrant
สินค้าทดแทนมีหลากหลาย เนื่องจากเจ้าของแบรนด์สามารถไปจ้างผู้ผลิตรายอื่นได้ หรือ ถ้าเรามีแบรนด์ของเราเองก็จำเป็นต้องแข่งขันกับแบรนด์ต่างประเทศซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า
เอกสารอ้างอิง
http://www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkohw09.do
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1236344212
http://www.bot.or.th/Thai/EconomicConditions/inter_econ/DocLib/EconInter_October2553.pdf
http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_details/56--e-thailand-
http://utcc2.utcc.ac.th/localuser/cebf/download.php
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1236344212
http://km.gits.net.th/node/78
สมาชิก
นางสาวจินตวีร์ ชลชาติภิญโญ 5220211011
นางสาวพิมพ์ลดา เลิศพิชาลักษณ์ 5220211052
นางสาววรรณพร แจ่มสวัสดิ์ 5220211062
นายณัฐพงษ์ แก้วทิ้ง 5220211066
นายภาคภูมิ ชินวงศ์ 5220211069





