Scribe Book 3 1 IT Strategy & Analysis of The Industry Impacts of e-Business & ICT Cluster mapping & Review TAM

Information Systems Strategy Triangle
IS%20Strategy%20Triangle.jpg

กลยุทธ์หลักๆขององค์กรแบ่งได้เป็นสามกลยุทธ์หลักๆ
1. Business Strategy คือ กลยุทธ์ต่างๆในการทำธุรกิจ
2. Organizational Strategy เช่น โครงสร้างองค์กร การบริหารจัดการภายในองค์กร
3. Information Strategy คือ กลยุทธ์ในการใช้ Information technology ขององค์กร
ความล้มเหลวขององค์กรจะเกิดขึ้นใน IT project เกิดจากองค์ประกอบทั้ง 3 เป็นไปคนละทิศทาง ถ้าอันใดอันหนึ่งเปลี่ยนไปก็จะต้องเปลี่ยนองค์ประกอบที่เหลือทั้ง 2 โดยหลักๆ Business Strategy จะเป็นกลยุทธิ์หลักในการดำเนินงานขององค์กร ตัวอย่างเช่น ถ้า business ตั้งว่าเราจะเป็นธุรกิจที่จะตอบสนองลูกค้าอย่างรวดเร็ว ต้องออกแบบ Organization Strategy ที่ไม่สูงมากและสร้าง Information Strategy เข้ามา support
หน้าที่ของ CIO คือการที่จะเลือกใช้ Technology ต้องดูว่า support strategy ในด้านไหนบ้าง และเหมาะสมกับองค์กรอย่างไร

ผลกระทบของ IT
1. Economic Impact มี 2 บทบาท คือ
- เข้าไปลดต้นทุนในเรื่อง transaction cost เช่น ค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูล สินค้า เป็นต้น ในอดีตเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เมื่อมี IT เข้ามาช่วยก็จะลดได้มาก ในอดีต องค์กรขนาดใหญ่จะได้เปรียบในด้าน transaction cost แต่ในปัจจุบันองค์กรขนาดเล็กก็สามารถลดค่าใช้จ่ายของ transaction cost ทำให้องค์กรไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงานเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายในจุดนี้
- Agency cost มาจาก Agency theory ระบุว่า องค์กรจำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการควบคุมพนักงาน ถ้าไม่มีการควบคุม พนักงานก็จะทำประโยชน์ให้กับตัวเองมากกว่าองค์กร ดังนั้น Agency cost คือ ค่าใช้จ่ายในการควบคุมพนักงานในนองค์กร ในอดีต องค์กรขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูง แต่ในปัจจุบันสามารถประสานงาน และควบคุมค่าใช้จ่ายในจุดนี้ได้ง่ายขึ้น เช่น การทำงานนอกออฟฟิต
2. Organizational and Behavioral Impacts
IT Flattens Organization
มีการวิจัยออกมาว่า IT เข้ามามีส่วนช่วยในการลดลำดับขั้นขององค์กร ตามภาพ IT flattens Organization
ภาพแรก มีความล่าช้าในการส่งข้อมูลในการส่งสาร และการบิดเบือนข้อมูลเนื่องจากมีลำดับชั้นที่เยอะ และมีการทำงานที่ซ้ำซ้อน เช่น งานราชการ ที่มีลำดับในรูปแบบเดิม ทำให้เกิดความล่าช้าในการบริการ
ภาพสอง มีลำดับชั้นที่แบน ส่วนใหญ่จะอยู่ในองค์กรเอกชน เพราะมีค่าใช้จ่ายต่ำ มีการปรับเปลี่ยนผังองค์กรได้ง่าย ทำให้มีการปฏิบัติงานที่รวดเร็ว มีการติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยใช้ IT เข้ามาช่วยในการปรับผังองค์กร

Network Economics
Network effect เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เวลาที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าและบริการอันใดอันหนึ่ง ปัจจัยหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณาก็คือ จำนวนที่มีผู้ใช้สินค้าและบริการนั้นๆ ระบบที่สามารถสร้าง Network Effect ได้นั้นส่วนมากจะเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม เช่น facebook, e-bay, google, Window OS และระบบโทรศัพท์มือถือ GSM จะเห็นได้ว่าองค์กรมักจะเข้าไปสร้างระบบ สร้างมาตรฐานขึ้นมา เพื่อให้เกิด switching cost แก่ลูกค้า ซึ่งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารนั้นจะสร้าง Network Effect ได้มาก นอกจากนี้แล้วจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้งานให้เกิด network effect ไม่ได้เป็นการสร้างค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรหรือบริษัท แต่เข้ามาสร้าง value เพื่อให้มีผู้เข้ามาใช้มากขึ้น
ในข้อสอบต้องสามารถบอกได้ว่า network effect มีปัจจัยอะไรบ้างที่ใช้ในการพัฒนา และอะไรคือผลกระทบจากการเกิด Network Effect
Characteristics of digital products
ยกตัวอย่าง digital products & physical products อย่างไหนค่าใช้จ่ายมากกว่ากัน คำตอบคือ ไม่เสมอไปที่ digital จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าและมีลักษณะดังนี้
1. Low reproduction costs มีค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มน้อยกว่า physical
2. Low distribution costs ไม่มี logistic cost
3. Durability มีความคงทนสูง ไม่สึกหรอง่าย
4. Ease of sharing สามารถแชร์การใช้งานได้
แต่ข้อจำกัดก็คือ มีการละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ง่าย และตกรุ่นได้ง่าย

บทบาทของ IT ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมี 3 รูปแบบ (3D)
1. Disintermediation (ออกข้อสอบเกือบทุกเทอม) คือ การขจัดตัวกลาง ในระบบ supply chain การผ่านตัวกลางจะทำให้เกิด cost ขึ้น ดังนั้นระบบ IT จะเข้ามาช่วยเพื่อตัดตัวกลางออกไป ทำให้สามารถลดcost และเวลาลงได้ ตัวอย่างเช่น Dell, Amazon, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบิน โรงแรม ซึ่งการขจัดตัวกลางนี้ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบางประเภทเช่น ร้านค้าปลีก, ผู้แทนจำหน่าย, ไปรษณีย์, ร้านหนังสือ ธุรกิจเหล่านี้จะถูกลดบทบาทลงโดยมีระบบ IT เข้ามาแทนที่
Reintermidation คือ รูปแบบการกลับมาใหม่ของตัวกลางที่มีการใช้IT เช่น e-Bay, Wal-Mart, Job Topgun, ร้านค้าปลีกใหญ่ๆในหลายประเทศจะย้ายจากระบบ off-line มาเป็น on-line เนื่องจากสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มาก
2. Disaggregation คือ รูปแบบของITที่สามารถทำให้องค์กรกระจายการทำงานต่างๆได้ สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ที่เดียวกัน
3. Digital Convergence คือ บทบาทของITที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดรูปแบบสินค้าใหม่ๆ มี 3 ประเภทหลัก ๆ
- Device Convergence คือการหลอมรวมกันของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นโทรศัพท์สามารถเป็นทั้งกล้องถ่ายรูป เป็นGPSได้
- Network Convergence คือการหลอมรวมกันของระบบเครือข่าย ในอดีตระบบเครือข่ายจะแบ่งออกจากกันอย่างชัดเจนเช่น ระบบโทรศัพท์ ระบบโทรทัศน์ ระบบอินเทอร์เน็ต แต่ปัจจุบันระบบเหล่านี้จะเข้ามาหลอมรวมกันเช่น การดูโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต การโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงระบบไร้สาย
- Content Convergence คือการหลอมรวมกันของข้อมูล ประเด็นแรกคือ ข้อมูลเดียวกันสามารถใช้ได้ในหลายระบบเครือข่าย อีกข้อนึงคือตัวข้อมูลเป็นการหลอมรวมกันระหว่าง Text Video Audio Voice มากขึ้น
ในการทำกรณีศึกษา หรือเทอมเปเปอร์ ควรจะนำ Frameworks ที่จะกล่าวต่อไปนี้มาวิเคราะห์ด้วย

Porter Competitive Forces Model
1175.jpg
เป็นโมเดลที่ใช้วิเคราะห์อุตสาหกรรม มีความสำคัญกับกลยุทธ์ของบริษัท เพราะเป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของการทำธุรกิจนั้นๆ และเพื่อรู้ว่า position ของเราเป็นอย่างไร
ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรขององค์กร
1. New Market Entrants การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ เกิดขึ้นเมื่อ สินค้าทั่วไป ใช้เงินลงทุนต่ำ นโยบายของรัฐบาลมีการสนับสนุนที่มากขึ้น
2. Substitute Products ภัยคุกคามของสินค้าทดแทน มีผลต่อความสามารถในการทำกำไร เนื่องจากลูกค้าสามารถเลือกสินค้าที่เข้ามาทดแทนได้ เช่น mp3 ผู้ใช้ลดลงเพราะมีการฟังเพลงผ่านโทรศัพท์แทน
3. Suppliers อำนาจการต่อรองผู้ขาย เกิดอำนาจการต่อรองที่สูงคือ ผู้ผลิตน้อยราย เช่นผู้ผลิต CPU, OS, ผู้ผลิตผลิตสินค้าที่มีความสำคัญมากต่อลูกค้า
4. Customers อำนาจการต่อรองผู้ซื้อ เกิดขึ้นเมื่อ มีผู้ประกอบการมาก สินค้าที่ลอกเลียนแบบง่าย หรือสินค้าทั่วไป และผู้ซื้อเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและมีความรู้เรื่องราคามาก นอกจากนี้ยังมีการซื้อสินค้าที่มาก
5. Competitors ด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะรุนแรงมากขึ้น เพราะลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านราคา และบริษัทก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นด้วย ส่งผลให้เกิดคู่แข่งมากขึ้นด้วย

Determinants of Relative Performance
การแข่งขันที่ดีคือ
1. Differentiation การสร้างความแตกต่างกันในแต่ละด้าน ส่งผลในการพัฒนาทางด้านคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และเป็นการสร้างการแข่งขันที่ยั่งยืนที่สุด
2. Lower cost การแข่งขันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของราคาเป็นการแข่งขันที่ไม่ดี ถ้าแต่ละบริษัทมุ่งเน้นที่จะผลิตเหมือนกัน ก็เป็นการทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ง่าย
ในด้านของตลาด เช่น industry wide ตัวอย่างเช่น cost leadership คือ Lotus, big c ถ้าเป็น differentiation ก็คือ Siam paragon, Emporium แต่ถ้าเป็น Particular Segment ถ้าเป็น cost focus ก็คือ ทาทา ถ้าเป็น differentiation ก็จะเป็นพวก ปอร์เช่

แนวข้อสอบ
- อะไรคือตัวอย่างของ IT ที่เข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้กับ 5 Forcesได้ หรือบทบาทของ IT เข้ามามีผลกระทบอะไรบ้างต่อ 5 forces
- ยกตัวอย่างธุรกิจที่นำระบบ IT เข้ามาใช้เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองต่อลูกค้า, ต่อ supplier, ลดภัยคุกคามต่อสินค้าทดแทน, สร้างกำแพงต่อการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ อะไรคือบทบาทของ IT ได้บ้าง

ผลกระทบของอินเตอร์เน็ตใน 5 force model
- อำนาจการต่อรองของลูกค้าเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องของราคาที่เข้ามามีผลต่อการตัดสินใจ เกิดจากการเปรียบเทียบตัวสินค้าและราคาสินค้า และบางบริษัทที่สร้างให้เกิด Switching cost ที่ต่ำลง คือ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงจากการใช้สินค้าหนึ่งมาใช้อีกสินค้าหนึ่ง นอกจากนี้ยังไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง เช่น การซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ตมีการเปรียบเทียบทั้งราคาและสินค้าได้ง่าย
- อำนาจการต่อรองของ supplier สูงขึ้น เนื่องจาก Supplier สามารถติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรง ในทางกลับกัน ถ้ามองทางด้าน Supplier ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลของ supplier ได้มากขึ้น ทำให้เกิดการต่อรองที่ต่ำและอาจเกิดการขายตรงได้ง่ายขึ้น
- การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ เกิดง่ายขึ้น เนื่องจากการขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต ไม่มีค่าใช้จ่ายและการลงทุน
- ภัยคุกคามของสินค้าทดแทนสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วคือการใช้โทรศัพท์ แต่ในปัจจุบันอาจมีการคุยผ่าน skype หรือ msn
- การแข่งขันสูงขึ้นเนื่องจาก มีการติดต่อสื่อสารได้ง่าย มีการลอกเลียนแบบได้ง่ายขึ้น มี life time ที่ต่ำลง
Porter ได้กล่าวไว้ว่า 5 Forces ยังเป็นจริงอยู่ เพียงแต่ว่าระบบ IT ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน เช่นเข้าไปช่วยลด cost เข้าไปช่วยสร้างมูลค่าให้กับตัวสินค้า เข้าไปช่วยให้การติดต่อสื่อสารทำได้ง่ายขึ้น

Four generic strategies
- Low cost leadership: IT เข้ามาช่วย ยกตัวอย่างเช่น Dell, Wall-mart
- Product differentiation: เข้ามาสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดความแตกต่าง เช่น iPhone, iPad หรือธุรกิจหาคู่ออนไลน์
- Focus on market niche: ยกตัวอย่างเช่น Miss Lilly, case Harrah
- Strengthen customer and supplier intimacy: สร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและsupplier เพื่อให้เกิด switching cost เช่นการทำ membership เป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพิ่มขึ้นโดยการถ้าเปลี่ยนไปซื้อที่อื่นจะทำให้เสียแต้มที่เคยสะสมไว้

ตัวอย่างข้อสอบ ยกตัวอย่างธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากผลกระทบของ IT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และทำไมต้องเปลี่ยนแปลง

The Value Chain
ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มเป็นการมองภายใน (Internal operation) โดยในองค์กรจะแบ่งกิจกรรมเป็น 2 กลุ่มคือกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน
กิจกรรมหลัก (Primary activities) คือกิจกรรมที่เข้าไปส่งผลโดยตรงต่อสินค้าหรือบริการซึ่งจะแบ่งย่อยเป็น 5 กิจกรรมย่อยๆดังนี้

1. Inbound logistics (inputs) เป็นกระบวนการนำวัตถุดิบเข้าสู่องค์กร
2. Operations (manufacturing and testing) เป็นกระบวนการแปรรูปวัตถุดิบเป็นสินค้าหรือบริการ
3. Outbound logistics (storage and distribution) เป็นกระบวนการนำส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า
4. Marketing and sales เป็นกระบวนการส่งเสริมการขาย
5. Service เป็นกระบวนการบริการหลังการขาย
กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) คือกิจกรรมที่เข้าไปสนับสนุนกิจกรรมหลักเช่น R&DหรือHRเป็นต้น

บทบาทของIT ต่อ Value Chain
1. Lowering the cost
2. Adding value to a product or service

Diamond Model
competitive_table2.gif
คือ model ที่ใช้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของการทำธุรกิจ ในมิติของ location หรือพื้นที่ กลุ่มอุตสาหกรรม (cluster) ในสภาพแวดล้อมและสถานที่ โดยจะมีปัจจัยอยู่ 4 อย่างดังนี้
1. Factor Conditions คือปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรมโดยจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านบุคคล วิทยาศาสตร์ วิจัยและทรัพยากรธรรมชาติ
2. Context for Firm Strategy and Rivalry ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการแข่งขันที่ดีเช่น การมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
3. Related and Supporting Industries การมีอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันหรือที่เรียกว่า Cluster คือ การเชื่อมโยงกันของธุรกิจ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกันเช่น สถาบันการเงิน ธุรกิจท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา
4. Demand Conditions คือความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆซึ่ง
- Demand Conditions ที่ดีคือ การที่ผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าที่ดีขึ้น และลูกค้ามีกำลังสามารถซื้อได้
- Demand Condition ที่ไม่ดี คือ ลูกค้าไม่มีทางเลือก ขาดความรู้ในตัวสินค้า และมีความคาดหวังในตัวสินค้าที่ต่ำ
นอกจากนี้ Cluster ยังเข้ามามีผลในเรื่องของการ Share ข้อมูล มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกัน สภาพแวมล้อมในการทำธุรกิจมีผลอย่างชัดเจน เช่น โรงแรม ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีที่ท่องเที่ยว การเดินทางลำบาก รถเข้าถึงยาก ก็ไม่สามารถอยู่ได้ ดังนั้น Cluster เป็นทั้งคู่แข่งและสนับสนุนกัน
ตัวอย่างข้อสอบ นำเอา model ของ M.E. Porter มาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ หรือกรณีศึกษา

Leavitt Model 1969
เป็นอีก model ที่ใช้วิเคราะห์ในการนำ IT เข้ามาใช้ในองค์กร ระบุว่า การเปลี่ยนแปลง technology ในองค์กร มีการเปลี่ยนแปลง Technology, task, people และStructure (โครงสร้างองค์กร) ความล้มเหลวขององค์กรเช่น NIDA e-learning มีผู้เข้าใช้น้อย ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง นอกจากนี้แล้ว ERP ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร เปลี่ยนเฉพาะเทคโนโลยี

ความสำเร็จของ IT ในองค์กร
วัดได้ด้วย การใช้ของคนภายในองค์กร หลังจากพัฒนาแล้วผู้ใช้ยินดีที่จะใช้งานหรือมีทัศนะคติเป็นบวก โดยจากทฤษฎี Technology Acceptance Model (TAM) ได้ระบุว่าการที่ผู้ใช้จะใช้เทคโนโลยีใดๆจะต้องมีความตั้งใจจะใช้ซึ่งเกิดจากทัศนคติที่ดี โดยเทคโนโลยีที่ดีจะต้องมี2ปัจจัยคือ
1. ผู้ใช้จะต้องรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นมีประโยชน์
2. ผู้ใช้จะต้องรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นง่ายต่อการใช้งาน
เพราะฉะนั้นจะต้องมีทั้ง 2 ปัจจัย มีเพียงอันใดอันหนึ่งไม่ได้ (อาจเป็นข้อสอบได้)

Diffusion of Innovation (DOI) ทฤษฏีการแพร่กระจายของนวัตกรรม
Innovation คือ สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นไอเดีย สิ่งประดิษฐ์ โดยนวัตกรรมที่ดีคือต้องเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้
เป็นทฤษฎีที่ระบุว่า การแพร่กระจายของนวัตกรรมมีความแตกต่างกัน 2 ด้าน คือ 1. ความรวดเร็วของการแพร่กระจาย 2. กลุ่มผู้ใช้นั้นๆ โดยเขียนเป็น s-curve แนวตั้งคือ ยอดขาย แนวนอนคือ ระยะเวลาในการตอบรับ ตัว S ที่เป็นแนวนอนแสดงถึง การใช้เวลานานในการตอบรับ ส่วน S ที่เป็นแนวตั้งหรือแคบ คือ การใช้เวลารวดเร็วในการตอบรับ การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใดๆ จะมี

การตอบรับที่แตกต่างกันในกลุ่มคนที่ต่างกัน มีอยู่ 5 กลุ่มในการตอบรับ
1. Innovators เป็นผู้ใช้กลุ่มแรกเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดยตรงเช่นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย
2. Early Adopters กลุ่มที่ชอบของทันสมัย ชอบของแปลกใหม่ มีการศึกษาสูง ฐานะที่ดี เป็นผู้นำทางความคิดเช่น อาจารย์ดารา นักการเมือง
3. Early Majority เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เห็นว่านวัตกรรมนั้นๆ ใช้ได้ผล แล้วอยากใช้บ้าง ชอบลอกเลียนแบบถ้าเห็นคนอื่นใช้เช่น กลุ่มคนทำงาน นักศึกษาซึ่งยอดขายจะสูงที่สุดในช่วงนี้
4. Late Majority เป็นกลุ่มคนมีอายุหรือกลุ่มคนที่อยู่ในชนบท
5. Laggards เป็นกลุ่มคนที่ถ้าเทคโนโลยีนั้นไม่เป็นมาตรฐานจะไม่ใช้เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น อาจรวมไปถึงโดยในทางทฤษฎีจะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มเรียกว่า Non Adopter คือยังไงก็ไม่ใช้เทคโนยี ถึงตายก็ไม่ใช้เทคโนโลยี

ความเร็วในการแพร่กระจายของนวัตกรรม ขึ้นอยู่กับการแพร่กระจาย ดังนี้
1. Relative Advantage เป็นนวัตกรรมที่บอกถึงมีประโยชน์ต่อการใช้ และเข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นได้ เช่น แอปเปิ้ล อดีตเคยผลิต PC
2. Compatibility with existing values and practices
3. Simplicity and easy of use คือง่ายต่อการใช้
4. Trialability การทดลองก่อนซื้อ
5. Observable results เห็นผลเป็นรูปธรรม
บางผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ครบวงรอบ อาจผ่านเพียงแค่บางส่วน ถ้านวัตกรรมใดผ่าน Early adopter ได้ก็จะสามารถอยู่รอดได้ และมีโอกาสแพร่กระจายกับกลุ่มคนที่เหลือได้ง่ายมาก

The Innovator’s Dilemma
Disruptive Innovations คือ เป็น innovation ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ และอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือเทคโนโลยีที่เข้าแทนเทคโนโลยีเดิม เช่น CD มาแทนเทปคลาสเส็ต MP3 มาแทน CD เป็นต้น องค์กรที่อยู่รอดก็คือองค์กรที่สามารถปรับตัวเข้ากับ disruptive innovations ที่เข้ามาได้

หนังสือ The Innovator’s Solution มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ
1. 1st mover เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ก่อน
2. เป็นผู้นำที่เปิดรับนวัตกรรม
3. มีการสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาใช้นวัตกรรม
4. มีการฝึกอบรมองค์กรให้ตอบรับนวัตกรรมนั้นมาใช้

เกิดเป็น e-business innovation cycle ขั้นตอนแรกคือ
- Choosing innovation เข้ามาใช้ในองค์กร
- Matching innovation ให้เหมาะกับองค์กร
- Executing การ implement innovation นั้น
- Assessing คือการประเมินคุณค่าของ innovation นั้น

จากบทสัมภาษณ์ของ Steve Job การลงทุนที่เกี่ยวกับ innovation นั้นมีข้อคิดอย่างไร กล่าวว่า
1. ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ แล้วนำกลยุทธ์มาสนับสนุน
2. ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากการตลาด เพราะบางครั้งการทำวิจัยตลาด ลูกค้าอาจไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
3. Innovation ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะการหยุดพัฒนาเท่ากับการถอยหลังให้กับคู่แข่ง

Three “internets” are coming together มี 3 ส่วนหลักๆ คือ
1. Internet เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ เช่น
2. อินเตอร์เน็ตจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากขึ้น
3. ในอนาคตอุปกรณ์ต่างๆ จะสามารถเชื่อมต่อกับ internet ได้

The changing role of IT (EI Sawy, 2003)
การเปลี่ยนแปลงของ IT มีอยู่ทุกที่ ในปี 1970-1995 IT เปรียบเสมือนเครื่องมือ ในปี 1991- ปัจจุบัน IT เหมือนสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ในอนาคต IT เป็นสิ่งที่เห็นได้ทุกหนทุกแห่ง

Homework

แบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM)

แบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) เป็นแบบจำลองที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่นั้นมาใช้ ซึ่งการตัดสินใจว่าจะใช้งานเทคโนโลยีนั้นๆ จะมาจากเจตคติ หรือทัศนคติ (Attitude) ที่ดีต่อเทคโนโลยีนั้นของผู้ใช้ โดยเจตคติที่ดีจะมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

1. การรับรู้ว่ามีประโยชน์ (Perceived Usefulness: PU) หมายถึง ระดับขั้นของบุคคลที่เชื่อว่าจะใช้เกี่ยวกับเรื่องของระบบ โดยที่เชื่อว่าจะทำให้ ประสิทธิภาพในการทำงานภายใต้บริบทขององค์การที่ทำงานอยู่นั้นดียิ่งขึ้น

2. การรับรู้ว่าง่ายต่อการใช้ (Perceived ease of use: PEOU) หมายถึง ระดับที่ซึ่งผู้ใช้คาดหวังต่อระบบสารสนเทศที่เป็นเป้าหมาย จะใช้ ต้องมีความง่ายและมีความเป็นอิสระจากความมานะพยายาม (ไม่ใช่ว่าใช้อยู่บ่อยๆแล้วจึง ทำให้ง่าย)

แผนภูมิ Technology Acceptance Model (TAM) ของ Davis (1989)
21.jpg

จากแผนภูมิ สามารถอธิบายได้ว่า การรับรู้ว่ามีประโยชน์ (Perceived Usefulness: PU) และการรับรู้ว่าง่ายต่อการใช้ (Perceived Ease of Use: PEOU) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดเจตคติที่ดีที่ผู้ใช้มีต่อการใช้เทคโนโลยี นอกจากนั้น PU ยังเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจกระทำต่อพฤติกรรม และความตั้งใจกระทำต่อพฤติกรรมก็จะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีใหม่นั้นขึ้นจริง

จุดเด่นของการนำแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) นี้ไปใช้คือ การยอมรับของผู้ใช้มีอิทธิพลมาจากปัจจัยสองปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันคือ การรับรู้ถึงประโยชน์ และความง่ายต่อการใช้งานของระบบ เทคโนโลยี ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การสร้างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่ง่ายต่อการใช้งานจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามีประโยชน์และส่งผลให้เกิดความต้องการใช้งานจริง ระบบสารสนเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั้น หลายองค์การไม่สามารถใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อประโยชน์จากมันได้เพราะการขาดการ ยอมรับและความพึงพอใจของผู้ใช้ในองค์การ

ICT Cluster Mapping ในประเทศไทย

ict%20cluster.png
อุตสาหกรรมICT ในประเทศไทยนั้นแบ่งได้เป็น4ด้านใหญ่ๆดังนี้คือ Hardware,IT Sercie,Software และCommunication โดยทั้ง4ด้านนี้จะได้รับปัจจัยสนับสนุนดังนี้
Support
-Programmer นักพัฒนาระบบICT
-IT Manager ผู้บริหารหน่วยงานICT
-Public utility ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบคมนาคม ฯลฯ
-IT Equipment เครื่องมือทางต่างทางเทคโนโลยีในการใช้พัฒนาICT
-Network Provider ผู้ให้บริการในการติดตั้งระบบNetwork
-Supplier ผู้จัดหาจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับระบบICT

และมีธุรกิจและสายอาชีพต่างๆที่ได้ใช้ประโยชน์จากICTดังนี้
Relate
-e-commerce ธุรกิจการขายสินค้าออนไลน์
-Logistic ระบบการจัดส่งสินค้า
-Financial ธุรกิจและสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทางการเงิน
-Service ธุรกิจด้านการให้บริการต่างๆ
-Insurance ธุรกิจด้านประกันภัย
-Education ด้านการศึกษา
-Hearth care ธุรกิจและการบริการด้านดูแลรักษาพยาบาลและการบำบัด
-Manufacturing ธุรกิจด้านการผลิต
-Marketing ผู้ให้บริการด้านการตลาดและการโฆษณา

ภาครัฐและหน่วยงานสถาบันวิจัยที่ดูแลและพัฒนาระบบICTในประเทศไทยมีดังนี้
Government/Research Institute
-MICT กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
-NTC สำนักคณะกรรมการและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
-TOT องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ท.ศ.ท)
-NECTECT ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็คโทรนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(สวทช)
-SIPA สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ
-CAT บริษัท กสท โทรมนาคม จำกัด
-Education Institute หน่วยงานทางการศึกษาต่างทีทำการ วิจัยและพัฒนาด้าน ICT
ตลาด ICT = Computer Hardware + Computer Software +Computer Services +
Communications

37227059.png

ตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (Computer Hardware)
ตลาดฮาร์ดแวร์มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยที่มาส่งเสริมการขยายตัวของตลาดที่สำคัญได้แก่ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับ ICT มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เนทหรือการติดต่อสื่อสารทางสังคมออนไลน์ (Social Network) มีบทบาทเพื่มขึ้น นอกจากการใช้งานเพื่อค้นหาข้อมูล หรือรับ-ส่ง email อีกทั้งการที่ค่าบริการอินเตอร์เนทที่ถูกลงส่งผลให้ความต้องการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อรองรับการใช้งานอินเตอร์เนทเพิ่มขึ้นตาม ในขณะเดียวกัน การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่รุนแรงทำให้ต้องแข่งขันกันทั้งด้านราคาที่ต่ำลง และการพัฒนาคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการและลดต้นทุนในการทำงาน แต่ก็มีอุปสรรคในการเติบโตนั่นก็คือ ความไม่มั่นคงทางการเมือง สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของครัวเรือน
ตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ (Computer Software)ตลาดซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่ (1) Enterprise Software (2) Mobile Applications Software (3) Embedded System Software และ (4) ซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 3 กลุ่มข้างต้น เช่นซอฟต์แวร์เกม ซอฟต์แวร์เฉพาะด้านต่างๆ เป็นต้นการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์มีแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหลักคือเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัด และยังมีผลมาจากตลาดมีแนวโน้มในการใช้ซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการมากขึ้น ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการใช้ซอฟต์แวร์ในแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนักแต่การดำเนินงานในแต่ละองค์กร ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปใช้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบออนไลนมากขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์บางส่วนย้ายไปอยู่ในตลาดการบริการด้านคอมพิวเตอร์แทน ส่งผลให้แนวโน้มตลาดการบริการด้านคอมพิวเตอร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Service)สามารถแบ่งการบริการด้านคอมพิวเตอร์ได้เป็น 8 ประเภทด้วยกัน คือ 1. System Integration 2. Network Services Software 3. Maintenance Services 4. Hardware Maintenance Services 5. Data Center and Disaster Recovery Services 6. IT Related Training & Education 7. IT Consulting 8. IT Outsourcing
ปัจจัยที่ส่งผลทางบวกต่อตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์คือแนวโน้มที่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการจำหน่าย Software จากในรูป Package หรือรับ Customized Software มาอยู่ในรูปของการบริการเช่าใช้ตามการใช้งาน หรือที่ทั่วไปเรียกว่า Software as a Service มากขึ้น อีกทั้งการที่บริษัทฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์เริ่มเข้ามาสู่ตลาดบริการมากขึ้นนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์โตขึ้นอย่างมาก
ตลาดสื่อสาร(Communication)ตลาดสื่อสารสามารถแบ่งออกได้เป็น 1. ตลาดอุปกรณ์สื่อสาร (Communication Equipments) และ 2. ตลาดบริการด้านการสื่อสาร (Communication Services)เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2552 จะพบว่ามีแนวโน้มและทิศทางการเติบโตที่ลดลงจากปีที่ผ่านๆมา เนื่องมาจากปัจจัยจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมือง และความไม่มั่นคงของนโยบายของรัฐ หากพิจารณามูลค่าของตลาดสื่อสารจะพบว่าแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่ยังมาจากตลาดบริการสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65 ของตลาดสื่อสารทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 235,466 ล้านบาท แต่ถึงอย่างไรก็ตามพบว่า การใช้บริการเสียงทั้งแบบใช้สายและไร้สายถึงจุดอิ่มตัว ทำให้บริการสื่อสารต้องหันมามุ่งเน้นที่การให้บริการสื่อสารข้อมูลมากขึ้น แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายในประเทศก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการทั้งในเรื่องของคุณภาพที่เสถียรและความครอบคลุมของเครือข่าย

ที่มา : http://www.slideshare.net/ict2020/thailand-ict-market-2009-and-outlook-2010-3956507
http://www.nectec.or.th/

การวิเคราะห์ ICT ไทยด้วย Daimond Model

78800285.png

Factor Input Conditions
หากพิจารณาถึงอันดับความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในปี 2009-2010 แล้ว พบว่าไทยอนู่อันดับที่ 47 จาก 133 ประเทศ ซึงหากดูผิวเผินแล้วอาจพบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ปานกลาง แต่หากมองย้อนหลังกลับไปจะพบว่า อันดับของไทยนั้นมีแล้วโน้มที่แย่ลงเรื่อยๆโดย ดัชนีที่ใช้วัดคือ The Networked Readiness Index
ตาราง คะแนนและอันดับ NRI ย้อนหลังของไทย

43125893.png

โดยดัชนี NRI นั้นจะวัดจากองค์ประกอบสำคัญหลายประการด้วยกัน เช่น โอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมของการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ความแพร่หลายในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G รวมถึงราคาของการให้บริการ คุณภาพของการศึกษาของประเทศ นโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของรัฐบาล และบริการของรัฐที่ให้บริการประชาชนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
ที่มา : World Economic Forum , http://www.oknation.net/blog/print.php?id=612708
นอกจากนี้ดัชนี อีกตัวที่รายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์ของ ICT เพื่อการดำเนินธุรกิจ (e-Business) ของประเทศต่างๆ ทัวโลกคือ e-Readiness ranking รายงานนี้จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย Economist Intelligence Unit การจัดอันดับขึ้นอยู่กับคะแนนเฉลี่ยโดยรวมที่คำนวณจากตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ และปริมาณเกือบ 100 ตัว ภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณาซึ่งแบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีการให้น้าหนักคะแนนต่างกันตามความสำคัญ ดังนี้ (1) การเชื่อมต่อเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (2) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (3) สภาพแวดล้อมด้านสังคมและวัฒนธรรม (4) ภาพแวดล้อมทางกฎหมาย (5) นโยบายและวิสัยทัศน์ของรัฐบาล (6) การยอมรับและนำเทคโนโลยีมาใช้ของธุรกิจและผู้บริโภค

89696766.png
62222711.png

ที่มา : Economist Intelligence Unit
ถึงแม้ว่าการเติบโตทางด้านเทคโนโลยีพื้นฐานสารสนทศและการสื่อสารของไทยจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไงก็ตามเมื่อเทียบกับประเทศอื่นโดยใช้ดัชนี Networked Readiness Index และ e-Readiness ranking กลับพบว่า ประเทศไทยนั้นอันดับมีความ พร้อมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารแย่ลงเมื่อทียบกับประทศอื่น
กราฟแสดงจำนวนประชากรอายุ 6 ปี ขึ้นปีที่ใช้คอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต
และโทรศัพท์มือถือ พ.ศ. 2548 - 2552

88700290.png

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ
นอกจากนี้หากพิจารสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตตามช่วงอายุแล้ว พบว่า ประชากรในช่วงอายุ 6-14 และ 14-24 ปี จะมีสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ที่สูง เมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น
กราฟแสดงสัดส่วนประชากรอายุ 6 ปี ขึ้นไปที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตจำนวนตามอายุ

72128565.png

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ
สำหรับสถานที่ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่พบว่าใช้ในสถานศึกษาร้อยละ 46.8 รองลงมาคือ บ้านร้อยละ 33.4 และที่ทำงานร้อยละ 29.0 ส่วนกิจกรรมที่ใช้ ส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหาข้อมูลหรือติดตามข่าวสารร้อยละ 80.6 รองลงมาคือเล่นเกมส์ร้อยละ 23.8 และรับ–ส่งอีเมล์ ร้อยละ 18.6
จากข้อมูลข้างต้นอาจสรุปได้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการทำธุรกิจ แต่ถูกใช้เพื่อการหาข้อมูลเพื่อการศึกษา และเล่นเกมส์อย่างไรก็ตาม ประชากรกลุ่มนี้ก็ว่ามีพื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์น็ตที่ดี ส่งผมให้ไทยมีแรงในอนาคตที่มีความสามารถด้าน IT

Related and supporting
หน่วยงานที่คอยสนับสนุน ICT ในประเทศไทย หลักๆคือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งมีหน่วยงานที่อยู่ภายใต้เช่นสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Science and Technology Development Agency: NSTDA หรือ สวทช.) มีภารกิจหลักดังนี้ภารกิจหลักของเนคเทค ได้แก่
• การให้ทุนสนับสนุนการวิจัยในภาครัฐ
• การดำเนินการวิจัยเอง เพื่อเร่งให้ผลงานวิจัยเกิดผลจริงในภาคอุตสาหกรรม
• การให้บริการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม และสารสนเทศ
• การทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ

สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านการพัฒนาซอฟแวร์โดย มีเป้าหมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอบริการและการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพของประเทศ โดยมีพันธกิจหลัก ได้แก่ การสร้างมิติใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการส่งเสริมการศึกษา การฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของการพัฒนาและผลิตซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวเพื่อสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันเกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของโลกหน่วยงานต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรม โครงการต่างๆเพื่อพัฒนาและสนับสนุน ICT ไทย อย่างต่อเนื่อง ทั้งการวิเคราะห์วิจัย และแก้ปัญหาต่างๆ ดังเช่น “โครงการสำรวจตลาดอุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทย” ที่จัดทำขึ้นในแต่ละปี ทำให้ทราบถึงแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม ICT หรือ “กิจกรรมส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรม ICT ไทย” ที่มีการจัดกิจกรรมการประกวดผลงานวิจัยด้านไอซีที ทั้งประเภทฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
ซึ่งการมีหน่วยงานต่างๆเหล่านี้มาสนับสนุนอย่างชัดเจน มีข้อดีคือช่วยให้ เทคโนโลยีของไทย สามารถพัฒนาไปได้อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน และดำเนินการได้ตรงตามเป้าหมาย จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีประชาชนคนไทยใช้ไอซีทีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นอันดับต้นๆในกลุ่มของอาเซียนที่มีการพัฒนาระบบไอซีทีให้มีความก้าวหน้า ในระดับโลกได้อย่างไม่ยาก

Context for Firm Strategy and Rivalry
บริบทสำหรับกลยุทธ์ขององค์กร และการแข่งขันในประเทศไทยนั้น ได้ยึดแนวทางการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) เป็นแผนหลักในการชี้ทิศทางการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยในแผนพัฒนาฯ ดังกล่าวให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนา และการสร้างองค์ความรู้ และกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน
อีกทั้งในปัจจุบันประเทศไทยมีกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ.ศ.2544-2553 (IT 2010) และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ.2545-2549 เป็นแนวทางในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเป็น 5 ด้าน ได้แก่ e-Government, e-Commerce, e-Industry, e-Education และ e-Society
นอกจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ยังมีนโยบายอื่น ๆ ที่ถูกจัดทำขึ้นในหลายหน่วยงานอย่างเช่นแผนยุทธศาสตร์กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมและเศรษฐกิจ ฐานความรู้ นอกจากนั้นนโยบายรัฐบาล ซึ่งพูดเกี่ยวกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือบทบาทของ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการพัฒนา โดยมีกรอบยุทธศาสตร์ และแนวนโยบายหลัก ๆ ทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างบริบทด้านการแข่งขันของประเทศไทย เนื่องจาก
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การพัฒนากำลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารญาณและรู้เท่าทัน เป็นการพัฒนาบุคลากรทางด้าน ICT ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ที่อยู่ในภาคการศึกษาทั้งในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา รวมไปถึงประชาชนทั่วไป เพราะในปัจจุบันประเทศไทยเรายังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้าน ICT และนับวันก็ยิ่งมีความต้องการมากขึ้น อีกทั้งทรัพยากรมนุษย์ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นหากสามารถที่จะพัฒนากำลังคนด้าน ICT ได้สำเร็จ ก็ย่อมทำให้ประเทศพร้อมที่จะพัฒนาอย่างมีศักยภาพ และช่วยเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การบริหารจัดการระบบ ICT ของประเทศอย่างมีธรรมาภิบาล โดยจะเน้นที่กลไกการบริหารจัดการ ICT ของรัฐ ดังนั้นถ้าประเทศมีการบริหารระบบของ ICT อย่างโปร่งใส และมีธรรมาภิบาลแล้ว ก็ย่อมทำให้ระบบ ICT ของประเทศมีความชัดเจนขึ้น มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านICT ให้ดีขึ้นอีกด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ระบุทิศทางของการพัฒนาโครงข่ายให้ทั่วถึง และเน้นไปที่การศึกษา สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน เป็นสำคัญ ดังนั้นหากประชาชนในประเทศสามารถที่จะเข้าถึง และมีโอกาสที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ก็จะทำให้มีการพัฒนาการเรียนรู้ด้านนี้มีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศเพื่อการแข่งขัน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการของภาครัฐ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องช่วยทำให้การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐต่างๆมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดมาตรฐานและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศ ดังจะเห็นได้จากมูลค่าตลาดโดยภาพรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นมูลค่าตลาดโดยภาพรวม ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าสินค้า/บริการที่ขายในประเทศส่งออก และนำเข้าสินค้า/บริการพบว่า ในปี 2550 มูลค่าตลาดคิดเป็น 516,725 ล้านบาทโดยอัตราการเติบโตของมูลค่าตลาดลดลงจากปี 2549 เนื่องจากมูลค่าสินค้า/บริการที่ขายในประเทศและมูลค่าสินค้า/บริการนำเข้าลดลง ขณะที่มูลค่าส่งออกสินค้า/บริการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าในปี 2551 มูลค่าตลาดยังคงมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปี 2550 นั่นคือมีมูลค่าตลาดคิดเป็น 510,040 ล้านบาทซึ่งเป็นผลจากการส่งออกสินค้า/บริการมีมูลค่าลดลงจากปี 2550 อาจเนื่องจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่ในปี 2552 มูลค่าตลาดจะมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปี 2551 คิดเป็น547,195 ล้านบาท
อัตราการเติบโตของมูลค่าสินค้า/บริการที่ขายในประเทศและส่งออก

14382563.png

มูลค่าตลาดและอัตราการเติบโตของมูลค่าตลาด

61498872.png

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำรวจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2551)

ยุทธศาสตร์ที่ 6 : การใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เป็นยุทธ์ศาสตร์ที่ส่งเสริมภาคการผลิตของประเทศให้เข้าถึง และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อก้าวไปสู่การผลิตและการค้าสินค้าและบริการ ที่ใช้ฐานความรู้และนวัตกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการโดยการสร้างคุณค่าของ สินค้าและบริการ (Value Creation) และมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อพร้อมรองรับการแข่งขันในโลกการค้าเสรีในอนาคต โดยในยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายคือ สัดส่วนสถานประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการดำเนิน ธุรกิจเพิ่มขึ้น

การใช้คอมพิวเตอร์ในสถานประกอบการ

59946543.png

การใช้อินเทอร์เน็ตในสถานประกอบการ

98809705.png

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสถานประกอบการ พ.ศ. 2552)
Demand Conditions
เป็นทัศนคติและรสนิยมของผู้บริโภค ระดับความพิถีพิถันและความเรียกร้องต้องการของผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการต่ออุตสาหกรรม ICT ซึ่งอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยนั้น ผู้บริโภคโดยทั่วไปยังถือว่าให้ความสนใจในด้านนี้น้อย และไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานของสินค้า และบริการเท่าที่ควร เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ มีการความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและส่วนที่เกี่ยวข้องน้อย และยังมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ประนีประนอมสูง ปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพ และมาตรฐาน ส่วนใหญ่มาจากอุปสงค์ของต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยเองก็มีการปรับปรุงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับล่าสุดเพื่อสามารถที่จะพัฒนากำลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารญาณและรู้เท่าทัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เป็นปัจจัย ที่ก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน เนื่องจากการพัฒนามาตรฐาน และคุณภาพได้ตามระดับสากลนั้น เป็นลักษณะที่ประเทศอื่นๆ สามารถที่จะเลียนแบบ และพัฒนาจนมีระดับเท่าเทียมกันได้
แนวโน้มความต้องการบุคลากรของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในอนาคต ความต้องการบุคลากรด้าน ICT ในตำแหน่งผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยการประมาณการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2555 คาดว่าจะมีจำนวนบุคลากรตำแหน่งงานดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 23,160 คน โดยความต้องการบุคลากร ด้าน ICT ในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ (Project Manager) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยการประมาณการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547-2555 คาดว่าจะมีจำนวนบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 19,863 คน
ความต้องการบุคลากรด้าน ICT ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Application Software Specialist) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยการประมาณการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2555 คาดว่าจะมีจำนวนบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 27,739 คน
การประมาณความต้องการบุคลากรด้าน ICT โดยภาพรวม 18 อาชีพ พบว่า ส่วนใหญ่ความต้องการบุคลากรด้าน ICT ในแต่ละอาชีพ มีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาชีพผู้ปฏิบัติงานด้านระบบคอมพิวเตอร์ (System Operator) มีแนวโน้มว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นมากที่สุด จากการประมาณการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2555 คาดว่าจะมีบุคลากรในวิชาชีพนี้สูงถึง 891,549 คนรองลงมาคือ ความต้องการบุคลากรด้าน ICT ในอาชีพอื่นๆ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้โดยคาดว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2555 จะมีบุคลากรเพิ่มขึ้น จำนวน 414,668 คน