Scribe Book 6 1 E Commerce

รายชื่อสมาชิกกลุ่ม 4
น.ส. มณณิกา ฉัตรไชยศิริ 5220211012
นาย พรนรินทร์ สิงห์นิล 5220211022
น.ส. พรพรรณ รุ่งอรุณรัศมี 5220211024
น.ส. ปฏิมา สุขสงวน 5220211045
น.ส. พุธิตา รัตนกถิกานนท์ 5220211053

คำถามก่อนเข้าเรียน มีใครเคยซื้อของผ่านทาง Internet บ้าง และ ทำไมจึงซื้อสินค้าทาง Internet

วัตถุประสงค์และเนื้อหาการเรียน

1. ทราบถึง E-commerce คืออะไร มีกี่ประเภท
2. คุณลักษณะของ E-commerce เทียบกับช่องทางธุรกิจรูปแบบอื่น
3. E-commerce เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบอะไรบ้าง
4. รูปแบบของการทำ E-commerce
5. ประเด็นปัญหาของ E-commerce
6. สถาณการณ์ E-commerce ในประเทศไทย

E-commerce คืออะไร

E-commerce หรือ Electronic commerce คือการทำธารกรรมผ่านระบบ electronic โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็น Inter เท่านั้น แต่ internet ทำให้ E-commerce ครอบคลุมมากขึ้น ในช่วงนั้น และจากนั้นอัตราการเติบโตก็ทวีคูณ
การเติบโตของ E-commerce
เกิดจากการเข้ามาของ web browser และ HTML เติบโตเฉลี่ยปีละ 16% และเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะใน U.S. Europe Asia
ในอเมริกาการทำธุรกรรมผ่าน E-commerce มีสูงถึงประมาณ 10% แต่ในประเทศไทยยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่
E-commerce มีทั้งช่วง up and down
ช่วง up ปี 1994-1999 ช่วง down เป็นช่วงฟองสบู่แตก 1999-2001 เป็นช่วงล้มหายตายจากของ E-commerce ที่ไม่มี revenue model ที่ชัดเจน แล้ว up อีกรอบหนึ่งจนถึงในปัจจุบัน

ลักษณะพิเศษของ E-commerce

1. Ubiquity สามารถใช้งานได้ทุกที่ทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน และทำได้ทุกเวลา
2. Global reach ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หมด
3. Universal standards เป็นมาตรฐานเดียวกัน
4. Richness สามารถใส่ข้อมูลได้ลึก
5. Interactivity รูปแบบการสื่อสารเป็น 2 way communication
6. Information density
7. Personalization/Customization

คำถาม ความแตกต่างระหว่าง Personalization/Customization
คำตอบ

  • Personalization คือ การทำการตลาดโดยนำเสนอข้อมูลสอนค้าและบริการให้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า ตัวอย่างเช่น homepage ของ Amazon.com
  • Customization คือ การที่ลูกค้าสามารถกำหนด spec ของสินค้าได้ตรงความตรงการของตนเอง ตัวอย่างเช่น Dell

8. Social technology

Change of Economic information

มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของ Economic of information คือ จากเดิมการนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการไปยังลูกค้า มีสองปัจจัยที่เป็น Negative correlation กัน คือ ระดับความลึกซึ้งของข้อมูล (Richness) และ จำนวนลูกค้าที่ข้อมูลเข้าถึง (Reach)

ในอดีตบริษัทต้องเลือกว่าจะโฟกัสไปที่ Richness หรือ Reach ถ้าโฟกัสที่ Richness ต้องส่งพนักงานขายไปอธิบายสินค้ากับลูกค้าตัวต่อตัว ถ้าต้องการ Reach ส่วนใหญ่ผ่านช่องทางซื้อหลักเช่นโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสารต่างๆ แต่ความลึกซึ้งของข้อมูลก็ได้มาอย่างจำกัด ค่อนข้างน้อย

Internet เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือสามารถที่จะทำให้ข้อมูลของสินค้าหรือบริการสามารถนำเสนอข้อมูลที่มีระดับความลึกซึ้งรายละเอียดสูงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน

Key concepts in E-commerce

1. Digital markets reduce
• Information asymmetry คือความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูล เกิดขึ้นคือเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อมูลมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จะนำไปสู่ความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการทำธุรกรรม ตัวอย่าง:เดิมในอดีตไปซื้อรถไม่มีทางรู้ได้เลยว่า dealer รับรถมาจากโรงงานในราคาเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลมีความสำคัญมากในการต่อรอง แต่ปัจจุบันสามารถเช็คได้ทันทีว่า dealer รับรถมาจากโรงงานในราคาเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลนั้นทำให้การต่อรองเท่าเทียมกัน

• Search costs คือค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลของสินค้า ข้อมูลของบริษัท
• Transaction costs คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะการค้นหา การเปรียบเทียบข้อมูลราคา การชำระเงินต่างๆ
• Menu costs คือค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเปลี่ยนราคาสินค้า จากเดิมค่อนข้างสูง แต่ E-commerce สามารถทำให้อัพเดทราคาสินค้าได้ทันที

2. Digital markets enable
• Price discrimination คือ บริษัทสามารถขายสินค้าชนิดเดียวกันประเภทเดียวกันไปยังกลุ่มคนที่แตกต่างกันในราคาที่แตกต่างกัน
• Dynamic pricing คือ ราคาที่แตกต่างกันตาม Demand ของตลาดที่เกิดขึ้นจริง
• Disintermediation คือ การขจัดตัวกลางออกไป โดยเฉพาะรูปแบบของเว็บไซต์ในปัจจุบันที่เราสามารถเข้าถึงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตามในโลก
คำถามในห้องเรียน ผลกระทบของ Inter ต่อธุรกิจจากการตัดตัวกลางออกไป
คำตอบ ธุรกิจที่ตัดตัวกลางออกไป คือ Dell ทำให้ราคาสินค้าลดลง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การจองตั๋วของสายการบิน ธุรกิจเพลง เช่น การ Download เพลง
3. Digital goods รูปแบบของสินค้ากลายเป็น Digital มากขึ้น เนื่องจาก การส่งมอบสินค้าสามารถทำผ่าน digital network ได้ง่าย

คำถามในห้องเรียน (อ.บอกว่าออกสอบแน่นอน) ความแตกต่างระหว่าง Physical Product และ Digital Product คืออะไร

ประเภทของ E-commerce

1.Common types
• Business-to-Consumer(B2C) เช่นการซื้อหนังสือจาก Amazon.com ศูนย์หนังสือจุฬา พระเครื่อง.com
• Business-to-Business(B2B) เช่น WallMart ซื้อของจาก Distributors หรือ SCG กับ ตัวแทนจำหน่าย
• Consumer-to-Consumer (C2C) เช่นการซื้อขายของผ่าน Ebay Tarad.com Alibaba

2. Other types
• Government-to-Citizen (G2C) เช่นการจ่ายภาษี Online
• Government-to-Business (G2B) เช่นระบบการจัดซื้อจัดจ้างผ่านทาง Internet
• Government-to-Government (G2G) การธุรกรรมระหว่างภาครัฐด้วยกัน

Interactive marketing and personalization

เว็บไซต์ในปัจจุบันสามารถใส่ข้อมูลได้มาก โดยเฉพาะข้อมูลของสินค้าและบริการต่างๆ บริษัทสามารถเรียนรู้จากลูกค้าได้ โดยเฉพาะรูปแบบของการใช้ Software ในการ Tracking เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค สำหรับการทำการตลาดโดยวิธี personalization

กลยุทธ์การทำ E-commerce

แบ่งได้ 3 รูปแบบโดยใช้เกณฑ์ในการทำธุรกรรม คือ Physical และ Virtual

1. Brick & Mortar strategy คือ การที่บริษัทเอาข้อมูลของสินค้าหรือบริการขึ้นไปอยู่บนเว็บ จากนั้นถ้าลูกค้าต้องการซื้อสินค้ายังต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่หน้าร้านในเชิง offline เป็นรูปแบบแรกๆของการทำ E-commerce ข้อจำกัดของมันคือลูกค้าที่จะซื้อสินค้าได้ต้องเป็นลูกค้าที่สามารถเดินทางไปซื้อสินค้าได้

2. Click only บริษัทไม่มีหน้าร้าน มีแต่ร้านบน Internet หรืออาจจะเรียกว่า online company หรือ virtual company ก็ได้ รูปแบบนี้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ช่องทางเดียวคือทาง Internet ซื้อสินค้าทาง internet ช่องทางเดียว ข้อได้เปรียบคือสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก คือคนที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ก็สามารถเป็นลูกค้าเราได้ แต่คู่แข่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน เพราะคู่แข่งเข้าถึงลูกค้าได้เช่นกัน แต่ข้อได้เปรียบคือ ไม่มี cost โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหน้าร้านทางกายภาพ ไม่ว่าจะค่าเช่าพื้นที่ เช่น มิสลิลลี่ ร้านขายน้ำหอม online

3. Click-and –Mortar คือการมีหน้าร้านในทั้ง 2 ช่องทางสินค้า ช่องทางบน internet หรือช่องทาง offline หรือช่องทางปกติ รูปแบบมักมีช่องทางขายทางปกติอยู่แล้ว แล้วอยากเพิ่มช่องทางในการขายสินค้า ข้อดีของรูปแบบนี้สามารถที่จะทำได้ทั้งสองช่องทางลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และที่สำคัญสามารถใช้ทั้งสองร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสีย คือ ทำให้เกิดปัยหา channel conflict เช่น CHULA BOOK , สั่ง KFC online

Component of a Business Model

Typical Revenue Models for E-commerce

รูปแบบของรายได้คือส่วนสำคัญที่สุดของ Business Model โดยรายได้ของ E-commerce มี 5 ประเภทด้วยกัน คือ

1. Affiliate marketing ได้ รูปแบบที่ค่อนข้างนิยม คือรูปแบบรายได้มาจากการอ้างอิง เช่น Google asset , Amazon Associate โดยปกติบางเว็บก็มีอย่างในต่างประเทศก็มีเว็บที่รีวิวสินค้า จากนั้นก็มี list ของเวบไซต์ที่ขายสินค้านั้น ถ้าลูกค้าคลิ๊กไปที่เว็บนั้นๆก็จะมีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับเว็บไซต์นั้นๆ นี่คือรูปแบบที่เรียกว่า Affiliate marketing
2. Subscription based คือรายได้มาจากค่าสมาชิก โดยเฉพาะเว็บที่ให้บริการในรูปแบบ online game ในปัจจุบัน cloud computing เข้ามามีบทบาทเยอะมาก subscribtion model จะเข้ามามีบทบาทค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ software access service การใช้บริการในการเก็บข้อมูลต่างๆ การใช้ Application ต่างๆ แม้กระทั่งปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่เหล่าสามารถจะเลือกฟังเพลงได้ทุกเพลงเลย ผ่านทางรูปแบบของค่าสมาชิก แต่เราไม่สามารถจะ download เพลงมาไว้ในเครื่อง
3. Transaction fees รายได้หลักๆมาจากส่วนแบ่งการทำธุรกรรม หรือ Transaction fees ปกติจะเป็นเว็บไซต์ที่เอาผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน แล้วจากนั้นรายได้จะมาจากส่วนแบ่งการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็น E-bay, Paypal
4. Traditional Sales ลูกค้าซื้อสินค้าจาก Website เช่น iTunes.com
5. Web Advertising ในบางเว็บมีการให้บริการฟรี แต่มีช่องทางอื่นๆที่ตามมาเช่นรูปแบบของการโฆษณา Portal web
ส่วนใหญ่มี Revenue model เป็นแบบ Advertising เป็นหลัก ในบางเว็บไซต์มีมากกว่า 1 Revenue model เช่น Amazon.com มีทั้งการขายสินค้าและรายได้ที่มาจากการอ้างอิง รวมถึงการโฆษณาด้วย หรือกรณีของ Facebook รายได้มาจากการโฆษณา ในปัจจุบัน Facebook มีการมองว่าใช้รูปแบบ sub-scribtion ในรูปแบบเพจต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เข้าไปเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆเยอะ ไม่ว่าจะ online market place เช่น E-bay เป็นเว็บไซต์ที่นำผู้ซื้อผู้ขายมาพบกันจากนั้นก็ทำการชาร์จค่าส่วนแบ่งการทำธุรกรรม

Internet business models

ส่วนใหญ่จะใช้ กลยุทธ์แบบ Click only Click-and –Mortar โดยมีการทำการตลาดแบบ online ผ่าน Social Network โดยมีลักษณะการใช้บริการที่หลากหลาย
1. Content provider คือการนำเสนอการให้บริการไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ Application รูปแบบของ software รูปแบบของการเก็บข้อมูล
2. Service provider เช่น photo sharing เรื่องของการเก็บข้อมูลต่างๆ
3. Virtual store front คือรูปแบบการขายสินค้าทาง internet ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของสินค้า Digital หรือสินค้า Physical
4. Information Broker เป็นรูปแบบของเว็บที่มีการเปรียบเทียบสินค้า
5. Transaction broker คือรูปแบบของ E-commerce ที่เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมเช่น Paypal , Paysbuy เป็นเว็บที่เป็นตัวกลายในการที่ผู้ซื้อผู้ขายมาทำธุรกรรมกัน

ตัวอย่างของการทำธุรกิจบน Internet

• Electronic store front คือเป็นรูปแบบของบริษัทขายสินค้าบนเว็บ
• Electronic catalogs ก็มีการนำเสนอ catalog online E-option คือเว็บที่ใช้รูปแบบของการประมูล
• E-Auctions คือการโดยการนำเสนอขายสินค้าโดยวิธีการประมูล
• E-classified คือ รูปแบบหนึ่งในการลงประกาศซื้อ-ขายสินค้า
• รูปแบบของการหางาน E-commerce ก็เข้ามามีบทบาทเช่น Job BB, Monster ซึ่งเราสามารถอัพโหลด resume อาจไม่ทำให้ได้งานทีเดียว แต่อาจจะเข้าถึงบริษัทต่างๆได้ง่ายกว่าช่องทางปกติ

ลำดับขั้นของธุรกิจ B2C E-commerce

1. E-Information เก่าแก่สุดของการนำเอาเว็บไซต์มาใช้ มีการนำเสนอเฉพาะข้อมูลสินค้า ไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆได้ มีข้อจำกัด คือจำเป็นต้องเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านอยู่ แต่ข้อดีคือเว็บสามารถนำเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการต่างๆบนเว็บได้
2. E-Integration เว็บไซต์มี dynamic คือเว็บมีการเชื่อมโยงกับ Database ลูกค้าสามารถไปสร้าง account หรือเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ รูปแบบช่วงต้นๆที่ธนาคารที่มีเว็บให้เราดูข้อมูลเกี่ยวกับ statement online ได้ แต่ข้อกำจัดหลักๆคือลูกค้าก็ยังต้องไปทำธุรกรรมที่หน้าร้านอยู่
3. E-Transaction คือรูปแบบที่เว็บ เป็น platform ในการทำธุรกรรม ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่านเว็บ

E-trailing

B2C อาจเรียกว่า E-Trailing เป็นรูปแบบหน้าร้านทาง internet จะมีหน้าร้านช่องทางปกติอยู่ แต่ลูกค้าสามารถที่จะซื้อสินค้าบนเว็บได้โดยตรง E-Trailing
คำถามในห้องเรียน เพราะอะไรร้านขายหนังสือ ร้านขายเพลง และร้านขายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดจึงอยู่บน Internet
ข้อได้เปรียบของ E-trailing
• Product Benefits ความหลากหลายของสินค้า เป็นข้อจำกัดของหน้าร้านในช่องทางปกติโดยเฉพาะการโชว์สินค้า แต่บนเว็บข้อจำกัดนั้นแทบจะหมดไปเลย เพราะค่าใช้จ่ายในการนำเสนอข้อมูลบนเว็บเรียกว่าน้อยมากๆถ้าเทียบกับช่องทางปกติ
• Place Benefits ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ รวมถึงความสามารถที่ลูกค้าสามารถจะซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา ลดค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ เรื่องพนักงาน นอกจากนี้ Turnover ของสินค้ายังสูงอีกด้วย
• Price Benefits เนื่องจากสามารถลดข้อจำกัดหลายๆประการไปได้ ราวมทั้งการจัดการสามารถทำได้ง่ายใช้คนน้อย จึงทำให้ต้นทุนต่ำ ส่งผลให้สามารถแข่งขันทางด้านราคาได้

The Long Tail

เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าทำไมธุรกิจใหญ่ๆจึงมุ่งสู่ธุรกิจทาง internet มาก ระบุว่าสินค้าในปัจจุบันมี 2 แบบหลักๆคือสินค้าที่เป็น mainstream กับสินค้าที่เป็น niche
สินค้า Mainstream คือสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ทำให้บริษัทต้อง focus ไปที่สินค้าหรือบริการที่คิดว่าน่าจะสร้างรายได้ให้มากที่สุด คือสินค้า mainstream ลองดูกรณี ร้าน se-ed ข้างล่างก็จะเป็นหนังสือที่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ เราไม่สามารถหา text-book บางเล่มได้

มีกฎหนึ่งของ inventory management ได้อธิบายไว้คือกฎของ Paleto หรือ Paleto Raw 80:20 คือ 20% ของสินค้าเป็นที่ต้องการของคน 80% และ20% ของสินค้าสร้าง 80% ของรายได้ paleto จริงๆเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี พยายามใช้กฎ 80:20 มาอธิบายทุกๆเรื่อง เช่น 20% ของคนส่วนใหญ่สร้างรายได้ 80% ของประเทศ หรือ 20% ของ สาเหตุ นำไปสู่ 80% ของ ผลกระทบ
ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ focus ไปที่ 20% ซึ่งเป็นสินค้าmainstream ที่สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ กฎเป็นจริงมาตลอดเนื่องจากช่องทางปกติมีข้อจำกัดในการใช้ทรัพยากร เราไม่สามารถแสดงสินค้าในทุกๆสินค้าได้เนื่องจากมีสถานที่ที่จำกัด

ทฤษฎี long-tail มาอธิบายว่าทำไม ปรากฏว่าธุรกิจบน E-commerce ส่วนใหญ่ รายได้หลักๆ มาจากสินค้า long-tail (ขัดแย้ง 80:20) ดูง่ายๆจากรายได้ของ Google มาจากการลงโฆษณาของธุรกิจย่อยๆ
สินค้ารูปแบบ long-tail คือหายาก ไม่มีขายตามท้องตลาด สินค้าขายดีบน E-bay เป็นสินค้า long-tail คนก็เริ่มไม่เข้าใจว่าทำไมไปขัดแย้งกับกฎของ paleto ทฤษฎี Long-tail อธิบายสาเหตุที่ E-commerce ในปัจจุบันมีข้อได้เปรียบมากกว่าช่องทางในปกติ เพราะว่าสินค้าที่ครอบคลุมบน E-commerce ไม่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูล บริษัทจึงเสนอสินค้าได้ครอบคลุม long-tail เพราะสินค้า long-tail หางลากยาวไปเรื่อยๆ เป็น infinity ซึ่งมากกว่าสินค้า mainstream เช่นหนังสือบน Amazon.com มีประมาณ 5 ล้านเล่ม
สินค้าที่เป็น Niche ได้แก่ สินค้าที่หายาก สินค้าที่มีเรื่องราว สินค้าที่ผู้ซื้อไม่กล้าไปซื้อด้วยตัวเอง

กลยุทธ์ในการธุรกิจบน Internet สินค้าที่ขายดีบน Internet

1. ถ้าเป็น mainstream ต้องสามารถแข่งทางด้านราคาได้
2. สินค้าอยู่ในกลุ่ม niche เช่น สินค้า OTOP ที่ขายให้กับต่างประเทศ
3. สินค้าที่มีเรื่องราว และ เป็นสินค้าหายาก
4. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา
5. ผู้ซื้อไม่กล้าซื้อสินค้าในช่องทางปกติ

คำถามในห้องเรียน ข้อแตกต่างระหว่างการมี web เอง และ ไม่มี web เอง
คำตอบ มี web เอง ข้อดีคือเจ้าของมีสิทธิ์ในการควบคุมจะมีค่าใช่จ่ายที่สูงกว่าเนื่องจากจะต้องมี ค่า Domain name และ ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดเอง
ไม่มี web เอง มีข้อดี คือ เราไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแล และ ไม่ต้องทำการตลาดเอง แต่มีข้อจำกัดในด้านการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

มีข้อจำกัดของ E-tailing

1. Product delivery drawbacks สินค้าทางกายภาพเวลามีการสั่งซื้อทาง internet จะมี delay หรือเวลาในการรอคอยสินค้าซึ่งหลายคนไม่ต้องการรอคอยสินค้า นี่คือข้อจำกัดหลัก ยกเว้นสินค้า digital ที่สินค้านั้นสามารถจะ download สินค้ามาได้ทันที
2. Direct product experience drawbacks ลูกค้าไม่สามารถที่จะเข้าไปมีประสบการณ์ในตัวสินค้าเช่นจะเข้าไปทดลองได้ หรือเข้าไปดมอย่างน้ำหอม ทำให้สินค้าเหล่านี้มีข้อเสียเปรียบ แต่จากข้อมูล E-commerce ในไทย สินค้าขายดีของ E-commerce ในไทยคือพวกเสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องประดับ ที่เข้าไปขัดแย้งกับความรู้สึกของเรา และไม่มีพนักงานขายคอยอธิบายสินค้า เป็นข้อจำกัดหลักของ E-tailing
3. Lack of the social element ไม่สามารถไปซื้อกับเพื่อนได้

กฎของการทำ E-commerce ให้ประสบความสำเร็จ

Rule 1 ราคาต้องยุติธรรม
Rule 2 นำเสนอสินค้าที่มีความแตกต่าง ซึ่งถ้าเป็นสินค้า mainstream คนก็สามารถที่จะซื้อผ่านช่องทางปกติได้
Rule 3 ต้องมีความสวยงาม แต่ควรดูเรื่องวัฒนธรรมด้วย เช่น จีนจะชอบเพจที่หยุ่งเหยิงข้อมูลเยอะ นั่นอธิบายว่าทำไม
Rule 4 ต้องใช้งานง่ายและรวดเร็วในการ download ข้อมูล
Rule 5 ต้องมีการโฆษณา E-commerce การทำตลาด มักทำได้ยากกว่าปกติ
Rule 6 ต้องเรียนรู้จากเว็บไซต์ตัวเอง เช่น ใครคือลูกค้า ต้องการอะไร มีคนเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยไหม เพื่อสร้างกลยุทธ์

ความปลอดภัยทางการเงินของการทำธุรกรรมบน Internet

คำถามในห้องเรียน ความแตกต่างระหว่าง Offline Payment กับ Online Payment
คำตอบ

  • Online Payment คือ การทำธุรกรรมและการชำระเงิน เบ็ดเสร็จบน web browser เช่น การ ตัด Credit card, E banking, PayPal
  • Offline Payment คือ การที่ลูกค้าจะต้องเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงินเองที่ธนาคาร ที่ตู้ ATM หรือ การเดินทางไปรับของเองแล้วจึงจ่ายเงิน ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังเป็นรูปแบบ Offline Payment อยู่

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกรรมที่เราทำทาง Internet มีความปลอดภัย

1. ให้ดูว่าข้อมูลที่เราส่งผ่านเวบไปมีการเข้ารหัสหรือไม่ โดยดูได้จาก https สังเกตว่ามี s อยู่ด้วยหรือไม่
2. ศึกษาข้อมูลจาก privacy policy
3. ตรวจเช็คข้อมูลทางการเงินทางตนเองเป็นประจำ
4. ไม่เปดเผยข้อมูลที่เป็นความลับแก่ผู้อื่น

Type of C2C E-commerce

มี 4 รูปแบบ ดังนี้
1. Bartering Bargaining
2. Reverse Acution tendering
3. Forward Acution
4. Exchanges

Opportunities and Threats of C2C

Opportunities Threats
1.ผู้ซื้อหรือผู้ขายมีโอกาสในตลาดที่กว้าง 1.ไม่มีการควบคุมคุณภาพ
2.กำจัดพ่อค้าคนกลางซึ่งมีผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 2.มีความเสี่ยงในการถูกโกง
3.เปิดบริการได้ตลอดเวลา 3.การชำระเงินจะแตกต่าง ยุ่งยาก

E-Auction
-Forward auction คือหนึ่งคนขาย หลายคนซื้อ เป็นการเสนอสิ่งที่ต้องการขาย
-Reverse auction คือหนึ่งคนซื้อ หลายคนขาย เป็นการเสนอสิ่งที่ต้องการซื้อ
E-Auction Fraud คือ การฉ้อโกง การปั่นปิด หลอกขายของปลอม หรือเป็นการชักดาบ การที่ผู้ขายไม่ส่งสินค้า หรือเกิดของหายระหว่างทาง เป็นต้น
M-Commerce เป็นธุรกรรมอิเล็กทรอนิคที่มีการใช้ผ่านช่องทาง mobile

B2B e-Commerce

เป็นการทำธุรกรรมระหว่างบริษัท มีมูลค่าสูงสุดในโลก มีก่อน Internet

EDI(Electronic data interchange) คือช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทและลูกค้า ข้อมูลจะส่งถึงคู่ค้า
โดยตรง
Extranets : การทำธุรกรรมระหว่างบริษัท โดยการนำ Internet มาใช้ ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่า EDI และมีความ
ปลอดภัยเพราะมีการเข้ารหัส
Intranets : เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ในองค์กร

ตาราง Use of Internet Technologies จะแสดงถึงความแตกต่างระหว่าง Internet Extranets และ Intranets ซึ่งความแตกต่างของทั้งสามวิธีนี้ก็คือการเข้าถึงข้อมูล (อาจารย์จะออกสอบ)

รูปแบบธุรกิจของ B2B มี 2 รูปแบบ

1.Private exchange เช่น ระบบ Extranets ของ SCG
2.E-hubs หรือ Net Marketplace เป็นตัวกลางระหว่างบริษัท(third party) ซึ่งรายได้หลักคือ บริการเสริมและค่าธรรมเนียมในการให้บริการ เช่น Alibaba.com

E-Government

:ใช้ในการบริการประชาชน ติดต่อสื่อสารกับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และหน่วยงานกับหน่วยบริหารงานภายใน
-G2C : การรวมธุรกรรมระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เช่น E-Revenue ไว้บริการเสียภาษีรายได้ E-citizen ไว้บริการให้ประชาชน download แบบฟอร์มต่างๆของภาครัฐ
-G2B : เป็นการบริการระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เช่นการจัดซื้อจัดจ้าง
-G2G : เป็นการบริการระหว่างภาครัฐกับภาครัฐ
-G2E :เป็นการบริการระหว่างภาครัฐกับข้าราชการ และพนักงานของรัฐ
ในส่วนของ E-Government in different countries จะพบว่าประเทศอเมริกา นิวซีแลนด์ เกาหลี ได้มีเวปที่ให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมที่เป็นของรัฐได้ทุกอย่าง หรือประเทศสิงคโปร์ก็มีบริการที่ให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อขอรับข้อมูลจากรัฐได้โดยตรง

สถานภาพ e-Commerceในประเทศไทย ปี 2552

e-Commerce จำแนกตามประเภทผู้ประกอบการ
1.ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2C) คิดเป็น 82.6%
2.ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2B) คิดเป็น16.8%
3.ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2G) คิดเป็น0.6%

e-Commerce จำแนกตามอุตสาหกรรม
1.แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย คิดเป็น 42.1%
2.คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็น17.7%
3.สินค้าและอื่นๆ คิดเป็น 15.1%
4.ธุรกิจบริการ คิดเป็น 10.0%
5.ท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท คิดเป็น 7.8%
6.สิ่งพิมพ์และเครื่องใช้สำนักงาน คิดเป็น 4.1%
7.ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ คิดเป็น 3.2%

มูลค่า e-Commerce ตามประเภทผู้ประกอบการ
1.ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2G) คิดเป็น 55.1%
2.ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2B) คิดเป็น 36.2%
3.ธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (B2C) คิดเป็น 8.7%

ขนาดของธุรกิจ แบ่งตามจำนวนพนักงาน
1.ขนาดเล็ก (1-5 คน) คิดเป็น 76.5%
2.ขนาดกลาง (6-50 คน) คิดเป็น 15.2%
3. ขนาดใหญ่ (> 50 คน) คิดเป็น 8.3%

ผลประกอบการ
ถ้าไม่รวม E-Auction ถือว่า B2B มีมูลค่ามาที่สุดมูลค่าตามประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์มีมูลค่าสูงสุดเนื่องจากมูค่าตัวสินค้าที่สูงที่สุดค่าใช้จ่ายด้าน IT ในการประกอบธุรกิจ E-Commerceตัวอย่างค่าใช้จ่ายด้าน IT เช่น ค่า server, ค่าจดทะเบียน domain name, ค่าจ้าง programmer

การตลาด

การตลาดมีรูปแบบ 2 อย่าง
• ออนไลน์ คือ Online marketing บน internet เช่น banner add, pop-up add หรือ search engine
• ออฟไลน์ คือ ผ่านทางช่องทางปกติ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์
โดยส่วนใหญ่ธุรกิจ E-Commerce ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ใช้แค่วิธี online market place หรือ E-Bay
ในการทำธุรกิจแบบ E-Commerce มีทั้งแบบมี website และไม่มี website จุดประสงค์ของ E-commerce ในประเทศไทย คือ เพื่อเพิ่มช่องทางในการซื้อสินค้า อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า และเป็นการ ประชาสัมพันธ์ เพื่อเท่าเทียมคู่แข่ง

ปัจจัยสำคัญของ E-commerce ในการบุกตลาดโลก

1. สินค้า
2. สร้างเว็บไซต์ปละประชาสัมพันธ์เว็บไซต์
3. ใช้ช่องทาง Market Place
4. Online Communication
5. Online Payout
6. การส่งสินค้า

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนการทำ E-commerce

- ความสนใจในพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์
- ศึกษาคู่แข่ง
- ศึกษาผลประโยชน์
- ค่าขนส่ง
- ภาษาบนเว็บไซต์
- การจัดการข้อมูลการติดต่อ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ
- การกำหนดนโยบายในการขายสินค้า เช่นรูปแบบการส่งสินค้า การรับประกันสินค้า
- การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
- การมีช่องทางที่น่าเชื่อถือ
- การทำธุรกรรมออนไลน์

การมีเวปไซด์
Social Network เช่น Facebook โดยส่วนมากจะมีเวปไซด์ หากไม่มีก็จะขายผ่านเวปอื่นๆ

การพัฒนาเวปไซด์
โดยส่วนใหญ่ใช้โปรแกมสำเร็จรูป โดยที่มีโปรแกมสร้าง E-Commerce อย่างครบครัน

การชำระเงิน มี 2 ประเภท
• ออนไลน์ (Online payment) ทุกอย่างเป็นแบบ เบ็ดเสร็จ เสร็จใน browser ผ่านทาง บัตรเครดิต, pay pal หรือ E-Banking
• ออฟไลน์ (Offline payment) คือ ลูกค้าทำต้องทำ physical statement ผ่านATM, ทางธนาณัติ หรือ นัดพบ
ส่วนใหญ่ในประเทศไทย E-Commerce เป็นธุรกิจขนาดเล็กและมีข้อจำกัดการ เนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต
ตัวอย่างระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตโดยธนาคารในประเทศไทย เช่น K-internet banking รูปแบบคล้ายกับ paypal ลูกค้าต้องมีบัตรเครดิตของกสิกร และ ผู้ขายมีบัญชีที่เปิดกับกสิกรเช่นกัน

วิธีการจัดส่งสินค้า

โดยส่วนใหญ่ใช้ไปรษณีย์ โดย ไปรษณีย์ไทย รองลงมาเป็นพนักงานจัดส่ง, บริษัทขนส่งของเอกชนเช่น FEDex, UPS, DHL หรือจัดส่งทางเวป (ใช้กับสินค้าที่เป็นดิจิตอล)
ระยะเวลาในการจัดส่ง
โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ 2-3 วัน โดยจะขึ้นอยู่กับพื้นที่และขนาดของสินค้าด้วย
• อุปสรรคในการจัดส่งสินค้า
สินค้าที่ขายบน E-Commerce ควรมีน้ำหนักเบาเนื่องจากในประเทศไทยค่าขนส่งพัสดุยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง
• อุปสรรคในมุมมองลูกค้า
อุปสรรคเหล่านี้ถ้าผู้ประกอบการไม่ลดความกังวลที่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ E-Commerce ก็จะเกิดขึ้นยาก
• อุปสรรคในส่วนของผู้ประกอบการ
ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการเห็นสินค้าก่อน ผู้ประกอบการกลัวลูกค้าใช้ข้อมูลปลอมในการซื้อสินค้า กลัวว่าได้สินค้าไปแล้วไม่ยอมชำระเงิน หรือลูกค้าขโมยข้อมูลบัตรเครดิตคนอื่นมาซื้อข้อมูล

ผู้มีส่วนร่วมตอบคำถามในห้องเรียน

  1. 003 นายปิยะพล (1)
  2. 056 นายพศิน (3)
  3. 069 นายภาคภูมิ (3)
  4. 074 นายสุโข (1)
  5. 078 นส.ลลิดา (1)