Scribe Book 6 2 E Commerce E Governance

วิเคราะห์สถานการณ์ E-Commerce และ E-Governance ในประเทศไทย

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า E-Government คือ วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภาครัฐ ปรับปรุงการบริการแก่ประชาชน การบริการด้านข้อมูลและสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนมีความใกล้ชิดกับภาครัฐมากขึ้น สื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเข้าถึงบริการของรัฐ ประการสำคัญจะต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและเต็มใจจากทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาชน

E-Commerce คือ บริการทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบ B2C และ B2B เป็นหลัก e-Government จะเป็นแบบ G2G G2B และ G2C ระบบต้องมีความมั่นคงปลอดภัยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ ประชาชนอุ่นใจในการรับบริการและชำระเงินค่าบริการ ธุรกิจก็สามารถดำเนินการค้าขายกับหน่วยงานของรัฐด้วยความราบรื่น อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในการให้บริการตามแนวทางรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

  • B2C ภาคธุรกิจสู่ผู้บริโภค (Business to Consumer)
  • B2B ภาคธุรกิจสู่ภาคธุรกิจ (Business to Business)
  • G2G ภาครัฐสู่ภาครัฐด้วยกัน (Government to Government)
  • G2C ภาครัฐสู่ปร ะชาชน (Government to Citizen)
  • G2B ภาครัฐสู่ภาคธุรกิจ (Government to Business)
  • G2E ภาครัฐสู่ภาคข้าราชการและพนักงานของรัฐ (Government to Employee)

การวิเคราะห์ 5 Forces Model

1. อุปสรรคกีดขวางการเข้าสู่อุตสาหกรรม
- การประหยัดจากขนาด (Economies of scale) เนื่องจากผลิตสินค้าที่เป็นมาตรฐานจำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนของสินค้าลดต่ำลง เพราะสามารถลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลง
- การผูกพันในสินค้านั้นๆ ด้วยความเคยชินของลูกค้า และความน่าเชื่อถือของร้านค้า
- เงินลงทุนสูง ถ้าบริษัทใดเน้นไปทางโฆษณาออนไลน์จากแหล่งที่มีต้นทุนมาก หรือการทำวิจัยตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ Marketing Research
- นโยบายของรัฐบาล หรือการมีกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆที่อนุญาตให้เปิดเผยหรือไม่
- ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้า (Switching cost) ถ้าลูกค้าต้องมีต้นทุน หรือค้าใช้จ่ายในส่วนนี้สูง ต้นทุนเหล่านี้ซึ่งอาจได้แก่ ต้นทุนของอุปกรณ์เครื่องจักรที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่ม หรืออาจจะเป็นระบบงานที่ต้องจัดรูปแบบใหม่ ค่าฝึกอบรมแลสอนงานให้กับพนักงานเพื่อให้ทำงานตามระบบใหม่เป็นต้น
- ข้อได้เปรียบต้นทุนในด้านอื่นๆ เช่น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเฉพาะ มีวัตถุดิบราคาถูก มีแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนถูก

2. แรงผลักดันจากผู้ผลิตหรือคู่แข่งที่มีในอุตสาหกรรม
- คู่แข่งขันมีจำวนมาก หรือบางทีมีขีดความสามารถพอๆกัน จะทำให้มีการแข่งขันที่รุนแรง
- อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมในธุรกิจ E-commerce มีการเติบโตสูงมาก เนื่องจากการแข่งขันที่สูง
- ความแตกต่างของสินค้า ถ้าสินค้าชนิดเดียวกันความแตกต่างกันจะค่อยข้างน้อยมาก ผู้บริโภคจะเน้นราคาเป็นหลักว่าเวปไหนถูกกว่ากัน และดูความน่าเชื่อถือ
- ความเคยชินต่อร้านค้านั้นๆ ถ้าซื้อแล้วของมีคุณภาพเหมะสมกับราคา เป็นส่วนน้อยที่จะเลือกเปลี่ยนร้านค้า
- ต้นทุนคงที่ของธุรกิจ ธุรกิจใดที่มีต้นทุนต่ำจะสามารถเสนอราคาได้ถูกกว่า เช่น การทำการตลาดในช่องทางที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ประสิทธิภาพของผู้รับสื่อก็จะลดลงไปด้วย

3. อำนาจต่อรองของผู้ขาย (ซัพพลายเออร์)
- จำนวนผู้ขายหรือวัตถุดิบที่มีอยู่ มีอำนาจต่อรองต่ำ เพราะผู้ซื้อมีทางเลือกมาก เว้นแต่ว่าสินค้าประเภทนั้นเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม สินค้าหายาก ที่สามารถตั้งราคาได้ตามใจผู้ขาย
- ระดับการรวมตัวกันของผู้ขาย ถ้าเป็นผู้ขายระดับเล็ก ที่มีร้านค้าส่วนตัวออนไลน์จะไม่มีการวมกลุ่ม แต่ถ้าเป็นระดับกลางขึ้นไปจะมีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสมาคม ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ให้บริการทางด้านการท่องเที่ยว หรือ ที่เรียกว่าเป็น agency ต่างๆ จะมีกฎ ระเบียบคอยควบคุม
- ความแตกต่างและเหมือนกันสินค้า จะเป็นตัวกำหนดอำนาจในการต่อรองของผู้ขาย

4. อำนาจการต่อรองของกลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้า
- ปริมาณการซื้อ ถ้าซื้อมาก อาจมีส่วนลดพิเศษ
- ข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าได้รับเกี่ยวกับสินค้าและผู้ขาย ข้อมูลจะเปิดเผยบนช่องทางออนไลน์ เช่น ร้านนี้ซื้อแล้วสินค้าไม่มีคุณภาพ หรือใช้แล้วดี ก็จะมีการรีวิวให้คนอื่นๆได้ทราบ
- ความสามารถของผู้ซื้อที่จะหาข้อมูลต่างๆบนอินเตอร์เนท เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตนเอง
- ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคนอื่น หรือ ใช้สินค้าของคู่แข่งแล้วลูกค้าต้องมีต้นทุนในการเปลี่ยนสูง อำนาจการต่อรองของลูกค้าก็จะต่ำ

5. แรงผลักดันซึ่งเกิดจากสินค้าอื่นๆซึ่งสามารถใช้ทดแทนได้
- การทดแทนจากร้านค้าที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจแบบ e-commerce ก็ยังมีอยู่ แต่ค่อนข้างลดบทบาทไป เพราะคนคำนึงถึงด้านความสะดวกเป็นหลัก เว้นแต่กลุ่มลูกค้าที่ยังคงยึดติดกับลักษณะร้านค้าแบบเดิม ต้องการเห็นของจริงของสินค้า หรือสามารถจับต้องได้ หรือกลัวการถูกหลอก
- ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้าปัจจุบัน ไปสู่การใช้สินค้าทดแทนนั้น ปัจจุบัน สินค้าที่มีอยู่บนโลกออนไลน์ราคาแทบไม่ได้ต่างกับสินค้าทั่วไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนบางส่วนเชื่อว่าสินค้าบนอินเตอร์เนทราคาถูกกว่า ซึ่งต้องพิจารณาให้ดี เพราะขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทของสินค้าเท่านั้น

ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีการพัฒนา e-Government ในระดับหนึ่ง โดยที่หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ มีการสร้างเว็บไซต์ ในระดับกรม และ กระทรวงครบถ้วน โดยการตรวจสอบและประเมินผลเบื้องต้นของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพบว่า เว็บไซต์ส่วนใหญ่ของทางราชการมีข้อมูลให้บริการต่อประชาชน มีความสวยงาม แต่ยังขาดการดูแลรักษาให้เป็นปัจจุบัน มีจำนวนที่มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน โดยการใช้ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และมีเว็บบอร์ด แต่ไม่มากนักที่มีการตอบปัญหา และข้อสงสัยของประชาชนอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มีเว็บไซต์ของส่วนราชการสองถึงสามหน่วย ที่ให้บริการระดับ 3 คือ มีการทำธุรกิจที่เคยต้องเดินทางไปทำที่หน่วยราชการมาบรรจุลงในบริการผ่านเว็บไซต์ ได้แก่ ระบบ e- Revenue เพื่อชำระภาษีประเภทต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร และเว็บไซต์ Khonthai.com ของกรมการปกครอง เพื่อให้บริการด้านงานทะเบียนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนชื่อสกุล จดทะเบียนสมรส เป็นต้น นอกจากนั้น ระบบทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ยังได้ต่อเชื่อมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ 53 หน่วยงานในการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทะเบียนกลางร่วมกัน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานพยาบาลในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทบวงมหาวิทยาลัย กรมบังคับคดี และกรมการกำลังสำรองทหารบก กระทรวงกลาโหม เป็นต้น

การวิเคราะห์ SWOT Analysis ของวงการ E-Commerce and E-Government ในประเทศไทย

Strengths:

1. ไม่ต้องมีพนักงานนั่งประจำ เพราะสามารถให้บริการแบบอัตโนมัติได้
2. สามารถเปิดขายหรือบริการได้ตลอด 7 วัน ๆ ละ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด
3. สามารถเก็บเงิน และโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทหรือรัฐฯได้อัตโนมัติ
4. ตอบสนองนักลงทุนได้ทุกระดับ ตั้งแต่มืออาชีพ ไปถึงมือใหม่ทุนน้อย เพราะว่ามีต้นทุนในการจัดทำค่อนข้างต่ำ
5. ประหยัดค่าพิมพ์เอกสารแนะนำสินค้า เพราะรายละเอียดทั้งหมด เสนอผ่านเว็บไซต์

Weaknesses:

1. การจัดส่งสินค้ายังคงมีปัญหาอยู่มาก เช่น ระบบการจัดส่งสินค้า , ระยะเวลาในการจัดส่ง, นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดส่งซึ่งมีราคาสูงอีกด้วย
2. การให้การสนับสนุนการทำงานของผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการบางรายนั้นขาดความเข้าใจและความตั้งใจในการส่งเสริมกิจกรรมในระบบ e-commerce
3. ความกังวลใจในเรื่องของความปลอดภัยในการชำระด้วยบัตรเครดิต และความไม่สะดวกสบายในการชำระเงินด้วยวิธีการอื่น เช่นการโอนเงินผ่านทางธนาคาร ฯลฯ
4. สินค้าบางรายการลูกค้านั้นต้องการสัมผัสตัวสินค้าเพื่อตัดสินใจซื้อ ทำให้สินค้าบางรายการนั้นไม่เหมาะที่จะขายแบบ E-Commerce
5. การให้บริการหลังการขาย หรือการติดตามงานผ่าน ทางโทรศัพท์, ทางอีเมลล์ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตอบอีเมล์ที่ค่อนข้างล่าช้า
6. ความเชื่อมั่นใจตัวผู้ประกอบการยังคงมีน้อย เพราะว่าในสังคมปัจจุบันนั้นมีการหลอกหลวงบนเว็บไซต์กันค่อนข้างมาก ทำให้ลูกค้าบางคนยังไม่เชื่อถือการซื้อขายบน E-commerce มากเท่าที่ควร
7. สายสัมพันธ์ของสมาชิกในเครือข่าย E-Commerce และการสนับสนุนซึ่งกันและกันขององค์กร สายสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับลูกค้า หรือลูกค้ากับบริษัท ยังขาดสีสรรและไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเด่นชัด และอาจถูกมองว่าไม่จำเป็นต้องมี แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจผลเสียต่อการดำเนินงานในระยะยาวได้

Opportunities:

1. คนไทยมีการใช้อินเตอร์เนทมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โอกาสในการขายของผ่านทางเว็บไซต์นั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ
2. พฤติกรรมของลูกค้าส่วนใหญ่ นิยมความสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องการไปเดินซื้อของเอง จึงทำให้เกิดความนิยมซื้อของออนไลน์กันมากขึ้น
3. โอกาสการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce และ E-government ในประเทศไทยนั้นค่อนข้างจะมีมาก เพราะว่าปัจจัยอื่นๆที่สนับสนุนธุรกิจก็ได้ถูกพัฒนาให้สอดคล้องไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนทความเร็วสูง ,บริการการชำระเงินออนไลน์ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น , สินค้ามีให้เลือกหลากหลายรายการมากขึ้น , ความน่าเชื่อถือของการส่งของตรงตามเวลานั้นสูงขึ้น

Threats:
1. ปัจจุบันนี้คนไทยยังคงมีค่าครองชีพค่อนข้างต่ำ ทำให้มีอำนาจในการซื้อของน้อย โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์ หรือ E-Commerce
2. ปัญหาความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของเว็บไซต์ ทั้งในส่วนของการชำระเงิน และการจัดส่งของ
3. การแข่งขันในธุรกิจ E-Commerce เริ่มสูงมากขึ้น สินค้าไม่ค่อยมีความแตกต่าง