Scribe Book - 8-1 Social media
1008946tm1s3o7sxm.gifSCRIBE BOOK [FEBRUARY 7, 2011]
1008946tm1s3o7sxm.gifLecture :: Social Media and Web 2.0

Social media สื่อที่ใช้ในการสร้างสังคม สร้างชุมชน

  • Facebook
  • Twitter
  • Linkedin

ตัวอย่าง Social media ในอดีต แต่เดิมจะเป็นการสื่อสารในทิศทางเดียว เช่น บอร์ดแสดงความคิดเห็นในหมู่บ้าน
ปัจจุบันเป็นการสื่อสารที่ตอบโต้กันได้ (2ทิศทาง) และก่อให้เกิดกลยุทธ์ทางการตลาดที่สาคัญมากอย่างหนึ่ง คือ”Word of mouth” หรือ กลยุทธ์ปากต่อปาก ที่ทรงพลังอย่างมากในปัจจุบัน

จากในรูปแบบของสื่อดั้งเดิม เนื้อหาของสื่อถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้เชื่ยวชาญ บริษัทหรือองค์กร นั่นก็คือภาพ ในรูปแบบเก่า ทั้ง ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ถึงแม้ว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญแต่ว่าข้อจากัดหลักของมันก็คือ ความหลากหลายของสื่อค่อนข้างจากัด เนื่องจากว่าถูกสร้างขึ้นมาจากคนกลุ่มน้อย

ในทางกลับกัน ในรูปแบบของสื่อสังคมหรือเรียกอีกอย่างว่า Social Media ก็เป็นสื่อที่มีเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นจากทุกๆคน ทุกๆคนสามารถมีโอกาสสร้างเนื้อหาขึ้นมาได้ และเนื้อหาก็ถูก Review โดยกลุ่มผู้ใช้ นั่นก็คือความหมายของ Social Media และ ในปัจจุบันมีบทบาทที่สูงมากขึ้น เนื่องจากว่า บทบาทของ Technology โดยเฉพาะเรื่องของการติดต่อ สื่อสาร รวมไปถึงในเรื่องของการสร้างระบบ สร้าง Platform ในการที่ให้ผู้ใช้เข้าไปสร้างเนื้อหา รวมไปถึงเรื่องการติดต่อสื่อสาร การประสานงาน การศึกษาหรือแม้กระทั่งเรื่องของความบันเทิงต่างๆ ที่สาคัญค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและสามารถทาได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต ก่อนอื่นที่จะพูดถึง Social Media อยากจะเข้าไปในส่วนของ ข้อแตกต่างจาก Web 1.0 กับ Web 2.0

1062477ybgliska18.gif ความแตกต่างระหว่าง web 1.0 และ web 2.0
Web1.0
- ข้อมูลบนเว็บไซต์ถูกกาหนดโดยเจ้าของเว็บไซต์ หรือ webmaster
- ผู้ใช้งานไม่มีโอกาสให้ข้อมูลหรือ feedback

Web2.0
- ผู้ใช้งานมีบทบาทเหมือน Consumer ผู้ทาเว็บไซต์เปรียบเสมือน Producer
- ข้อมูลถูกสร้างและบริหารและแชร์ข้อมูลโดยผู้ใช้ (ผู้ใช้งานมีบทบาทอย่างมาก)
- ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างข้อมูลและใช้ข้อมูลในเวลาเดียวกัน เรียกว่าProsumer คือการที่ลูกค้าเข้ามามีบทบาทในสินค้ามากขึ้นนั่นเอง

Web 2.0
ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบจาก Outsourcing ให้กลายเป็น Crowdsourcing ซึ่งความหมายของคาว่า Crowdsourcing คือ การรวมกันของคาว่า Crowd + Outsourcing คือการกระจายปัญหาไปยังกลุ่มค้นเพื่อค้นหาคาตอบ และวิธีการในการแก้ปัญหาทางธุรกิจนั้นๆ บริษัทสามารถ broadcast คาถามหรือปัญหาที่ต้องการคาตอบไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการใหม่ ๆ Crowd หรือ User ส่วนมากในการทา Crowdsourcing เราจะหมายถึงกลุ่มชุมชน Online หรือในโลก Cyber นั่นเอง **


1062477ybgliska18.gif Theories ที่ซึ่งอธิบายความสาเร็จของ Web 2.0 และสามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ของ Social Media1270918vi0nzn9vva.gif 1. 'Six Degree of Seperation'

ทฤษฎีนี้ระบุว่า ความสัมพันธ์ของคน 2 คนในโลกนี้จะมีอยู่ไม่เกิน 6 ช่วงความสัมพันธ์ (คือห่างกันไม่เกิน 6)
หมายถึง เรากับใครอีกคนหนึ่งซึ่งเราไม่เคยรู้จักจะมีความสัมพันธ์ที่ห่างกันไม่เกิน 6 ช่วง

‘เนื้อหาเพิ่มเติม’
โลกเราเล็กลง จากทฤษฎี Six Degree of Separation
sixdegrees.jpg
ว่ากันว่าคนบนโลกใบนี้ที่มีเป็นพันๆ ล้านคน ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แคบลงมาหน่อยอย่างในบ้านเรา ผู้คนที่เดินตามท้องถนน ลองจิ้มเลือกมาซักคน และลองไล่ลาดับความสัมพันธ์กันเป็นทอดๆ แล้วจะตกใจว่ามันจะซักอย่างที่จะวนมาหาตัวเรา เรื่องของความสัมพันธ์แบบนี้มีนักวิชาการเขาตั้งขึ้นมาเป็นจริงเป็นจัง เรียกกันว่าThe Six Degree of Separation เห็นแปลเป็นไทยกันหลากหลาย เลยขอตั้งมั่งว่าทฤษฎีหกสัมพันธ์

หลักการของทฤษฎีนี้ก็คือว่า ถ้าเราจะเดินทางไปหาเพื่อนเราโดยผ่านสะพานที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ เราจะต้องข้ามสะพานที่ว่านี้มากที่สุดไม่เกิน 6 ครั้ง … นั่นหมายถึงว่าคนบนโลกนี้ทุกคนมีความสัมพันธ์ต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้านามาเชื่อมโยงผ่านคนอื่นมาเป็นทอดๆ

1270918vi0nzn9vva.gif 2. ‚Network Effect‛
peoples_network.jpg
คุณลักษณะที่คุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่อยู่ที่จานวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ยิ่งมีจานวนมาก คุณค่าก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

Lee and O'Connor ได้ให้นิยาม Network Effect ไว้ในบทความเรื่อง New Product Launch Strategy for Network Effects Products ใน Journal of the Academy of Marketing Science ฉบับ Volume 31 ปี 2003 ว่า "ปรากฏการณ์ที่มูลค่าของสินค้าหรือ บริการต่อผู้ใช้คนหนึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากการที่มีคน ใช้สินค้าหรือบริการนั้นจานวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับมวลวิกฤติ (Critical Mass)" หรือจะสรุปได้ใจความสั้นๆ ว่า ยิ่งมีคนใช้สินค้าหรือบริการนั้นมากๆ คุณค่าของสินค้าหรือบริการนั้นก็ทวีความสาคัญขึ้นเรื่อยๆ นักวิชา การบางคนเรียก Network Effect ในอีกชื่อหนึ่งว่า Demand-Side Economies of Scale

‘เนื้อหาเพิ่มเติม’
หลักการของ Network Effect ถูกนามาประยุกต์ใช้กับบริการออนไลน์หลายอย่างที่โด่งดังมากในช่วงยุคดอทคอมบูมก็คือโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรมสาหรับการสื่อสารด้วยข้อความแบบทันใจ (Instant Messaging) คุณค่าของโปรแกรมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณค่าของเครือข่ายโทรศัพท์เลย ถ้าคุณไม่มีคนรู้จักที่ใช้โปรแกรมนี้ คุณก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันไปทาไม

Network Effect ที่ใช้จับคู่คนสองคนเข้าด้วยกันอีกแบบหนึ่งก็คือ eBay ซึ่งเป็นตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ ทาหน้าที่จับคู่ผู้ขายสินค้าเข้ากับผู้ซื้อสินค้า ด้วยความนิยมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทาให้เราสามารถขายสินค้าไทยให้กับคนอเมริกันได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็นั่งอยู่ที่บ้านในประเทศของตัวเอง

นอกจากเครือข่ายของการสื่อสารและการจับคู่คนแล้ว Network Effect ยังถูกนามาใช้อธิบายปรากฎการณ์ของเครือข่ายผู้สร้าง content ด้วย อย่างเช่น YouTube ที่มีผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปโพสต์ไฟล์วิดีโอไว้ และให้คนทั่วไปเข้าไปโหลดดูได้ โดยที่ YouTube เป็นเพียงผู้พัฒนาโปรแกรมและผู้ดูแลระบบ แต่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง content ขึ้นมาเอง

นอกจาก YouTube แล้วก็ยังมีเว็บไทยๆ อย่าง Pantip ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน คือเปิดให้ผู้ใช้เว็บเข้าไปโพสต์ข้อความเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

1270918vi0nzn9vva.gif 3. ‚Social Network Theory‛
ระบุว่าความสัมพันธ์ถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งขององค์กร โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางสังคม คนหรือองค์กรที่มี Social Capital สูงจะมีความสาเร็จสูงกว่าคนหรือองค์กรที่มี Social Capital ต่า ซึ่ง Social Capital จะคาบเกี่ยวกับ Social Network Theory ซึ่ง Social Capital หมายถึง ความสัมพันธ์หรือโครงสร้างทางสังคมที่เราสามารถนามาสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างทุนทางสังคมที่มักถูกกล่าวถึงคือความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) เครือข่าย (Net work) สถาบัน (Institution) ซึ่งท้ายที่สุดสามารถให้ผลประโยชน์ของเศรษฐกิจได้ ทุนทางสังคมแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

3.1 Social Capital (ทุนทางสังคม) แบบ ทุนทางสังคมภายใน (Cognitive social capital)
ทางบริษัทของเรา เน้นเรื่องความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก เราจึงเน้นบริการทีมีคุณภาพ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และเรามุ่งเน้นที่จะสร้างทันคติที่ดีของลูกค้าที่มีต่อบริษัทของเรา ถึงแม้ทุนทางสังคมภายใน (Cognitive social capital) มีลักษณะที่มองเห็นและประเมินยาก แต่เราสามารถวัดและประเมินความพึงพอใจและทัศนคติที่ดีของลูกค้า ได้จาก ORDER จากลูกค้ารายเก่า และลูกค้าใหม่ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งนี้ก็เป็นดัชนีชี้วัดความพึงพอใจ และทัศนคติอันดีที่มีต่อบริษัทของเรา

3.2 Social Capital (ทุนทางสังคม) แบบ ทุนทางสังคมภายนอก (Structural Capital)
สำหรับ ทุนทางสังคมภายนอกนั้น เราได้สร้างความมั่นใจในคุณภาพ ในสินค้าและบริการ จนเป็นที่เชื่อมั่นและบอกต่อในแวดวงสังคมธุรกิจ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีนี้เอง ลูกค้าได้มอบความไว้วางใจ ให้เราได้บริการและนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพตลอดมา

1270918vi0nzn9vva.gif 4. “Social Network Theory”
ความสามารถที่คนหรือองค์กรที่มีจำนวนเครือข่ายมากจะมีโอกาสในความสำเร็จมากกว่าคนหรือองค์กรอื่นที่มีจำนวนเครือข่ายที่ด้อยกว่า มี2ลักษณะความสัมพันธ์

Weak Ties คือ เป็นความสัมพันธ์ที่มีความสัมพันธ์แบบผิวเผิน รู้จักกันแต่ไม่สนิท เจอกันไม่กี่ครั้ง ในอดีตเป็นความสัมพันธ์ที่ยากที่จะรักษาไว้เนื่องจากช่องทางในการติดต่อสื่อสารมีน้อย แต่ปัจจุบันรูปแบบของ Technology ที่เข้ามาอย่าง Social Network มันทำให้ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้สามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่องไปได้ถึงแม้ว่าต้องมีเหตุให้แยกจากกัน ความสัมพันธ์แบบ Weak Ties นี้สามารถมีปริมาณที่มากได้ซึ่งก็จะมีประโยชน์ในการทำธุรกิจร่วมกัน รวมไปถึงการหางาน หาข้อมูลต่างๆ

Strong Ties คือ เป็นความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้น เช่น ครอบครัว ญาติ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน เป็นความสัมพันธ์ที่ง่ายในการรักษาไว้ ง่ายต่อการติดต่อสื่อสารกันในทางใดทางหนึ่งไม่ว่าจะโทรศัพท์หรือEmail ต่างๆ ความสัมพันธ์แบบ Strong Ties นี้มีปริมาณที่น้อย ไม่สามารถมีได้หลายๆคน

1270918vi0nzn9vva.gif 5. “Media Richness Theory”
images?q=tbn:ANd9GcQzZ-7JSZPRvTqu18C1ODCVr2KsN7pRD4Z_MS6E2sFJCjRRGz3a

ระบุว่าในแต่ล่ะสื่อ ระดับความละเอียด ความลึกซึ้งของตัวเนื้อหา-ข้อมูลมันมีความแตกต่างกัน เนื้อหาที่ลึกซึ่งที่สุดคือการติดต่อสื่อสารในลักษณะ Face- to- Face รองลงมาก็คือ รูปแบบของ Video Conferencing เรียงลงมาก็อยู่ในรูปแบบของ Brochure Poster หรือ Email ซึ่งแต่ล่ะสื่อมีประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูลที่แตกต่างกัน แล้วรูปแบบของ Multimedia ก็ได้เพิ่มเติมขึ้นมาในเรื่องของ Broad Brand ทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลที่มีความละเอียดสูงไปยังคนจำนวนมากได้

1270918vi0nzn9vva.gif 6. The Long Tail
168332_10150132607811774_732356773_7713996_1034848_n.jpg

การตลาดลองเทล (Long tail Marketing) เป็นการตลาดแนวใหม่ล่าสุดที่สามารถเสนอทางเลือกอันไม่รู้จบให้กับผู้บริโภคได้อย่างน่าทึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดกลุ่มเป้าหมายเพราะข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ หรืองบประมาณเหมือนวิธีทางการตลาดที่ผ่านมา โดยอาศัยกลไกการตลาดแบบอัตโนมัติ (Marketing Automation) มาตอบสนองความต้องการของลูกค้า 'ทุกราย' ได้อย่างเป็นระบบ

การตลาดหางยาว หรือ Long tail Marketing เปลี่ยนมุมมองการตลาดแบบเดิมๆ ที่ให้ความสำคัญกับการจัดกลุ่มลูกค้าชั้นดีที่มีจำนวนไม่มาก การเน้นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเพียงบางกลุ่ม เปลี่ยนเป็นให้ความสนใจกับน้ำหนักของกลุ่มลูกค้าทีมีกำลังซื้อน้อยกว่าแต่มีจำนวนมากกว่าเยอะและยังไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ โดยขอแนะนำให้รู้จักการตลาดหางยาว หรือ Long Tail Marketing กันแบบคร่าว ๆ สัก 4 ประเด็น ได้แก่

1. กฎลองเทล (Long tail) เป็นกฎตรงข้ามกับกฎของพาเรโต
หรือที่เรียกกันคุ้นหูว่ากฎ 80/20 ซึ่งบอกกับนักขายอย่างเราว่า 'สินค้าขายดี 20% สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 80%' หรือไม่ก็ 'ยอดขาย 80% มาจากลูกค้าชั้นดีเพียง 20%'
แต่กฎลองเทล นั้นตรงข้ามกับกฎ 80/20 และด้วยการท้าทายว่า 'ยอดขายของบรรดา สินค้าที่ขายไม่ดี เมื่อรวมกันแล้วอาจจะสูงกว่ายอดขายของ สินค้าขายดี ก็ได้'
กฎลองเทลตั้งข้อสังเกตว่าการให้ความสำคัญกับลูกค้าชั้นดี 20% ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่ว่าทำไมต้องตัดลูกค้าธรรมดาจำนวน 80% ทิ้งออกไปด้วย
2. กลยุทธ์หลักของการตลาดลองเทล (Long tail) คือ การไม่เจาะจงกลุ่มลูกค้า
นั่นคือต้องการได้ลูกค้าทั้ง 100% โดยใช้ระบบเป็นผู้รับเรื่อง ทำให้สามารถตอบสนองได้ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ตลาดนิช (Niche Market) ที่เล็กที่สุดที่อยู่ในส่วนหางที่ยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งหมด
3. กลยุทธ์การตลาดลองเทล (Long tail) ไม่ได้เป็นกลยุทธ์การตลาด สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
ประเด็นของกลยุทธ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ การขายโดยใช้อินเทอร์เน็ต แต่เป็นการขายโดยอัตโนมัติ ร้านค้าหรือกิจการที่ทำคนเดียวก็สามารถนำเอากลยุทธ์การตลาดลองเทลนี้ไปใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน
4. กลยุทธ์การตลาดลองเทล (Long tail) ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับ "สินค้า" เท่านั้น
นอกจากสินค้าแล้ว ยังมีลองเทล (Long Tail) ของ 'ลูกค้า' (Customer) และ 'การให้บริการ' (Service) ด้วย

ที่มา : http://www.na-vigator.com/business-management/marketing/400-long-tail-marketing

1270918vi0nzn9vva.gif 7. Purchasing Funnel
180318_10150132607856774_732356773_7713998_1266947_n.jpg
การตัดสินใจซื้อสินค้าจะมีขั้นตอนการตัดสินใจของผู้ซื้ออยู่
1062477ybgliska18.gif Categories of Social Media (ตัวอย่างเวป Social Media ในหมวกหมู่ต่างๆ)

1.Social Networking
Social Network คือ สังคมออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเตอร์เนทได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา เพื่อแนะนำตัวเองได้ เช่น Bebo, Facebook, Cyworld, Fast Pitch, Friendster, Gather.com, KickApps, LinkedIn, MOLI, MySpace, Ning, Orkut, Plaxo

2.Publish
Blogger.com, Constant Contact, Joomla, Knol, SlideShare, TypePad, Wikia, Wikipedia, WordPress

3.Photo Sharing
Flickr, Photobucket, Picasa, Radar.net, SmugMug, Snapfish, Panoramio, Zoomr, Multiply, MyPhotoAlbum, Slide, Pixamo, Slideshare

4.Audio
iTunes, Podbean, Podcast.com, Podcast.net, Rhapsody, digitalpodcast.com, podcastalley.com
- Postcast.net การ upload ไฟล์เสียงหรือวีดีโอขึ้นไป ผู้ใช้งานคนอื่นๆสามารถดาวน์โหลดมาได้

5.Video
Brightcove, Google Video, Hulu, Metacafe, Viddler, YouTube, blip.tv, blogtv, myvideo, Yahoo! Video, Zoopy

6.Microblogging
Plurk, Twitter, Twitxr, frazr.com, identi.ca, Jaiku, Friendfeed, Dodgeball, Tumblr
- Microblogging คือ การส่งข้อความขนาดสั้นไปยังเครือข่าย
- Twitter ใช้การ tweet เข้ามาประกอบการทำ Promotion ของสินค้า ซึ่งนิยมใช้ในทางธุรกิจ ซึ่งการได้ follow เยอะจะทรงพลังอย่างมาก
- การ Follow บน Twitter จะต่างจาก Friend ใน facebook กล่าวคือ ใครก็ได้สามารถ Follower เราได้ ยกเว้นคนที่เรา block ไว้, มีความเป็นสาธารณะมาก

7.Livecasting
BlogTalkRadio, Live 365, Justin.tv, SHOUTcast, Talkshoe, Hereandnow.net, operator11.com, Ustream

8.Virtual Worlds
Active Worlds, Kaneva, Second Life, There, ViOS

9.Gaming
Entropia Universe, EverQuest, Halo3, World of Warcraft

10.Productivity Applications
Acteva, BitTorrent, Constant Contact, Eventful, Google Alerts, Google Docs, MSGTAG, ReadNotify, Survey Monkey, Tiddlywiki, Zoho, Zoomerang

11.Aggregators
Digg, FriendFeed, Google Reader, iGoogle, My Yahoo!, Reddit, Yelp

12.RSS
Atom, FeedBurner, PingShot, RSS 2.0

13.Search
EveryZing, Google Search, IceRocket, MetaTube, Redlasso, Technorati, Yahoo Search

14.Mobile
airG, AOL Mobile, Brightkite, CallWave, Jott, Jumbuck, SMS.ac, Foursquare

15.Interpersonal
Acrobat Coonect, AOL Instant, Messenger, Go To Meeting, ichat, Jott, Meebo, Skype, WebEx

16.P2P (Peer to Peer Networks and Application)

17.Crowdsourcing
iStockphoto.com, InnoCentive.com

18.Tagging

19.Social Bookmarking
-การที่เราเข้าไป share bookmark ของเรากับคนอื่นในเรื่องที่เราสนใจ เช่น www.delicious.com

20.Print on Demand
Blurb, Lulu, or BookSurge


191919nar5ad81ij.gif ประโยชน์หลักๆของ Social Media for Business 191919nar5ad81ij.gif
• การทำตลาดแบบปากต่อปากซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียคือถ้าสินค้าของบริษัทดี ลูกค้าก็จะพูดแบบปากต่อปากแต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสินค้าหรือบริการไม่ดีมันก็จะมีผลในทางลบกับบริษัทเช่นเดียวกัน
• แหล่งข้อมูลในการรับ Feedback จากกลุ่มลูกค้า เฉพาะกลุ่ม
• เป็นช่องทางในการดึง traffic ต่างๆ เข้ามาที่ website ของเรา
• เป็นช่องทางในการเพิ่มยอดขาย
191919nar5ad81ij.gif ISSUE 191919nar5ad81ij.gif
• อันตรายจากการใช้ Social media
• การโจรกรรม มิจฉาชีพ ขโมยข้อมูลส่วนตัว
• ผลกระทบด้านสิทธิส่วนบุคคล
• ข้อจำกัดด้านภาษาสำหรับในบางประเทศ
• เกิดการแข่งขันในธุรกิจ ทำให้ User มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น เกิดการควบคุมเนื้อหาค่อนข้างน้อย
• การนำไปสู่การทำผิดกฎหมาย เช่นเกิดการล่อลวงทางเพศ
• การต่อต้านทางสังคม
182438_10150132607901774_732356773_7713999_6006345_n.jpg
180355_10150132607976774_732356773_7714000_2724159_n.jpg
191919nar5ad81ij.gif จัดทำโดย 191919nar5ad81ij.gif

5220211029 น.ส.ณัฐกานต์ แก้วรัศมี
5220211043 นาย ธนากร สินทวีวรกุล
5220211050 น.ส.ครองใจ ทะแกล้วพันธุ์
5220211054 น.ส.ปริยานุช บานแย้ม
5220211063 น.ส.สิรินทร์ มหสุภาชัย