Learning Objective
มาทำความเข้าใจถึงตัว E-Commerce ที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่นมือถือ แท๊บเล็ต มีการทำธุรกรรมผ่านเครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า Mobile Commerce หรือ M-Commerce รวมถึง Location Based commerce หรือ L-Commerce หลังจากนั้นเราจะมาดูถึง เทคโนโลยี RFID และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยหัวข้อสุดท้ายคือเรื่อง Pervasive computing
เครือข่ายไร้สาย แบ่งได้เป็นขนาดพื้นที่ครอบคลุม 4 ขนาดหลักๆ คือ
- Wireless WAN ครอบคลุมพื้นที่ระดับประเทศ
- Wireless Man ควบคุมพื้นที่ระดับเมือง เช่น WiMax ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการเข้าถึง Internet
- Wireless Lan คือเครือข่ายไร้สายท้องถิ่นครอบคลุมระดับห้องหรือที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ หรือ Wifi
- Wireless Pan คือ เครือข่ายไร้ส่วนบุคคล Private / Personal Area เช่น Bluetooth Infrared QR Code
อาจารย์เชื่อว่าทิศทางของอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบไร้สายเพิ่มมากขึ้น
Mobile Computing
การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ขณะที่เราเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมา เมื่อประมาณ 30 -40 ปีที่แล้ว PDA เครื่องแรกๆ เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ว่าในขณะนั้นความสามารถของคอมพิวเตอร์ยังต่ำอยู่ และใช้งานยาก ทำให้ไม่เกิด Take Off ของนวัตกรรมเกิดขึ้น Technology เวลาจะเกิดมาต้องเกิดมาในเวลาที่เหมาะสมและต้องมีกลุ่มคนรองรับกับ เทคโนโลยี นั้นๆ แต่ว่าปัจจุบันนี้ ผู้ที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่มีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีคอมพิวเตอร์ ฟังก์ชันหนึ่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ถูกเพิ่มขึ้นมาก็คือความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ณ วันนี้มีจำนวนหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่าจำนวนประชากร ในปัจจุบันถ้าเราลืมกระเป๋าสตางค์กับมือถือ เราจะเลือกกลับไปเอาอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน โทรศัพท์ประจำที่มีแนวโน้มลดลง ต่างจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นต่างจากอินเตอร์เน็ต Dial Up ที่ลดลง
Mobile Phone Usage
โดยในปัจจุบัน ลักษณะการใช้โทรศัพท์ มี 2 แบบ คือ Prepaid และ Postpaid โดย 90% ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของประเทศไทยใช้แบบ Prepaid
รูปแบบของการให้บริการ มี 2 แบบ คือ Voices และ Non-Voice แบบ Voice ก็คือแบบโทรกันปกติ แบบ Non-Voice ก็จะเป็นพวก Internet BBM SMS และ โดยปัจจุบัน แบบ Voices จะมีการใช้งานมากกว่า แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดย แบบ Non-Voice มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น จนปัจจุบันเป็น 30% ของทั้งหมดแล้ว อาจเป็นเพราะการเข้ามาของ 3G ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงของ Non-Voice อาจารย์เชื่อว่าอีกไม่กี่ปี รูปแบบการให้บริการแบบเสียงจะหมดไป เวลาอาจารย์อยู่ต่างประเทศก็จะใช้บริการผ่าน Skype โดยไม่ต้องเสียเงินโทรศัพท์กลับมาเมืองไทยเลย
ณ ตอนนี้การใช้บริการ 3G ยังไม่มีการกำหนดราคาต่อ 1 ไบท์ ในเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ต มีอยู่สองค่ายหลักๆ ในด้านของผู้ให้บริการ ซึ่งค่ายหนึ่งมองว่าผู้ใช้บริการควรจะจ่ายในอัตราเดียวกัน และสามารถเข้าถึงได้ไม่จำกัด แต่อีกค่ายหนึ่งคิดว่าควรคิดราคาตามอัตราการใช้ แต่ถึงแม้จะคิดราคาตามแพคเกจแต่อาจารย์ก็เชื่อว่าราคายังถูกกว่าการใช้ Voice ซึ่งในวันนี้ 3G ที่ให้บริการผ่าน TOT ยังคิดค่าบริการตามข้อมูลที่ transfer สาเหตุที่ต้องทำแบบนั้นเพราะคนที่เช็คอีเมล์เฉยๆ กับอีกคนหนึ่งที่จ่ายราคาเดียวกันแต่ดาวน์โหลดหนังเต็มฮาร์ดดิสก์ ซึ่งอาจจะไม่แฟร์ก็ได้
ICT in Asean
ณ วันนี้จำนวนคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมีเพียงแค่ 20% ซึ่งประเทศเวียดนามได้แซงเราไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นโอกาสของเราคือจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีสูงมาก รองจากสิงคโปร์ แต่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลยังมีสูงมาก และที่คนพูดถึง 3G กันมากก็เพราะ 3G สามารถทำให้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ ถ้าเราสามารถทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลได้
การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม
ถ้าเปรียบเทียบ ตลาด ICT ทั้งตลาด จะมี 11% ของ GDP ส่วนที่มีมูลค่ามากสุดคือ Communication
ถ้าดูจาก Market Share ผู้ให้บริการเลขหมายจะเห็นว่า AIS เยอะสุด Dtac และ ก็ TRUE ตามลำดับโดยโทรศัพท์ ประจำที่ (Fixed lines) จะมี AT&T และ TOT ก็มีความคงที่ และมีแนวโน้มว่าจะต่ำลง โดยหันไปให้ความสำคัญกับ ADSL มากขึ้น จะเห็นว่าจาก 10 ปีที่ผ่านมาโทรศัพท์มือถือมีการพัฒนาขึ้นมาก จากเดิมมีขนาดใหญ่มาก กว่าจะหาสัญญาณก็ลำบาก รวมทั้งราคาบริการและราคามือถือแพง มือถือถูกพัฒนามาจาก Walkie Talkie โดยต้องอยู่ในคลื่นความถี่เดียวกันถึงสามารถคุยกันได้ แต่การเริ่มต้นของโทรศัพท์นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 1980 หรือ 1G นั่นเอง ประเทศที่ริเริ่มคือประเทศแถบสแกนดิเนเวีย นอร์เวย์ รูปแบบการติดต่อสื่อสาร โดยใช้สัญญาณ Analog ซึ่งใช้ได้แค่สัญญาณเสียง และมีข้อจำกัดหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น สัญญาณที่ขาดๆ หายๆ โทรศัพท์ที่ค่อนข้างใหญ่ ฟังก์ชันการใช้งานจำกัด มีน้ำหนักมาก รองรับคนได้น้อย และราคาแพงมาก ส่งข้อมูลหากันไม่ได้ และในยุคนั้นที่เราต้องใช้เพจเจอร์เพราะโทรศัพท์ยังไม่สามารถส่งข้อมูลได้
ช่วงปี 1990 ได้ถูกพัฒนามาเป็น Generation ที่ 2 ที่เปลี่ยนจากระบบ Analog มาใช้สัญญาณ Digital โดยสามารถใช้ส่ง SMS ได้ โดย Pager เกิดมาในปลาย Generation ที่ 1 แต่เมื่อมีการเกิดขึ้นของโทรศัพท์ ยุคที่ 2 ทำให้ Pager หายไป เพราะว่าสามารถส่ง SMS ได้ โดย SMS คือการส่งข้อความขนาดสั้น ไม่เกิน 160 ตัวอักษร คุณภาพของเสียงดีกว่า 1G โดย 2G นั้นมีการพัฒนาโดยมาตรฐานของ 2G คือ GSM และ CDMA โดย GSM เป็นมาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้นจากทวีปยุโรป โดยการรวมตัวกันของ NOKIA, Ericsson และบริษัทอื่นๆ ในยุโรป โดยก่อนหน้านั้น ปัญหาที่พบในการให้บริการคือ มาตรฐานที่ต่างกัน จึงต้องมีการรวมตัวกันเพื่อที่จะสร้าง มาตรฐานที่เหมาะสม ซึ่งก็คือ GSM ทำให้ไม่ต้องกังวลถึงความแตกต่างของมาตรฐาน โดย GSM เป็นมาตรฐานที่ประสบความสำเร็จมากมีการใช้ถึง 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลก โดยในเอเชียแทบทั้งหมดใช้มาตรฐาน GSM โดยผู้ใช้สามารถทำ Roaming ได้คือ ใช้เบอร์เดียวต่างเครือข่าย อย่างไรก็ตาม บริษัทในอเมริกา ก็มีการสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งเรียกว่า CDMA เพื่อมาสู้กับ GSM โดย CDMA จะมีการ Assign Digital Code เข้าสู่ Pattern ทำให้ CDMA มีมาตรฐานและคุณภาพเสียงที่ดีกว่า GSM แต่ CDMA ไม่มี Network Effect คือมีการนำไปใช้ในประเทศต่างๆ น้อยมาก โดยมีแค่เกาหลี และอเมริกาเท่านั้นที่ใช้ โดยในไทยมีเพียง Hutch เท่านั้นที่ทำการใช้ระบบ CDMA นอกจากนี้ CDMA ยังไม่สามารถทำ Roaming ได้ ซึ่งก็คือไม่สามารถใช้เบอร์เดิมข้ามเครือข่ายได้ โดย 2.5 G ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 2G อยู่แต่มีบริการแบบ GPRS และ EDGE เพิ่มเติมเข้ามา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ก็คือความเร็วที่จำกัดที่ 384kb ต่อวินาที ความเร็วขนาดนี้อาจจะยังไม่สามารถทำให้เราทำ Video Conference ได้ ดูทีวีผ่านโทรศัพท์ทำได้ยาก โดยปัจจุบันประเทศไทยใช้ 2.5G อยู่
3G มีการใช้ระบบ Packet Switching Network โดยมีการนำส่งสัญญาณแบบ Packet ซึ่งเทคโนโลยี 3G นั้นตั้งอยู่บน พื้นฐานของ CDMA โดย 3G มีจุดเด่นคือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วกว่า 2G โดยมีความเร็วที่ 2mb โดย 3G ก็มีหลายระดับ ซึ่งแสดงถึงความแตกต่างของความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลนั่นเอง โดย 3G ทำให้โทรศัพท์เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เร็วขึ้น โดยความเร็วในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นนั้นมีความเร็วถึง 45mb/s ซึ่งเร็วกว่า Broadband ที่ใช้ที่บ้านเรา จึงได้มีคำว่า Mobile Broadband ขึ้นมา มีการใช้ HSPA 3.9G ใช้ LTE ทำให้รูปแบบของ Application ได้มากขึ้น ซึ่ง 3G สามารถจะใช้ Facetime Video Conference แต่ทุกอุปกรณ์ที่สามารถต่อเข้ากับ Internet ได้ซึ่งทำให้เราสามารถทำการ Video call หรือ ดูทีวีบน มือถือได้ ดังเช่น iPhone 4G ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ โดยแต่ละ Generation ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวมือถือ แต่ว่าเปลี่ยนตัวระบบด้วยโดยมือถือของระบบ 2G ไม่สามารถนำมาใช้ระบบ 3G ได้นั่นเอง
ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญ เรื่องของ 3G เรื่องนี้มีการพิสูจน์แล้วว่าประเทศที่เปิดบริการ 3G ประเทศแรกนั้น ส่งผลให้ GDP โตเพิ่มอีก 1% ซึ่งในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีการแพทย์ที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาล สามารถพูดคุยกับแพทย์ทางโทรศัพท์ได้โดยตรง สามารถส่งข้อมูลไปที่โรงพยาบาลได้โดยตรง
การลงทุน 3G ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือแต่ต้องลงทุน Infrastructure ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง กสทช. ได้กำหนดว่า บริษัทเอกชนมี 2 ทางเลือกคือไปลงทุนในที่ห่างไกล หรือจ่ายค่าธรรมเนียมให้กสทช. เพื่อให้ กสทช.ไปดำเนินการให้ เพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล
เวลาพูดถึง 3G คลื่นความถี่ที่ใช้นั้นมีมาตรฐานกำหนดในการใช้ คือ 2.1 GHz เพราะบริษัทที่ผลิตมือถือออกมาจะได้ผลิตให้ Support คลื่นความถี่นี้ ปัจจุบันรัฐบาลไทยเป็นผู้กำกับดูแล ไม่ใช่ผู้ให้บริการอีกต่อไป เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเป็นผู้ Operate เองทั้งหมด จนกระทั่งมี TOT และ CAT ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นทั้งผู้ประกอบการ และกำหนดบทบาท บริษัทเอกชนที่ต้องการมาประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ ต้องมาขอสัมปทานในการใช้คลื่อนความถี่ ซึ่งบริษัทต้องลงทุนจำนวนมาก และต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้ และจากสัญญาสัมปทานทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการจัดสรร
4G เป็นยุคที่โทรศัพท์มี IP address ข้อมูลมีความละเอียดสูง มีการใช้ระบบ Internet ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีการพูดถึงค่อนข้างเยอะว่าความเร็วของเครือข่าวไร้สาย 4G จะมีความเร็วถึง 100mb มีการทดลองใช้แล้วในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น มี LTE
มาตรฐาน 3G ในไทยจะใช้ WCDMA จะใช้เปลี่ยนจากระบบ GSM เป็น 3G ถ้าบริษัทที่ใช้ CDMS อยากเปลี่ยนเป็น 3G จะใช้ ระบบ CDMA2000 ซึ่งทั้งสองระบบ จะมีความสามารถในการ roaming ด้วย
WCDMA 2mb ต่อวินาที โดยจะพัฒนาต่อไป โดยญี่ปุ่นใช้ HSPA ซึ่งมีความเร็ว 40mb ต่อวินาที หรือบางคนเรียกว่า 3.9G
3G ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกัมพูชาก็เปิดให้บริการ 3G ตั้งแต่ปี 2552 ลาวให้บริการตั้งแต่ปี 2551 ส่วนประเทศไทยได้เปิดให้ใช้บริการแล้วแต่จำกัดพื้นที่มาก และมีการแข่งขันที่ไม่เสรี มีราคาสูง
รูปแบบของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ มี 2 รูปแบบหลักๆ คือ WAP และ I-Mode โดย WAP มาจากอเมริกา และ I-Mode มาจาก Docomo ญี่ปุ่น โดย I-Mode มีประสิทธิภาพที่มากกว่า WAP
Mobile Application ปัจจับบันมีบทบาทค่อนข้างมาก มีการเติบโตของผู้ใช้ในรูปแบบของ Non-Voice มากขึ้น
ARPU (Average Revenue Per User) ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอุตสาหกรรม โดยผู้ให้บริการสามารถสร้างได้รายได้เฉลี่ยต่อหนึ่งเลขหมาย ซึ่งมีแนวโน้มที่ลดลง
ก่อนปี 2540 อุตสาหกรรมโทรคมนาคมถูก Operate โดยภาครัฐ TOT และกสท. จากนั้นในปี 2540 จึงได้มีการจัดตั้งองค์กรกลางมาเพื่อดูแลทั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดย กทช. และอุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์โดย กสช. ซึ่งทั้งสององค์กรนี้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต กำกับดูแล ออกกฎกติกาต่างๆ องค์กรที่เคยเป็นเข้าของคลื่นความถี่จะต้องคืนคลื่นความถี่มาที่ กทช. กสช. เพื่อมาจัดสรรใหม่ จากนั้นก็เกิดการปฏิวัติขึ้น รัฐธรรมนูญนั้นก็ถูกแก้ไข และในรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดว่าให้มีการรวมกันของ กทช. และกสช. เป็น กสทช. สาเหตุหลักก็คือมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เกิดการ Convergence ขึ้น ในอดีตเรื่องของโทรคมนาคม กับวิทยุโทรทัศน์ถูกแยกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ปัจจุบันมีการหลอมรวมกันของเทคโนโลยีเกิดขึ้น อย่างเช่นการดูทีวีผ่านโทรศัพท์มือถือ การฟังวิทยุผ่านโทรศัพท์มือถือ ใครจะเป็นคนกำกับดูแล เหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของการเกิด กสทช. ซึ่งหน้าที่หลักของกสทช. คือการออกใบอนุญาต และการจัดทำตารางคลื่นความถี่แห่งชาติ การกำหนดในเรื่องของการแข่งขันผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ
แนวโน้มของโทรคมนาคมหลักๆ จะเน้นไปที่รูปแบบของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านอุปกรณ์ Mobile จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่สูงขึ้น จำนวนผู้ใช้มือถือที่มากกว่า PC ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีจำนวนคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะมีสูงกว่าประเทศที่ด้อยพัฒนา
ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ 3G เป็นจำนวนมาก มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังใช้ 2G ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย Fiber Optic เป็นเครือข่ายของประเภทมีสาย จะเข้ามามีบทบาท เพิ่มมากขึ้น จำนวนของผู้ใช้ mobile มีเพิ่มมากขึ้น แต่แบบ Fixed จะลดลง ในเรื่องของโทรคมนาคมมีการหลอมรวมเข้ากับระบบวิทยุโทรทัศน์มากขึ้น เช่นในรูปแบบของ IPTV Internet TV อุปกรณ์ต่างๆ มูลค่าที่ถูกลง social network จะมีการใช้ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้น
Wireless LAN
Wireless LAN คือเครือข่ายไร้สายที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็ก เช่นภายในตึก ในชั้น หรืออีกชื่อหนึ่งคือ wifi ซึ่งเป็นเครือข่ายที่นิยมใช้มากที่สุด และมีต้นทุนต่ำที่สุด เป็นการเข้าถึงที่ง่าย และไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตเหมือน 3G หรือ WiMax โดย wifi ในปัจจุบัน IEEE ได้กำหนดมาตรฐาน Code Name ของ wifi คือ 802.11 โครงสร้างของ wifi ในปัจจุบัน
เวลาพูดถึง wifi จะต้องมีจุดเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่มีสายไม่ว่าจะเป็น ADSL หรือ Cable Modem ซึ่งเชื่อมต่อกับ Router ซึ่งพื้นที่ที่จะให้บริการ wifi ได้ต้องมีการใช้ Access Point ซึ่งเป็นตัวกระจายสัญญาณและอุปกรณ์ที่จะรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตจาก Access Point ได้ต้องมี Wireless Card โดยที่อุปกรณ์ที่มี Access Point ได้และ Wireless Card ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือพูดคุยกันได้ โดยปัจจุบัน Access Point กับ Router นั้นได้ทำการรวมกันเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียว
ในปัจจุบันมาตรฐานของ wifi มีอยู่ 4 มาตรฐาน โดย a กับ b ออกมาพร้อมๆ กันแต่ใช้คลื่นความถี่คนละย่านกัน โดย b ใช้ความถี่ที่ 2.4 GHz แต่ a ใช้ความถี่ที่ 5 GHz แต่ b ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะว่าความแตกต่างของความถี่ และความเร็ว โดยความเร็วของ a นั้นสูงกว่า โดย a สามารถครอบคลุมได้น้อยกว่า b ทำให้ b เป็นที่นิยมมากกว่า และ g ใช้ความถี่ที่ 2.4 GHz โดยมีความเร็วมากกว่า b โดย g และ b สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ความเร็ว ก็ยังคงมีระดับเดียวกับที่ Access Point ปล่อยออกมา โดย n เป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความเร็วสูงสุด ใช้ควบคู่กับ g และ b ได้ ซึ่งราคาแบบ n นั้นจะแพงกว่าแบบ g พื้นที่ที่ให้บริการเราเรียกว่า HOTSPOT
รูปแบบของการติดตั้ง wifi
1 Infrastructure เป็นรูปแบบที่นิยมที่สุด เป็นการเชื่อมต่อผ่าน Access Point และ Wireless Card
2 Peer to Peer เป็นการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่มี Wireless Card โดยตรง โดยไม่ผ่าน Access Point
ปัญหาของ wifi
เนื่องจากข้อมูลถูกส่งไปในอากาศ ลักษณะพื้นที่จึงมีผล ในกรณีที่มีสิ่งกีดขวามมากก็จะทำให้พื้นที่ที่ครอบคลุมต่ำลง และอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นความถี่อาจจะส่งสัญญาณรบกวน wifi ได้ เช่น ไมโครเวฟ และปัญหาสำคัญอีกปัญหาหนึ่งคือไม่สามารถทำ Roaming ได้ และ wifi ไม่เหมาะกับการใช้ที่มีการเคลื่อนที่ไม่เหมือนกับ 3G เวลาที่มีการเคลื่อนที่จะทำให้ความเร็วในการใช้งานนั้นลดลงไปมากๆ Security ข้อมูลจากการใช้ wifi นั้นสามารถโดยขโมยได้ง่ายมาก เพราะว่าทุกคน Share Key เดียวกัน และหลายคนมักจะไม่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัย ทำให้คนอื่นสามารถเข้าไปกระทำความผิดได้ แต่มีข้อดีที่เหนือกว่า ก็คือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบที่มีสาย
Wireless Man
เป็นระบบเครือขายไร้สายระดับเมือง หรือระบบ wifi จำนวนมากที่มาเชื่อมต่อกัน อย่าง true และที่มีการพูดถึงมากที่สุดคือ WiMax ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมมากว่า wifi โดยมีรัศมีครอบคลุมถึง 50 กม โดยมีต้อนทุนที่ต่ำกว่า 3Gโดย WiMax นั้นต้องมีการขอใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้ กสทช. ยังไม่ได้ตั้ง ก็ต้องรอกันต่อไป ความเร็วของ WiMax อยู่ที่ 75 mb/s
Wireless Pan
เป็นระบบเครือขายไร้สายที่เล็กที่สุด เช่นการใช้ Infrared Bluetooth Barcode ซึ่งในตอนนี้ Barcode ก็ถูกพัฒนามาในรูปแบบ 2 มิติ หรือที่เรียกว่า QR Code โดยส่วนใหญ่แล้ว wireless pan มีพื้นที่ครอบคลุม 2-3 ฟุต และที่มีการพูดถึงเป็นจำนวนมาก คือ RFID โดยตัว tag เข้ามาใกล้ reader โดย reader จะส่งข้อมูลไปให้ Computer โดยข้อดีของ RFID ก็คือตัว tag ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน และสามารถอ่าน tag หลายๆ tag พร้อมกันได้
M-Commerce
M-Commerce ก็คือ E-Commerce ที่ทำผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่นโทรศัพท์ PDA ส่วนมาก M-Commerce จะโฟกัสอยู่ 3 Area หลัก คือ Retail Shopping ในเรื่องของการโฆษณา และการนำเสนอข้อมูล มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำจากที่ไหนก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดของพื้นที่ สามารถเข้าถึงคนได้จำนวนมาก
M-Commerce ก็จะมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Mobile Entertainment ซึ่งเป็นการดู Multimedia และอื่นๆ สามารถทำธุรกรรม M-Payment ได้ โดยเราเป็นผู้ประกอบการก็สามารถ ทำให้การทำธุรกรรมสะดวก โดยในญี่ปุ่นสามารถใช้มือถือในการจ่ายเงินได้ สามารถใช้ Application ในการดูเส้นทาง และตรวจเช็คเส้นทางได้ นอกจากนั้นยังมี Mobile TV หรือในต่างประเทศ อุตสาหกรรม Health Care ก็สามารถช่วยในการรักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคลอเรสเตอรอล หรือวัดความดัน วัดคลื่นหัวใจหลังจากนั้นก็ส่งไปที่ โรงพยาบาลได้ โดย Application Store ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ จะมีอิทธิพลมากขึ้น
รูปแบบของการชำระเงินของอุปกรณ์เคลื่อนที่จะมี 3 รูปแบบหลักๆ คือ 1 Micro Payment System เช่นการดาวโหลด Ringtone หรืออะไรต่างๆ ก็จะเก็บค่าบริการพร้อมกับค่าโทรศัพท์ โดยทางผู้ให้บริการทั้ง 2 แห่งก็จะทำการตกลงกันเองก่อน แบบที่ 2 คือ Stored Payment ซื้อ Point มาเก็บไว้ในโทรศัพท์ แล้วใช้ Point ซื้อสินค้าเช่น i-Tune card โดยสามารถเติมเงินผ่าน iTune card ได้และใช้ซื้อของได้ตามจำนวนเงินที่ใส่เข้าไป แบบที่ 3 คือ Mobile Wallets โดยจะเป็น Software ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิต
Application
Proximity payment โดยเงินจะถูกหักออกไปจากเงินที่เติมไปในโทรศัพท์ หรือ touch sim ในเมืองไทยนั่นเอง และรูปแบบ remote payment เป็นการชำระเงินผ่านเครือข่าย
M-Learning
รูปแบบของ M-Learning จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น เช่น กรณีของมหิดล และขอนแก่นกำลังพัฒนาให้มีการเรียนการสอนบนไอโฟน
ข้อจำกัดของ M-Commerce
มีข้อจำกัดของสตรีม ในเรื่องของแบนวิธ ในเรื่องการเก็บข้อมูล การใช้งานของแบตเตอรี่ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัย ไวรัสในปัจจุบันได้พัฒนาไปอยู่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้น และในหลายๆ เว็บยังไม่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับโทรศัพท์มือถือได้ รวมถึงราคายังแพงอยู่
L-Commerce
L-commerce คือรูปแบบของการที่บริษัทสามารถนำเสนอข้อมูลไปยังลูกค้าที่ใช้ location ณ ปัจจุบันของลูกค้าเป็นตัวอ้างอิง ในส่วนที่มีการเกิดขึ้นของ L-Commerce เป็นเพราะมี GPS ที่สามารถระบุพิกัดของลูกค้าได้ และ GIS เช่น Google Earth ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของ L-Commerce คือใช้ระบุตำแหน่ง ใช้ในการนำทาง ใช้ติดบนรถเมล์ทำให้เรารู้ว่ารถเมล์จะมาในอีกกี่นาที
Foursquare เป็นรูปแบบของ Social Media ที่ใช้รวมเข้ากับเทคโนโลยีที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งในปัจจุบัน เมื่อเราเข้าไปในสถานที่ไหนเราสามารถเช็คอิน เมื่อเช็คอินข้อมูลก็จะไปปรากฏต่อยังเครือข่ายของเรา สำหรับธุรกิจจะมีการใช้ Foursquare ในการทำการตลาด เช่นการให้โปรโมชั่นสำหรับคนที่เช็คอิน หากเราเช็คอินสถานที่ใดสถานที่หนึ่งหลายๆ ครั้ง จะถูกโปรโมทเป็น Mayor ซึ่งร้านค้ามักจะมีโปรโมชั่นสำหรับคนที่เป็น Mayor ซึ่งใน Foursquare จะมีฟังก์ชันหนึ่งที่ให้ผู้ใช้แนะนำทิปสำหรับสถานที่นั้นๆ ให้กับผู้อื่นได้ Foursquare ถือเป็นโอกาสในการทำการตลาดที่ได้ผลดีเนื่องจากลูกค้าได้เข้ามาอยู่ในสถานที่ที่เกี่ยวกับบริษัทแล้ว ซึ่งมีโอกาสทำธุรกรรมได้มากกว่า คู่แข่งของ Foursquare คือ Gowalla
ข้อจำกัดของ L-Commerce
เครื่องมืออุปกรณ์ที่ Support ยังมีน้อย และในเรื่องของการระบุพิกัดที่ยังทำได้ไม่ดีพอ จะอยู่ใกล้เคียง 50 – 100 เมตร และที่หลายคนไม่ใช้เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวว่าอยู่ที่ไหน และปัจจุบันหากโทรศัพท์หาย หลายคนจะรู้สึกเสียดายข้อมูลในโทรศัพท์มากกว่าตัวเครื่องโทรศัพท์
ปัจจุบันบทบาทของโทรศัพท์เคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ได้ จะเห็นได้จากประเทศญี่ปุ่น การทำธุรกรรมของ E-Commerce ส่วนใหญ่กว่า 80% เกิดขึ้นจาก Mobile Phone ไม่ได้เกิดขึ้นจาก PC อาจารย์เห็นว่าการทำธุรกรรมจะ Move มายัง Mobile Phone เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วยว่าเราควรจะสนับสนุนให้มีการพัฒนา Software Application ต่างๆ ซึ่งในประเทศไทยเรามีผู้ใช้ Mobile Phone เป็นจำนวนมากแต่มีผู้พัฒนา Mobile Application น้อยมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น
Pervasive Computing
เป็นบทบาทของ Computer ในอนาคต โดยในอนาคตทุกอุปกรณ์จะมี IP ของตัวเองหมด อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เชื่อมต่อกันและกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Smart Home และ Smart Car ที่สามารถกำหนด ข้อมูลต่างๆ ให้เหมาะสมได้ ด้วยรีโมทจากระยะไกล
การใช้ Mobile Phone มีผลกระทบต่อสมองในระยะยาวหรือไม่
ณ ตอนนี้ ทางการแพทย์ยังไม่มีการตัดสินอย่างชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อสมองหรือเปล่า แต่อาจารย์แนะนำว่าให้ใช้ Small Talk หรือ Bluetooth จะดีกว่า
สมาชิกกลุ่ม
นางสาว ภัทร์ธีมา ประดิษฐสุวรรณ 5220211005
นางสาว พฤษดา โรจนรัตน์ 5220211013
นางสาว วรณี เจริญสุกาญจน์ 5220211017
นาย ชลัท ศรีวิเศษสม 5220211057
นาย ทศภูมิ ขจรเดชากุล 5220211070
นาย เชิดพงษ์ ตั้งจาตุรโสภณ 5220211088
ผู้มีส่วนร่วมในห้องเรียน
นางสาว มณณิกา ฉัตรไชยศิริ 5220211012 (1)
นางสาว พุธิตา รัตนกถิกานนท์ 5220211053 (1)
นาย พศิน วณิชย์วรนันต์ 5220211056 (6)
นาย ภาคภูมิ ชินวงศ์ 5220211069 (2)
นาย วรวิทย์ นาถวรกุล 5220211072 (1)
นางสาว พิชชานนท์ พูลสวัสดิ์ 5220211091 (2)




















