GOOGLE’S ANDROID
INTRODUCTION
Google ซึ่งเป็น search engine ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบน internet ซึ่งมีเนื้อหาประกอบไปด้วย ข้อมูล ข่าวสาร รูปภาพ และข้อมูลองค์กร Google ถูกก่อตั้งโดย Larry Page & Sergey Brin
Google มีความสนใจในเครือข่ายสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยเชื่อว่าจะมีแนวโน้มที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือจะมีความหลากหลายของการใช้งานจาก Applicationของโทรศัพท์มือถือ
Android and Google
Android เกิดจากการเป็นบริษัทผู้พัฒนา open source operating system สำหรับกล้องดิจิตอล และได้ถูกขายต่อให้กับ Google ต่อมาภายหลังได้มีการวมกลุ่มกันพัฒนา Open Handset Alliance โดยมีภารกิจร่วมกันในการพัฒนาระบบปฏิบัติการแบบเปิดมาใช้ในสมาร์ทโฟน
13 พฤศจิกายน 2007, มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกสาหรับ Android Software development Kit (SDK) เพื่อให้สามารถทาการ download ได้โดยไม่เสียค่าบริการ กลุ่มผู้พัฒนาสามารถสร้าง mobile application ซึ่งสามารถทำการ run ได้บน smartphone ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ android
การเปิดตัวมือถือในระบบปฏิบัติการ android เครื่องแรก
ในเดือนกันยายน ปี 2008 Google และ T-mobile ปล่อย G1 สมาร์ทโฟนเครื่องแรกในระบบ android ซึ่งG1 Smartphone ได้ประกาศ Google และพันธมิตรต่างๆใน OHA กำลังอยู่ในการเตรียมการเกี่ยวกับ Android ในเวลาเดียวก็ได้มีการทดสอบระบบอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับปฏิบัติการ Android โดยเฉพาะได้มีการประเมินว่า Android จะถูกเรียกร้องจากความสำเร็จในการทำตลาด และGoogle จะบรรลุความสำเร็จในทีสุด
ก่อนปี 2008 Google อ้างว่าไม่มีแผนทางธุรกิจสำหรับ android แต่อย่างไรก็ตามมันก็ส่งผลดีต่อ search engine ซึ่งจะทำให้เกิด traffic มากขึ้นและส่งผลไปยังรายได้ค่าโฆษณา Google เชื่อว่าในอนาคตมือถือไม่ได้เป็นการสื่อสารเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ data devices เป็นอย่างมาก Google กล่าวว่าต้องการเพียงโอกาสในเข้าสู่สนามในฐานะผู้เล่นคนหนึ่ง และความสามารถในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านเทคนิคขั้นสูง
การให้บริการโทรศัพท์มือถือในตลาดอเมริกา
รายได้การให้บริการแบบไร้สายสำหรับตลาดอเมริกาขึ้นอยู่กับ ผู้ให้บริการระบบการสื่อสารโทรคมนาคม โดยการเป็นสมาชิกจากผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการได้ให้บริการครอบคลุมถึงการให้บริการแบบไร้สายและมีการขายอุปกรณ์รวมถึงให้ส่วนลดแก่ลูกค้า โดยในปี 2007ผู้ให้บริการระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในอเมริกาได้ใช้เงิน 24พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในกาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับไร้สายเพื่อให้ครอบคลุมภาคพื้นดินให้ดีกว่าเดิมรวมไปถึงการก้าวไปสู่อีกระดับสูงกว่าและความสามารถส่งข้องมูลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ผู้ให้บริการได้จัดหารูปแบบใหม่ๆให้แก่ผู้ใช้บริการที่มีลักษณะที่พิเศษและโดดเด่น เช่น Verizon ได้จ่ายเงิน35 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2000 และ2007 เพื่อจะตั้งเครือข่ายไร้สายรุ่นที่สามซึ่งสามารถให้บริการทั้ง V Cast Mobile TV และ V Cast Music Store โดยในปี 2006 V Cast Music Store มีเพลงมากกว่า 1.5 ล้านเพลง
ในเดือนเมษายนปี2007 บริษัท Sprint ได้เลือกที่จะออกให้ดาวน์โหลดเพลงที่ราคา 99 cent โดยใช้บริการของ Apple iTunes service เท่านั้นแทนที่จะใช้ของPartner ของApple โดยตรงกันข้ามกับ AT&T ได้ลงทุนทั้งหมด 13พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ระหว่างปี 2005 และ 2006 โดยลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเครือข่ายของ GSM เพื่อเพิ่มความสามารถในระบบ 3G โดยเดือนมกราคม 2007 ประกาศเป็น Partnership กับ Apple เพื่อมีสิทธิครอบครอง iphone ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย EDGE ( 2.5G) และเพลงสามารถซื้อได้จาก Apple iTunes Music Store
แหล่งและโรงงานผลิตอุปกรณ์
ในปี2006 ตลาดอุปกรณ์ทั่วโลกถูกครองครองตลาดอยู่ 5บริษัทคิดเป็น 85% ของตลาด และสองอันดับแรกคือ Nokia และ Motorola คิดเป็นประมาณ 58% และมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 36% , 22% ตามลำดับ ในตลาดอเมริกา Nokia มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 9.9% และมีผู้แข่งรายใหม่ได้แก่ Apple ,RIM และบริษัทเกาหลีและจีน
บริษัท Apple และ Google ซึ่งในการแข่งขันนั้นยังคงให้ความสนใจเกี่ยวกับหน้าที่ในการใช้งาน การแสดงผล รวมถึงการออกแบบตัวผลิตภัณฑ์ให้สะดุดตาทันสมัย ในด้าน Software ตัวผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นจะต้องสร้างระบบปฏิบัติให้สามารถทำงานกับอุปกรณ์Hardware ส่วนด้านผู้ที่พัฒนาApplication ต้องเร่งออกApplication ของโทรศัพท์มือถือโดยใช้ SDKs และ APIs ส่วนในด้าน Hardware นั้น ผู้ขาย Hardware ได้chipset มาจากหลายๆแหล่ง Qualcomm และ Texas Instrument ทั้งบริษัทนี้เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงมากทีสุด
Smartphone
ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมพื้นฐานที่ซึ่งเพิ่มจำนวนเครือข่ายโทรศัพท์ ได้นำมาสู่การเกิดขึ้นของ Smartphone
Smartphone ยังสามารถเข้าสู่ระบบและค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ตและแทนที่แอปพริเคชั่นหลักเหมือนกับเป็นโทรศัพท์ที่คุยและเห็นหน้ากันได้ ผู้ใช้Smartphoneสามารถเพิ่ม application ใหม่เช่นโปรแกรมวิธีพัฒนาการเชื่อมต่อ,อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพ และความบันเทิง ซึ่งนำมาจากหลายแหล่งข้อมูล
การใช้ Smartphone ถูกคาดการณ์ว่าจะมีการใช้ถึง 40 % ของผู้ใช้ทั่วโลกในปี2012 ในส่วนตลาดที่โตเต็มที่ ตั้งแต่การเข้าในตลาดของ iPhone ได้ตั้งมาตรฐานความคาดหวังที่มีต่อมือถือของคนใช้ในอเมริกาถึงประสบการณ์ความรู้สึกในการใช้อินเตอร์เนตผ่านมือถือ
สำหรับด้านสังคมผู้พัฒนาโปรแกรมนั้น ในปี 2008 เป็นครั้งแรกที่ผู้พัฒนาเว็บได้ถูกจูงใจให้พัฒนาโปรแกรมบนมือถือเป็นครั้งแรกโดย Apple และ OHA ซึ่ง Apple ได้ปล่อย SDK (Software Development Kit) ที่ใช้พัฒนาโปรแกรมสำหรับ iPhone หลังจากนั้นไม่นานในเดือนกรกฎาคม Apple ได้เปิดตัว App Store
Carrier Alignment แนวทางสำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย
ผู้ให้บริการเครือข่ายส่วนใหญ่ มอง Android ว่าเป็น ระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทุกวันนี้ Androids ยังขึ้นตรงกับนโยบายของ Google ซึ่งมีนโยบายที่กว้างมาก และท้าทายต่อผู้ให้บริการเครือข่าย
Google จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ iPhone ให้หันมาใช้มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android แทน โดย Google จะสร้างข้อได้เปรียบโดยการทำให้ผู้ใช้ Android นั้นได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าของ iPhone โดยมีจำนวนโปรแกรมที่เยอะกว่า จากกลุ่มผู้พัฒนาโปรแกรมที่มีแรงผลักดันในการพัฒนากับ Android มากกว่า อีกทั้งยังทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายได้รับประโยชน์มากกว่ากับการเป็นพาร์ทเนอร์กับ Apple อีกด้วย
Google เสนอว่า อาจจะเกิดผลดีต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ที่จะโอกาสการสร้างรายได้ทางใหม่ อย่างเช่น รายได้จากการโฆษณา ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากในกรณีของ mobile internet แต่ต้องพึงระวังการจัดสรรผลประโยชน์ในระยะยาวที่เหมาะสม
ผู้ให้บริการเครือข่ายส่วนใหญ่ ทราบดีถึงควบความเสี่ยงในการทำงานกับ Google ที่ในที่สุดการควบคุมคงต้องอยู่กับ Google เท่านั้น
Android ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีการผลิตแอปพลิเคชั่นไปได้ เนื่องจาก Android เปิดรับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นจากภายนอก ถึงแม้ว่าผู้พัฒนาจะยังคงสนใจให้แอปพลิเคชั่นนั้น ถูกใช้ไปอย่างกว้างขวาง และยังต้องการทำงานโดยตรงกับผู้ให้บริการเครือข่ายอยู่
Car Navigation
ประมาณการยอดขายของ Car Navigation System (CNS) ในปี 2004 กว่า 5.7 ล้านเครื่อง และสามารถทำรายได้ได้มากกว่า 5000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 25 ปีที่ผ่านมานี้ระบบ CNS เติบโตขึ้นเป็นสินค้าที่มความสำคัญมากโดยจัดอยู่ในโหมดของ electronic system ภายในรถยนต์ และ เป็น Platform ที่จะเกี่ยวข้องกับ applications ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในปี 2004 CNS ได้เข้าสู้ทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่มาพร้อมรูปแบบด้านความปลอดภัย และด้านการจัดการขนส่งหรือจราจร โดยผู้นาในตลาดของ CNS ของประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Matsushita Panasonic, Pioneer, Aisin AW
Overview of the Japanese Economy
ญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงมากในด้านของรถยนต์ อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เทคโนโลยีออฟติกและแขนกลหลายบริษัทดาเนินธุรกิจระหว่างประเทศและได้รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพในการผลิต ญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงมากในด้านของรถยนต์ อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เทคโนโลยีออฟติกและแขนกลหลายบริษัทดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศและได้รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพในการผลิต
Market segment
Market segment ของ Car Navigation System สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ กลุ่ม Original Equipment (OE) และกลุ่ม Aftermarket ซึ่งสามมารถแบ่งตามลักษณะของ CNS นั้นมี 3 ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่
1. ระบบนำทางที่ประกอบไปด้วยหน้าจอ LCD ซึ่งอาจรวมไปถึงอุปกรณ์ที่ให้ภาพและเสียง อย่างเช่น DVD เป็นต้น
2. ระบบ plug play ที่มีหน้าจอที่เล็กกว่า ทั้งยังสามารถถอดเข้าออกได้ด้วย
3. โปรแกรม CNS สาหรับเครื่องเล่นจำพวก PDA และมือถือ smart phone พร้อมทั้งตัวรับสัญญาณ GPS
และช่องทางการจัดจาหน่ายนั้นแบ่งได้เป็น 2 ช่องทาง คือ
1. Original Equipment ซึ่งตัวของ CNS นั้นจะถูกติดตั้งมาให้พร้อมกับตัวรถเมื่อซื้อรถ
1.1 Maker option CNS จะถูกติดตั้งในตัวรถตั้งแต่ออกจากโรงงานผลิตแล้ว
1.2 Dealer option ถูกติดตั้งโดยตัวแทนจำหน่ายรถ
2. Aftermarket เจ้าของรถหากต้องการ CNS นั้นจะต้องไปทำการติดตั้งเองในภายหลัง
ส่วนประกอบของ CNS
ส่วนสำคัญของ CNS คือ ระบบการนำทางที่ประกอบไปด้วยแผนที่ดิจิตัลซึ่งระบุต่าแหน่งบนพื้นโลก และคำนวนเส้นทาง ซึ่ง CNS นั้นจะรวมทั้งตัวประมวลผล (CPU), หน่วยความจำ, DVD/HDD/VCD ไดร์ฟ, ตัวรับสัญญาณ GPS, VICS (Vehicle Information and Communication System), ไจโลสโคปไว้ด้วย CNS นั้นต้องการซอฟท์แวร์ที่ซับซ้อนรวมถึง เบราเซอร์, voice recognition, ระบบปฎิบัติการ และ โปรแกรมแอพริเคชั่นต่างๆ ทั้งนี้ยังประกอบด้วยเนื้อหาที่เป็นข้อมูลที่หยุดนิ่ง เช่น แผนที่ และข้อมูลเฉพาะพื้นที่อื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงโดยผ่านหน่วยความจำต่างๆ เช่น DVD/HDD/CD พร้อมทั้ง ข้อมูลที่เป็นไดนามิก
บริษัทในอุตสาหกรรม CNS
Pioneer เป็นบริษัทที่ผลิตเกี่ยวกับเครื่องเสียงแบบต่างๆในตอนแรก โดยเริ่มในปี 1938 จากนั้นจึงเริ่มขยายสายผลิตภัณฑ์ เข้าไปในสายอิเล็กทรอนิคส์โดยที่เป็นทั้งผู้จาหน่ายเองและเป็นผู้ผลิตตามคำสั่งการผลิต CNS ซึ่ง CNS นั้น Pioneer ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับควมนิยมสูงสุดของในกลุ่มธุรกิจเครื่องอิเล็กทรอนิคส์ในยาน
Matsushita เป็น 1 ในผู้นำในเครื่องอิเล็กทรอนิคส์ของโลก โดยมีสายการผลิตที่กว้าง และครอบคลุมผลิตภัณฑ์จานวนมาก ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้รู้จักกันดีและเป็นที่ยอมรับในแบรนด์ Panasonic โดยบริษัท Matsushita เข้ามาในอุตสาหกรรมในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 โดยมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มตลาดแบบ after ต่อมา Matsushita เริ่มขยายตลาด CNS โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้อินเตอร์เนตเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยปัจจุบันบริษัท Matsushita ได้มุ่งเน้นในตลาดที่ติดตั้งมาพร้อมกับรถยนต์เลยโดย 80% ของผลิตภัณฑ์ถูกติดตั้งมากับรถยนต์ที่ออกมาจากโรงงานเลย
Alpine มุ่งเน้นในตลาดที่เป็นระดับ High-End ของตลาดผู้ใช้สินค้าอิเล็กทรอนิคส์ยานยนต์ โดยบริษัท Alpine เป็น Supplier ให้กับบริษัท Honda ซึ่งเป็นการใช้ CNS ครั้งแรกในทศวรรษ1980 และบริษัท Alpine มีฐานผู้ใช้ในตลาดอเมริกา ซึ่งมักได้รับการยอมรับในเรื่องของความพอใจในผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ
Aisin ก่อตั้งในปี 1969 แม้ว่าจะ บริษัทจะเป็น Supplier ของ Toyota แต่ยอดขายส่วนใหญ่ของบริษัท ยังอยู่ในส่วนของชิ้นส่วนยานยนต์ เช่นการทาล้อรถยนต์แผงระบบต่างๆ ต่อมาในระยะหลังเริ่มเข้ามาอยู่ในตลาด CNS โดยพยายามสร้างความเชื่อมโยงของระบบ CNS ต่อผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทเอง
Siemens VDO Automotive เริ่มก่อตั้งในปี 2001 โดยเป็นการรวมบริษัทระหว่าง Siemens Automative AG กับ บริษัท Mannesman VDO ซึ่งบริษัท Siemens เป็นผู้นำในตลาด CNS ยุโรป ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 40% โดยบริษัท Siemens ได้เป็น Supplier ให้กับบริษัทรถยนต์ BMW ตั้งแต่ระบบ CNS เริ่มเข้ามาในตลาดยานยนต์ในยุโรป มุ่งเน้นในตลาดระดับบน
Blaupunkt ซึ่งเป็นบริษัทของ Robert Bosch AG เป็นผู้เล่นที่จะเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดยุโรป โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 21.6% โดยบริษัท เป็นSupplier ให้กับบริษัท Audi และ Volkswagen
Tomtom บริษัทจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เริ่มก่อตั้งในปี 1991โดยบริษัทเริ่มจากตลาดในยุโรป หลังจากนั้นจึงเริ่มขยายเข้าไปในตลาดอเมริกา โดยบริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์แบบพกพาและซอร์ฟแวร์ที่พร้อมใช้งานใน PDA และ มือถือด้วย
ตลาดในประเทศต่างๆ
ในปี 2004 ญี่ปุ่น ยุโรปและ อเมริกาเป็นตลาดที่นิยมการใช้ CNS นี้มากที่สุด โดยในโดยรวมแล้วญี่ปุ่นผู้ผู้นำในเรื่องของจำนวนการติดตั้ง ตามมาด้วยยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่างกันมาก
ญี่ปุ่น
ยอดขายโดยรวมของทั่วโลกเป็น 5 ล้านซึ่งเป็นยอดขายที่เกิดในญี่ปุ่นถึงกว่า 3 ล้าน โดยญี่ปุ่นมีผู้นาตลาดคือ Matsushita, Pioneer, Aisin และมีอัตราการติดตั้งสูงถึง 58%
ยุโรป
ตลาดยุโรปเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากญี่ปุ่น โดยนิยมเป็นแบบติดตั้งกับตัวรถ และ เป็นแบบถออดได้ ซึ่งในตลาดยุโรปนี้มีผู้นำตลาดคือ Blaupunkt และ Beck/Harmann
สหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นภูมิภาคที่ตลาดเล็กที่สุดในสามภูมิภาคในด้านความนิยมของการใช้ระบบนำทางรถยนต์ การเติบโตของการใช้ระบบนำทางรถยนต์นั้นอยู่ระหว่าง 5.6%ซึ่งเป็นรถยนต์ ถึง 7.9 %
ประวัติของการพัฒนาระบบ CNS
- ปี 1981บริษัท HONDA เป็นเจ้าแรกในการใส่ผลิตภัณฑ์ CNSในรถยนต์ ในรุ่น Honda Accord model
- ปี 1980 ญี่ปุ่นได้ตั้งกระทรวง Ministerial Interface Committee for Promoting CNS Use of Satellite based Positioning System เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ GPS ของญี่ปุ่นในเชิงพาณิชย์
- ปี 1995 มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาด CNS โดยมีผู้เล่นถึง 20 บริษัท (รวมถึงAlpine Fujitsu Sanyo และ Denso ด้วย) จากการแข่งขันที่รุนแรงทาให้ราคาสินค้าตกลงไปเหลือ $1500 ในช่วงนี้ ตลาดญี่ปุ่นได้กลายตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอุตสาหกรรม CNS
- ปี 1996 การใช้ญี่ปุ่นได้เปิดให้เอกชนสามารถเข้าถึงระบบการสื่อสารข้อมูลระหว่างยานยนต์ (VICS) ซึ่งสามารถให้ข้อมูลแบบที่เป็นข้อมูล Real Time ของสภาพการจราจรของถนนในประเทศ และระบบ VICS จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางต่างๆ
- ปี 1999 บริษัท NTT DOCOMO ของประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวระบบ ซึ่งบริษัทเรียกว่า “imode” มีความสามารถเข้าอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ สามารถส่งและรับอีเมลล์ เล่นอินเตอร์เน็ต อ่านข่าว เล่นเกม จองตัวเครื่องบินฯลฯ
ส่วนของรัฐบาลญี่ปุ่น ทาการทุ่มงบประมาณในการพัฒนาระบบ Smarter Highway และระบบที่สามารถส่งข้อมูลการจราจรและสภาพถนนแบบ Real-time เนื่องมาจากรัฐบาลต้องการลดสภาพความหนาแน่นของท้องถนน และ การเกิดอุบัติเหตุในที่ต่างๆ นอกจากนั้น ยังทีการวางแผนที่จะเปลี่ยนระบบจราจรแบบ Analog ให้กลายเป็น Digital ภายในปี 2011 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลประโยชน์ต่อระบบ CNS เป็นอย่างมาก จากการออกนโยบายของภาครัฐในครั้งนี้
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอก : SPELT
1. ด้านสังคมและวัฒนธรรม (Social and Culture) จากการที่อุปนิสัยประจาชาติของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นสังคมที่ยึดถือความเป็นระเบียบวินัย ยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ในเรื่องการเดินทางก็เช่นกันที่ต้องมั่นใจว่ามีความปลอดภัยและถึงที่หมายอย่างตรงจุด ระบบ Car Navigation System จึงมีประโยชน์ต่อการเดินทางที่ช่วยให้ถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คนญี่ปุ่นจึงนิยมที่จะใช้ระบบ GPS ในการเดินทาง
2. ด้านการเมือง (Political) รัฐบาลญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างมากในเรื่องการส่งเสริมให้มีการใช้งาน CNS อีกทั้งยังลงทุนเม็ดเงินกับการวิจัยและพัฒนาระบบนาทางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้การสนับสนุนทั้งด้านความรู้และนโยบายที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม CNS ในประเทศ
3. ด้านเศรษฐกิจ (Economy) เศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าจะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งน่าจะมาจากภาคการส่งออกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมาจะยังคงเป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออกในเชิงของกาไรที่ได้รับและความสามารถทางการแข่งขันด้วย ซึ่งหากทางการญี่ปุ่นเข้ามาดูแลค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลงน่าจะมีส่วนสนับสนุนให้ภาคการส่งออกและเศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถปรับตัวดีขึ้นได้มากกว่าระดับปัจจุบัน
4. ด้านกฎหมาย (Legal) การติดตั้ง CNS ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งภายใต้การออกแบบรถยนต์โดยรวม CNS ต้องถูกทดสอบภายใต้ลักษณะถนนและสภาพอากาศที่แตกต่างให้เป็นไปตามกฎหมายอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคภายในรถยนต์
5. ด้านเทคโนโลยี (Technology) เทคโนโลยีทางด้านยนตร์กรรมจะถูกพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ จนถึงยุคที่การเดินทางจะเต็มไปด้วยความปลอดภัยอย่างสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะที่ไม่ต้องการคนขับอีกต่อไป ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้เป็นอย่างมาก
Diamond model
1. Factor conditions (ปัจจัยการผลิต)
ทรัพยากรมนุษย์
ประเทศญี่ปุ่นถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถในอุตสาหกรรมการผลิตที่สูงจากการที่มีบุคลากรมีทักษะและมีความชานาญสูงรวมทั้งความมีระเบียบวินัยที่มีมากกว่าประเทศอื่น
ทรัพยากรขององค์ความรู้
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นผู้นาทางด้านเทคโนโลยีของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมาเป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี ทำให้เกิดมหาวิทยาลัยที่ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆและมี Innovation ใหม่ๆออกมา
2. Demand Condition (ปัจจัยด้านความต้องการ)
ชาตินิยม
“ชาตินิยม” เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่สาคัญของคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รับรู้ของคนทั่วโลกมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก และเป็นแรงผลักดันสาคัญส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความร่วมมือกัน ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าควรมีการช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือสินค้าต่างๆที่ผลิตภายในประเทศเพื่อให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ในประเทศนั้นมีการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าอย่างต่อเนื่อง
3. Strategy and Rivalry Context (ด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจ)
การแข่งขันของธุรกิจ และกลไกตลาด Car Navigation System (CNS) ในญี่ปุ่นนั้น มีรูปแบบการแข่งขันที่เป็นการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ (Creative Competition) ซึ่งการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์นี้จะไม่เน้นการแข่งขันทางด้านราคาการ แต่จะเน้นการแข่งขันที่เพิ่มมูลค่าลงไปในผลิตภัณฑ์ของตนเอง
4. Related and supporting industries (อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนกัน)
ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพในการผลิต นอกจากจะต้องมีเทคโนโลยีที่ดีแล้ว ยังต้องมีการร่วมมือกันในระบบ Supply Chain ด้วยจึงจะสามารถทาให้ประสิทธิภาพในการผลิตนี้เกิดขึ้นได้
5.ด้านบทบาทของภาครัฐ
ภาครัฐได้มีบทบาทอย่างมากในเรื่องของการผลักดันให้มีการใช้งาน CNS ทั้งยังส่งเสริมความสามารถในการผลิตและสร้างฐานข้อมูล มีการจัดตั้งกระทรวง METI หรือกระทรวงเศรษฐกิจฯ ของญี่ปุ่น ที่ให้ความสนับสนุนทั้งด้านความรู้และด้านนโยบายที่ส่งเริมอุตสาหกรรม CNS ในประเทศ
Problem
จากการที่ตลาด CNS ยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก จาการที่ประเทศญี่ปุ่น และบริษัทของญี่ปุ่นเป็นผู้นาในตลาด CNS ในขณะนี้ มีความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียความเป็นผู้นาตลาดจากปัจจัยต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ญี่ปุ่นควรจะทำเพื่อรักษาความเป็นผู้นำนี้ไว้
Alternatives
1) ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในการพัฒนาระบบ CNS มากขึ้นระหว่างแต่ละบริษัทต่างๆภายในประเทศญี่ปุ่น
2) การสร้างมาตรฐานใหม่ที่ใช้ได้จริงสาหรับ CNS ร่วมกันทั่วโลก ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นาในธุรกิจ CNS อยู่
Lesson & Learn
- การที่จะเป็นผู้นาทางธุรกิจได้นอกจากจะใช้ความสามารถทางการแข่งขันขององค์กรในอุตสาหกรรมแล้ว ยังต้องมีการสนับสนุนและร่วมมือจากภาครัฐด้วย จึงจะสามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นาทางธุรกิจได้
- เหตุที่ CNS ได้รับความนิยมที่สูงมากในตลาดญี่ปุ่น มาจากหลายๆปัจจัยซึ่งมีเฉพาะในญี่ปุ่น นี่แสดงให้เห็นว่าการที่มีข้อจากัดนั้น หากสามารถจัดการกับข้อจากัดนั้นๆได้ อาจก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างมหาศาล จากตัวอย่างของญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาติที่นิยมการตรงต่อเวลาและต้องมีถนนซึ่งสลับซับซ้อนค่อนข้างมาก







