Introduction
Agenda
• Information technology vs. Information systems
• บทบาทของ IT
• Digital firms
• IT jobs/ Salary
• Changing roles of IT personals
• Hot Trends in IT
Information technology แบ่งเป็น
• Hardware เป็นอุปกรณ์ที่สามารถจับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ ,CPU
• Software หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุมคอมพิวเตอร์ ซึ่งซอฟต์แวร์แบ่งเป็นสองประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software)
• Network คือ ระบบเครือข่ายที่ใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการติดต่อ สื่อสาร และใช้อุปกรณ์ร่วมกัน
• Data เป็นข้อมูลที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์
Information Systems
เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วย Hardware, Software, Data, Network, คน, การบริหาร, โครงสร้าง องค์กร, และวัฒนธรรมในองค์กร ที่ใช้เพื่อรวบรวม ประมวลผล กระจายข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ควบคุม และประสานงานภายในและระหว่างองค์กร
ความแตกต่างระหว่าง Data และ Information
• Data คือ ข้อมูลดิบ, ข้อเท็จจริง เช่น อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ซึ่ง data แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ ข้อมูลเชิงตัวเลข และข้อมูลเชิงคุณภาพ
• Information คือ ข้อมูลที่มีความหมาย หรือเรียกว่า สารสนเทศ เป็นการนำ data มาประเมินผลให้มีความหมาย เช่น ค่าเฉลี่ยต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจ การควบคุม และการวางแผนในองค์กร
Functions of information systems
Information system จะประกอบด้วย 4 ขั้นตอน เริ่มจากการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) และนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการประเมินผล (Process) และแสดงผลข้อมูลออกมา (Output) ขั้นตอนสุดท้ายคือ การส่งข้อมูลย้อนกลับ ถ้าหากว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไข เช่น POS มีการสแกนบาร์โค๊ด เข้าสู่ระบบเพื่อวิเคราะห์และออกใบเสร็จ
Management information systems (MIS)

โดยสรุปการจัดการระบบข้อมูลข่าวสาร เป็นการรวม 3 มิติเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ องค์กร เทคโนโลยี และการจัดการ หรือเป็นการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีบทบาทต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆ (Business Model) ซึ่งความสามารถในการแข่งขันขององค์กรนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้เทคโนโลยีในองค์กร แต่เป็นการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี ซึ่งกลายมาเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างองค์กรธุรกิจในปัจจุบัน
IT investment
ปัจจุบันการลงทุนทางด้าน IT สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีสัดส่วนการลงทุนด้าน IT มากที่สุดซึ่งสูงถึง 51 % เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนทั้งหมด ซึ่ง IT ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

บทบาทของ IT
ในปัจจุบันได้มีการนำ IT เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจในหลายๆ ด้าน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร ซึ่งประกอบด้วย
• การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการ ทั้งสินค้าที่มีอยู่แล้วและเกิดใหม่ เช่น อุตสาหกรรมเพลง สินค้าที่เป็น Digital Product เช่นการใช้ e-book แทนหนังสือที่ทำมาจากกระดาษหรือ Paper base ซึ่งราคาของ e-book นั้นจะมีราคาที่ถูกกว่ามาก และยังสามารถพกพาได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ การพัฒนาด้าน IT ยังทำให้เกิดการหลวมรวมของเทคโนโลยี ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. Divice Convergence คือ การหลวมรวมของอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน จากเดิมที่มีฟังก์ชันในการใช้งานที่จำกัด โดยรวมฟังก์ชันต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน เช่น โทรศัพท์ในอดีตทำได้แค่เพียงรับเข้าหรือโทรออก แต่ในปัจจุบันสามารถเล่นอินเตอร์เน็ต วิทยุ โทรทัศน์ได้
2. Data Convergence คือ การหลอมรวมของข้อมูล เช่น การหลอมรวมข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ภาพ เสียง วิดีโอเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถใช้ได้ในหลายอุปกรณ์
3. Network Convergence คือ การหลอมรวมของระบบเครือข่าย ทำให้การติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เช่น การดูทีวีผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ การใช้อินเตอร์เน็ตผ่านทีวี เป็นต้น
• สร้างรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ (New Business Model) ปัจจุบันบริษัทที่สร้างผลกำไรได้ จะเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ เช่น google มีการทำโฆษณาผ่านทางอินเตอร์เน็ต, การสั่งซื้อสินค้าทาง internet เป็นต้น
• ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการติดต่อสื่อสารจากการใช้เทคโนโลยีในอดีต มาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ทำให้ความลึกชองข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น เช่นการติดต่อกันผ่าน Social network, Skype เป็นต้น
• บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและ Supplier โดยใช้ CRM เพื่อจัดเก็บรวบรวมข้อมูลของสินค้าเพื่อองค์กรจะตอบสนองความต้องการของลูกค้า และใช้ SCM เป็นระบบที่ใช้บริหารห่วงโซ่อุปทาน (supply chain)
• ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่ง IT จะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย (Real Time)
• สร้างความสามารถในการแข่งขัน
• เพื่อความอยู่รอดขององค์กร

จากรูป การกระจายของข้อมูล จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็นเสมอไปที่องค์กรที่ลงทุนในด้าน IT จะได้รับผลตอบแทนที่สูงเสมอไป โดยปัจจัยที่มีผลอย่างมากคือ Business model และวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ
องค์กรดิจิตอล (Digital Firms)
เป็นองค์กรที่กระบวนการในการทำธุรกิจตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบ Digital Network ไม่ว่าจะเป็นการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า supplier หรือการบริหารกระบวนการภายในองค์กร เช่น บริษัทapple , Dell ,IBM
Digital Products VS. Analog Products
สินค้า Digital และ Analog จะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน แต่ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่ม (Reproduction) ของ Analog จะสูงกว่า รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการในการขนส่งด้วย ในส่วนของสินค้า Digital ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มจะเข้าใกล้ศูนย์ แต่สินค้า Digital จะมีข้อเสียคือ ง่ายต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ สำหรับสินค้า Physical จะมีความคงทนมากกว่า
Business Model
องค์ประกอบของ Business model มีดังนี้
1. Value Proposition
- อะไรคือความแตกต่างของบริษัทเราจากคู่แข่ง
- ทำไมลูกค้าถึงเลือกซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทเรา
- ตัวอย่างของ Value Proposition ที่ประสบความสำเร็จ เช่น การลดราคาค่าขนส่ง, การจัดการการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
2. Revenue Model
- บอกที่มาของรายได้ของบริษัท
- ประเภทที่มาของรายได้หลักๆ ได้แก่ รายได้จากการโฆษณา, รายได้จากค่าสมาชิก, รายได้จากการเก็บค่าคอมมิสชั่น, รายได้จากการขายสินค้า (ทั้ง physical และ digital product) และบริการ, รายได้จากการอ้างอิง
3. Market Opportunity
- ระบุในส่วนของ market share และ market size ของบริษัท
4. Competitive Environment
- ใครคือคู่แข่งของบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม รวมไปถึงสินค้าทดแทนด้วย
5. Competitive Advantage
- อะไรคือความได้เปรียบของบริษัทของเราอาทิ สินค้าและบริการเหนือกว่าคู่แข่ง, ราคาสินค้าที่ต่ำกว่า, เป็น First mover
6. Market Strategy
- กลยุทธ์/ แผนการการตลาดของบริษัท
7. Organizational development
- คุณลักษณะ/ วัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไร
8. Management Team
- ทราบถึง background ของผู้บริหารของบริษัทว่าเป็นอย่างไร





